"เป็นพี่นิ่มที่ขโมยเงิงคูมแม่ค่ะ"
ขวับ!
เพียงเท่านั้นทั้งสุวดีและก้องการุญต่างก็หันมองลูกจ้างชาวเมียนมาร์ที่เกิดอาการเลิ่กลั่กอย่างเห็นได้ชัดก่อนจะตัดพ้อลูกหมีอย่างคนน้อยอกน้อยใจ
"ทำไมน้องลูกหมีถึงใส่ร้ายพี่อย่างนี้ล่ะคะ พี่ไม่ได้เป็นคนขโมยเงินเสียหน่อย"
สุวดีหันกลับมามองลูกสาวตัวเองอีกครั้งก่อนจะจับไหล่ลูกหมีให้หันหน้ามาเผชิญกับเธอตรงๆ
"ก่อนจะกล่าวหาใครลูกต้องมีหลักฐานก่อนนะคะ"
สุวดีไม่ได้ต่อว่าลูกสาวของเธอเพียงแต่บอกเท่านั้น เธอรู้ว่าช่วงหลังๆ มานี้ลูกหมีกับก้องการุญสนิทสนมกันมากขึ้นเพราะเขามักจะอยู่เล่นกับลูกหมีหลังเลิกงานบ่อยๆ หลายครั้งก็พากันเดินไปเซเว่นที่อยู่ไม่ไกลเพื่อซื้อขนมกินกันเพราะอย่างนั้นเธอจึงไม่แปลกใจที่ลูกสาวจะเข้าข้างก้องการุญ
ในขณะเดียวกันลูกหมีก็เด็กเกินกว่าจะเข้าใจคำว่า ‘หลักฐาน’ แต่เธอรู้ว่าสิ่งที่เธอเห็นมากับตานั้นมันคือพฤติกรรมแบบไหน เธอมีพ่อเป็นตำรวจเขาจึงบอกกล่าวและสอนเธอเสมอว่าพฤติกรรมแบบไหนที่เรียกว่า ‘ขี้ขโมย’
ลูกหันไปมองก้องการุญที่ยืนอยู่ข้างเธอ เขาระบายยิ้มน้อยๆ มองเธอด้วยความเอ็นดูที่พยายามจะเข้าข้างเขา แต่ลูกหมีก็ไม่ละความพยายามเมื่อเธอเห็นกับตาจริงๆ ว่าลูกจ้างสาวชาวเมียนมาร์คนนี้ขโมยเงินแม่ของเธอ
"ยูกหมีเห็นว่าพี่นิ่มหยิบเงิงจากกล่องนี้แล้วก็เอามาใส่ไว้ตรงนี้"
ลูกหมีเลียนแบบลูกจ้างชาวเมียนมาร์ด้วยการทำท่ายัดเงินผ่านคอเสื้อตัวเองและท่าทางนั้นของลูกหมีก็ทำเอาลูกจ้างชาวเมียนมาร์รีบแก้ตัวอย่างร้อนรน
"นิ่มไม่ได้ทำอย่างนั้นนะคะพี่สุ นิ่มก็แค่ร้อนค่ะก็เลยล้วงมือเช็ดเหงื่อใต้เสื้อเท่านั้นค่ะ"
สุวดีขมวดคิ้วมุ่นกับคำพูดของลูกจ้างชาวเมียนมาร์ที่ไม่ว่าจะฟังอย่างไรเธอก็คิดดีไม่ได้เลย
ร้อนจนต้องล้วงมือเช็ดเหงื่อ?
นี่มันคือข้ออ้างแบบไหนกัน? ต่อให้ลูกจ้างคนนี้จะขโมยเงินหรือไม่ขโมยเงินแต่การล้วงมือเช็ดเหงื่อภายในเสื้อทั้งที่มือต้องหยิบจับอาหาร ไม่ว่าจะฟังอย่างไรก็ไม่เหมาะสมทั้งนั้น
ยิ่งเห็นพฤติกรรมน่าสงสัยของลูกจ้าง สุวดีก็คิดว่าตัวเองไม่อาจเพิกเฉยได้อีกแล้ว แม้ว่าก่อนหน้านี้เธอจะยังไม่ได้ปักใจเชื่อว่าใครเป็นขโมยเงินแต่ลึกๆ เธอก็สงสัยลูกจ้างชาวเมียนมาร์คนนี้ไม่น้อยเลย
"ไปกับฉันในบ้าน"
สุวดีเอ่ยเสียงเข้มเป็นครั้งแรกก่อนจะคว้าแขนลูกจ้างสาวคนนี้เข้าไปในบ้าน ลูกหมีกำลังจะตามแม่เข้าไปด้วยแต่ก้องการุญก็คว้าตัวเด็กน้อยเอาไว้เสียก่อนจากนั้นก็อุ้มเธอขึ้นนั่งบนเก้าอี้ตัวที่สุวดีเคยนั่ง ส่วนเขาก็นั่งคุกเข่าลงตรงหน้าลูกหมีและกอบกุมมือเธอเอาไว้
"ลูกหมีพูดจริงหรือเปล่าที่เห็นว่าพี่นิ่มทำอย่างนั้น? "
"น้องเห็นจีงๆ น้องเห็นหลายครั้งแย้วด้วย"
ลูกหมีเล่นอยู่ภายในบ้าน หลายครั้งที่เธอยืนชะเง้อคอมองดูแม่และก้องการุญทำงาน เพราะอย่างนั้นจึงทำให้เธอมีโอกาสเห็นว่าลูกจ้างเมียนมาร์คนนี้ทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมอย่างการขโมยเงินในตอนที่ทุกคนกำลังยุ่งกับการเสิร์ฟหรือเก็บโต๊ะทำความสะอาด
ก้องการุญไม่ได้พูดอะไรอีก เขาเพียงแค่นั่งและเล่นเป็นเพื่อนลูกหมี ไม่ถึงห้านาทีสุวดีก็ออกจากบ้านมาด้วยสีหน้าบึ้งตึงพร้อมกับลูกจ้างชาวเมียนมาร์ที่ร้องไห้น้ำตานองหน้า แต่แค่นั้นเขาก็พอจะคาดเดาได้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะในมือสุวดียังมีเงินจำนวนหนึ่งถือกลับมาด้วย
"เกิดอะไรขึ้น?"
ภูผาสามีของสุวดีกลับมาที่บ้านได้จังหวะพอดี เขามองดูลูกจ้างชาวเมียนมาร์ที่นั่งร้องไห้แล้วก็มองภรรยาที่ถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างสงบสติอารมณ์
"นิ่มขโมยเงินในร้านค่ะ"
สีหน้าภูผาเข้มขึ้น เขาเป็นถึงตำรวจแต่กลับมีโจรกล้าขโมยเงินภายในร้านเมียเชียวหรือ
"ในเมื่อมันขโมยเงิน มันก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ ไป ไปโรงพัก!"
ลูกจ้างสาวชาวเมียนมาร์ร้องไห้โฮ เธอยกมือขอโทษขอโพยทั้งสุวดีและภูผาแต่มันก็สายไปแล้วต่อให้เธอจะยกเหตุผลต่างๆ มาอ้างก็ตาม
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรสุวดีก็ไม่คิดที่จะจ้างลูกจ้างสาวเมียนมาร์คนนี้อีกแล้ว ความจริงแล้วเธอก็คิดมาสักพักหนึ่งแล้วว่าจะเลิกจ้างหญิงสาวคนนี้เพราะระยะหลังๆ มักจะมีปัญหาขาดงานบ่อย โชคดีที่เธอมีก้องการุญเพราะอย่างนั้นเขาจึงช่วยเธอได้มาก
ภูผากลับไปที่โรงพักอีกครั้งพร้อมกับโจรขโมยเงิน สุวดีเองก็หมดปัญหาเรื่องเงินหายที่จับมือใครดมไม่ได้มาหลายวันเพราะไม่มีหลักฐาน แต่ก็ไม่ลืมขอบคุณนักสืบจิ๋วอย่างลูกหมีที่กล้าบอกว่าใครทำอะไรไม่ดี
"ถ้าไม่ได้ยอดนักสืบลูกหมีแม่ต้องแย่แน่ๆ เลย วันนี้ลูกหมีเก่งมากเลยค่ะ"
สุวดีลูบหัวทุยของลูกสาวด้วยความเอ็นดูและเอ่ยชม ทำเอาคนที่ได้รับคำชมขัดเขินจนตัวบิดก่อนจะซุกซบหน้าเข้ากับเอวสอบของก้องการุญที่ยืนอยู่ใกล้เธอ
ดูภายนอกลูกหมีเหมือนเด็กที่กล้าแสดงออกและช่างพูด แต่เมื่อถูกชมซึ่งๆ หน้ากลับเป็นเด็กขี้เขินจนไม่กล้ามองหน้าคนชมและคำพูดของเธอก็มักจะย้อนแย้งเสมอ
"ยูกหมีไม่เขินหรอกนะ~"
สุวดีที่นานครั้งจะเห็นลูกสาวมีอาการเขินก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ ก้องการุญเองที่เห็นลูกหมีเขินเป็นครั้งแรกก็หลุดขำออกมาเช่นกัน
อยู่กับเด็กคนนี้ทีไร...มีแต่เรื่องให้เขายิ้มได้อยู่เรื่อยเลย
"แม่ให้รางวัลเป็นไอติมสักแท่ง ขนมสักห่อดีไหมน้า~"
สุวดีพูดจาหลอกล่อลูกสาวที่หันกลับมามองคุณแม่ตาเป็นประกาย สองมือชูขึ้นเหนือหัวอย่างคนดีใจลืมอาการขัดเขินจนสิ้น
"ดีค่า! ยูกหมีอยากกินไอติม!"
"ถ้าอย่างนั้นลูกหมีไปไอติมซื้อกับพี่ก้องนะคะ"
สุวดียื่นแบงก์ร้อยให้กับก้องการุญที่รับไว้แต่โดยดี เขาถอดผ้ากันเปื้อนออกจากตัวแล้วแขวนไว้ในที่ที่เก็บอย่างเป็นระเบียบ
"ไปซื้อไอติมกัน"
"เย้ ไปชื้อไอติมกัน!"
ลูกหมีรีบคว้ามือก้องการุญตามความเคยชิน เธอกระโดดหย็องแหย็งออกจากบ้านอย่างอารมณ์ดีและเมื่อถึงเซเว่นลูกหมีก็เดินตรงไปยังตู้ไอศกรีมพร้อมกับชูแขนทั้งสองข้างขึ้นตรงหน้าก้องการุญที่รู้ได้ทันทีโดยที่ลูกหมีไม่ได้ต้องบอกอะไร
ก้องการุญก้มตัวลงและช้อนใต้สะโพกลูกหมีก่อนจะอุ้มเธอที่รีบชะโงกหน้าเลือกไอศกรีมในตู้
"ยูกหมีเอาอันนี้ค่ะพี่จ๋า"
หลังจากที่เลือกไอศกรีมคนละแท่งแล้ว ก้องการุญยังพาลูกหมีมาเลือกขนมอีกหนึ่งถุงเพราะสุวดีให้ลูกสาวกินขนมได้เพียงเท่านั้นแต่ก็ไม่ได้บ่อยมากสักเท่าไหร่เพราะกลัวไม่ดีต่อสุขภาพเด็ก ลำพังแค่นี้ลูกหมีก็อ้วนกลมมากพอแล้ว
"ทั้งหมดหกสิบบาทค่ะ"
ก้องการุญจ่ายเงินให้กับพนักงานแคชเชียร์และเมื่อได้รับตังค์ทอนแล้วเขากับลูกหมีก็ออกมานั่งม้านั่งข้างๆ เซเว่น
"ระวังเลอะนะ"
"ค่า~"
ลูกหมีขานรับเสียงใสพร้อมกับรับไอศกรีมจากก้องการุญที่แกะถุงให้แล้ว
เขาอาศัยจังหวะที่ลูกหมีกำลังสนใจไอศกรีมหยิบแบงก์ร้อยของสุวดีที่ให้เขาก่อนหน้านี้ใส่กระเป๋าใบเล็กประจำตัวของลูกหมีไว้
เท่ากับว่าค่าไอศกรีมและค่าขนมของลูกหมีในวันนี้เขาเป็นคนจ่ายและเขาก็ไม่คิดที่จะบอกลูกหมีหรือบอกใครแต่อย่างใด
เขาก็แค่อยากซื้อขนมให้ลูกหมีก็เท่านั้นเองเพื่อเป็นการขอบคุณเธอที่วันนี้เธอช่วยเขาให้พ้นข้อกล่าวหาว่าเป็นขโมยจากลูกจ้างชาวเมียนมาร์
ตอนนี้เขายังทำดีกับเธอได้เขาก็อยากจะทำดีกับเธอให้มากที่สุด เพราะว่าเมื่อไหร่ที่เขาเก็บเงินครบสามหมื่นบาทเมื่อนั้นเขากับลำดวนจะหนีออกจากสลัมแห่งนี้ทันทีและเมื่อนั้นคงไม่มีโอกาสที่เขาจะทำดีกับลูกหมีอีกแล้ว
==========================
#จะมีคนทิ้งเด็กน้อยเอาไว้รึเปล่าน้าาา~
สู้เขายัยหนู ปกป้องพี่เขาน้าาา