ก้องการุญเกิดและเติบโตในสลัมแห่งหนึ่ง สังคมสลัมในละแวกนั้นบ่งบอกถึงความเสื่อมโทรมและเป็นที่น่ารังเกียจของผู้คนรอบข้างที่อยู่ละแวกนั้น
สลัมแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความโสมมที่เรียกว่าสิ่งอบายมุข รวมถึงตัวบุคคลที่อยู่ในสลัมด้วยจึงทำให้ถูกมองว่าเป็นคนไม่ดี
สลัมที่แออัดด้วยผู้คนแห่งนี้ไม่เคยถูกกล่าวถึงในทางที่ดีเลยแม้แต่น้อย แต่ละวันมักจะมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายไม่ว่าจะเป็นคดีค้ายา ค้าประเวณีหรือแม้แต่คดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นแทบทุกวันเพราะคนในสลัมดันไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดที่กำลังแพร่ระบาดและหาได้ง่ายไม่ต่างจากลูกอมที่ซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป
ก้องการุญในวัยสิบห้าก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ข้องเกี่ยวกับ 'ยาเสพติด' เหล่านั้นตั้งแต่อายุยังน้อยเพราะสังคมชักนำให้เขาต้องเดินเส้นทางนี้อย่างไม่อาจเลี่ยงได้
"ไอ้ก้อง! เอาของไปส่ง!"
'ไอ้ผัน' วัยสี่สิบปีตะโกนเรียกลูกเลี้ยงอย่างก้องการุญให้มารับยาเสพติดที่เขาแพ็กเป็นถุงๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว
หากนับรวมๆ แล้วยาเสพติดชุดนี้มีประมาณห้าร้อยเม็ด หรือถ้าหากตีเป็นมูลค่าที่ก้องการุญต้องรับเงินมาก็คงราวๆ สามพันบาทเท่านั้น
ปัจจุบันยาเสพติดขายราคาถูกกว่าเมื่อก่อนหลายเท่า แต่เพราะมันราคาถูกจึงทำให้ผู้คนเข้าถึงมันง่ายขึ้นไม่ต่างจากการทานข้าววันละสามมื้อ
"เอาไปส่งให้ไอ้เปี๊ยกหลังวัดนะ"
ไอ้ผันบอกกับลูกเลี้ยงที่เพียงแค่พยักหน้ารับด้วยสีหน้าเรียบเฉยเท่านั้น
ก้องการุญไม่เคยแสดงสีหน้าอื่นใดนอกจากเฉยชาและเขาก็ชินชากับเรื่องพวกนี้ไปเสียแล้ว เขาจำได้ว่าตัวเองกลายเป็น 'เด็กเดินยา' ตั้งแต่อายุเพียงแค่ห้าขวบเท่านั้น ในตอนนั้นเขาทำไปเพราะความไร้เดียงสาไม่รู้อีโหน่อีเหน่ว่าถูกหลอกใช้ในความเป็นเด็กเพื่อหลบเลี่ยงตำรวจสายตรวจที่บางครั้งก็คาดไม่ถึงว่าเด็กห้าขวบจะทำอะไรอย่างนี้และทุกครั้งเขาก็รอดจากการถูกตรวจเสมอมา
แต่เมื่อโตขึ้นเขาจึงรู้ว่าที่ผ่านมาตัวเองทำอะไรลงไป ทว่าจะถอนตัวก็ไม่ได้เสียแล้วเพราะเขาเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นเช่นกัน
"นับเงินมาให้ครบด้วยล่ะ เข้าใจไหม? อย่าให้ขาดเชียวนะมึง"
ไอ้ผันพูดจาข่มขู่ลูกเลี้ยงที่ไม่ตอบอะไรกลับไปแต่กลับเดินไปคว้าหมวกแก๊ปสีดำและแมสพร้อมกับเสื้อยืดที่เรียกว่าแทบจะย้วยและขาดขึ้นมาสวมใส่ปกปิดร่างกายผอมแห้งของตัวเอง จากนั้นก็คว้ากระเป๋าเป้ที่วางบนโต๊ะกินข้าวขึ้นพาดบ่าก่อนจะออกจากบ้านที่เป็นเพลิงสังกะสีหลังนี้ที่เขาใช้ซุกหัวนอนมานานกว่าสิบห้าปี...
ก้องการุญที่สวมใส่แมสและหมวกแก๊ปเดินลัดเลาะตามทางคับแคบผ่านบ้านหลังอื่นๆ ที่มีสภาพไม่ต่างจากบ้านของเขามาจนถึงปากซอยสลัม
สถานที่นัดรับยาที่ไอ้ผันพูดถึงนั้นคือหลังวัดที่อยู่ไม่ไกลจากสลัมแห่งนี้ หากเดินก็คงใช้เวลาประมาณยี่สิบนาทีซึ่งเขาคาดคะเนเอาไว้แล้วว่าถ้าเดินไปตอนนี้คงถึงเวลานัดหมายกับไอ้เปี๊ยกพอดี
ไอ้เปี๊ยกเป็นเด็กในสลัมเหมือนกับเขา ตอนนี้มันอายุราวๆ ยี่สิบปีเห็นจะได้ อาชีพไอ้เปี๊ยกในตอนนี้ก็คือเด็กรับยา ซึ่งมันจะนำยาเหล่านี้ที่ได้จากเขาไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง
ไอ้เปี๊ยกนับว่าเป็นลูกค้าขาประจำของไอ้ผันเพราะอย่างนั้นพวกเขาจึงไว้ใจกันในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรกันมากมายเพราะถือว่าวงการยาเสพติดไม่สามารถสนิทใจกับใครได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะก้องการุญที่ไม่เคยคิดจะฝากความไว้ใจให้กับใครทั้งนั้น
คนที่เขาไว้ใจมีเพียงแค่ตัวเองคนเดียวเท่านั้น…
ก้องการุญเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ตอนนี้พระอาทิตย์กำลังตรงหัวพอดิบพอดี เขาหลับตาลงเมื่อถูกแสงแดดแยงตาก่อนจะดึงคอเสื้อย้วยๆ สะบัดไล่ความร้อนที่เกิดขึ้น
แดดเที่ยงวันเป็นอะไรที่ร้อนบัดซบสิ้นดี แต่ถึงอย่างนั้นก้องการุญก็ไม่ทางเลือกจำต้องเดินตากแดดต่อไปก่อนจะผ่านป่าช้าหลังวัดที่ไม่มีใครคิดจะผ่านมา ด้วยชื่อเสียงเรื่องหลังวัดนั้นค่อนข้างเป็นที่โจษจันเรื่องผีเฮี้ยนเพราะเมื่อหลายปีก่อนมีคนถูกฆ่าปาดคอที่นี่บวกกับเคยมีพวกลองดีมาท้าพิสูจน์ผีก่อนจะพากันเผ่นหนีไปในตอนกลางคืนพร้อมกับเสียงเล่าลือที่ถูกพูดต่อถึงความเฮี้ยนของผีหลังวัดแห่งนี้
แต่ใครจะรู้ล่ะว่าเรื่องเล่าลือผีเฮี้ยนอะไรนั่นแท้จริงแล้วเป็นเพียงเรื่องแต่งจากคนในสลัมเท่านั้นและก้องการุญก็รู้ว่าเรื่องนี้มาจากไอ้ผันพ่อเลี้ยงของเขานั่นเอง จึงทำให้เขาไม่กลัวเรื่องผีเฮี้ยนอะไรทั้งนั้นและรู้เหตุผลของไอ้ผันด้วยว่าทำไมมันถึงเล่าเรื่องผีเฮี้ยนที่หลังวัดจนเป็นข่าวลือ
เพราะแท้จริงแล้วสถานที่แห่งนี้คือจุดรับส่งยาเสพติดที่ใช้เป็นประจำน่ะสิ มันถึงปล่อยข่าวเรื่องผีเฮี้ยนเพื่อไม่ให้ใครมาป้วนเปี้ยนแถวนี้
"ทางนี้ไอ้ก้อง"
เสียงเรียกที่คุ้นเคยของไอ้เปี๊ยกทำให้ก้องการุญที่เพิ่งเดินมาถึงหลังวัดหันไปมองก่อนจะเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นเมื่อเห็นว่าครั้งนี้คนที่นัดรับยาไม่ได้มาเพียงคนเดียวเหมือนทุกที แต่มีชายร่างใหญ่กำยำหน้าดุที่เขาไม่เคยเห็นหน้าตามมาด้วย
"คนนี้ลูกพี่กูเอง"
"..."
ก้องการุญเลือกที่จะไม่พูดอะไร แต่สายตาคมของเขากลับกวาดมองชายร่างใหญ่คนนั้นราวกับพิจารณาก่อนจะรับรู้ได้ถึงความผิดปกติอะไรบางอย่างที่สัญชาติเขามันร่ำร้องบอกให้ 'หนี' ในวินาทีนั้น
นี่มันคือการล่อซื้อ! ไอ้ฉิบหาย! เปี๊ยกเล่นกูแล้วไง!!!
ก้องการุญเลือกเชื่อในสัญชาตญาณตัวเอง เขาหมุนตัวกลับและวิ่งสุดฝีเท้าในขณะเดียวกันชายฉกรรจ์อีกสามคนก็โผล่พรวดออกมาจากพุ่มไม้เพื่อวิ่งตามจับเขาที่หาทางหนีทีไล่ให้ตัวเอง
หัวใจก้องการุญเต้นแรงจนแทบทะลุอก แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่วิ่งหนีตำรวจ แต่ทุกครั้งเขาก็ยังตื่นเต้นและตื่นตระหนกเสมอ ที่ผ่านมาเขารอดจากการจับกุมส่งยามาโดยตลอดและครั้งนี้เขาต้องรอดเช่นกัน
ก้องการุญมีรูปร่างผอมสูงแต่ถึงจะผอมและดูเหมือนขาดสารอาหารทว่าเรื่องความเร็วในการวิ่งนั้นกลับมีทักษะที่ดีมาก
เขาวิ่งฉิวราวกับเสือชีตาห์ที่กำลังไล่ตามเหยื่อกลางทุ่งนา อีกทั้งยังมีทักษะวิ่งหลบหนีรวมถึงข้ามสิ่งกีดขวางด้วย
"หยุดนะ! กูบอกให้หยุดไง!"
เสียงตำรวจที่ไล่กรวดมาจากทางด้านหลังไม่ได้ทำให้ก้องการุญหยุดฝีเท้าแต่อย่างใด มีแต่จะเร่งความเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มทิ้งระยะห่างจากตำรวจอีกสามคนข้างหลังที่วิ่งไล่ตามเขาจนเหนื่อยหอบ
เป้าหมายการหนีของก้องการุญในครั้งนี้คือชุมชนที่มีบ้านเรือน แค่วิ่งออกจากหลังวัดไม่กี่ร้อยเมตรก็จะเจอกับบ้านเรือนของผู้คนในละแวกนั้นแล้วและทันทีที่ถึงทางแยกลับตาตำรวจเขาก็ปีนกำแพงบ้านหลังหนึ่งด้วยความว่องไว
แต่เมื่อกระโดดข้ามกำแพงเข้ามาแล้วเขากลับชะงักนิ่งไปหลายวินาทีเพราะตรงหน้าเขาคือเด็กผู้หญิงผมแกละอายุราวๆ สามขวบที่กำลังมองเขาด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อจู่ๆ เขาก็โผล่เข้ามาภายในบ้านของเธออย่างกะทันหัน
และในจังหวะที่เธอกำลังจะกรี๊ดออกมานั้นก้องการุญที่มือไวมากพอก็รีบเข้าตะปบปากเด็กน้อยอย่างทันท่วงทีทำให้เสียงที่ร้องออกมาเป็นเพียงแค่เสียงอู้อี้ในลำคอเท่านั้น
"อี้ดดดดดดดด~"
=====================
เอาตอนแรกมาเสิร์ฟแล้วค่าพี่ๆ!
น้องจี๊ดเพิ่งจะว่างมาเปิดเรื่องใหม่ค่ะ
อยากได้กำลังใจฉ่ำๆ ในการอัพนิยายตอนต่อไปจังเลยค่าาา