20
หลิวซื่อพูดไปนางก็สุดแสนจะเสียใจนัก นางไม่มีวันจะต้อนรับใครมาเป็นสะใภ้ตระกูลจ้าวนอกจากจะเป็นไป๋ฟางหรงเท่านั้น
“เจ้าเจ็บเพียงแค่ภายนอก แต่หรงเอ๋อร์ของข้า นางเจ็บปวดที่หัวใจ จดจำเอาไว้หัวใจของนางล้ำค่ายิ่งกว่าใบหน้าของเจ้า เป็นเจ้าเองที่ทอดทิ้งนาง คราวนี้จะโหยหามันสายไปแล้ว เป็นเจ้าที่ทำร้ายน้ำใจของนาง ยามนี้จะรั้งให้นางกลับมา เจ้าต้องพิสูจน์ตัวเองเพื่อให้คู่ควรกับนาง เพราะเจ้ามันไม่คู่ควร!”
จ้าวหย่งคัง แอบซ่อนตัวอยู่บนหลังคา คล้ายราวกับตนเป็นโจรราคะ เขาแอบดูลูก ๆ และภรรยาในยามวิกาล เห็นพวกเขานอนหลับและตอนเช้าตื่นขึ้นมา ก็ฝึกฝนและดูเหมือนจะมีวินัยไม่น้อย เขายกยิ้มขึ้นมา เมื่อเห็นว่าลูกชายนั้นเก่งกาจเพียงใด ลูกสาวที่ดูแสนบอบบางก็เก่งกาจฝีมือดูเหมือนจะรุดหน้ากว่าหย่งเล่ออยู่มาก
ฟางหรงเองก็กำลังฝึกฝนวรยุทธ์ที่ขึ้นสนิมฝุ่นเกาะเกรอะกรังไปหมด ตอนนี้ฝีมือของนางแม้จะดูมั่นคงแต่ก็คงยังขาดคู่ต่อสู้ จู่ ๆ ญาติผู้น้องก็ทะยานเข้าไป เป็นคู่ฝึกซ้อมให้ภรรยาของเขา
หย่งคังนึกแค้นใจนัก อยากกระโจนออกไปเสียเหลือเกิน และไม่ถึงอึดใจหนึ่ง มีชายวัยกลางคนยืนรอภรรยาของเขาอย่างนอบน้อม เขาไม่เคยเห็นชายคนนี้มาก่อน แต่ทว่ามีบางสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เมื่อลูกสาวและลูกชายของเขากำลังยิ้มแย้มให้กับชายคนนั้น
“อาจารย์ใหญ่ วันนี้ข้าเป็นเกียรติยิ่งนักที่ได้ต้อนรับท่าน” หย่งเล่อพูดจาเป็นการเป็นงานมีหลักการนัก
ฟางหลินยอบกายลงอย่างงดงาม “เชิญท่านอาจารย์ใหญ่เข้าข้างในก่อนเจ้าค่ะ”
ฟางหรงหน้ามุ่ยเดินมาหยุดเบื้องหน้าชายคนนี้ “นึกอย่างไรถึงได้มาหาข้าที่นี่” น้ำเสียงห้วน ๆ กล่าวขึ้นมา มิได้รักษาน้ำใจหรือสีหน้าของอีกฝ่ายที่เป็นถึงท่านอาจารย์ใหญ่ในสำนักศึกษาหลวงแม้แต่น้อย
“ก็เพิ่งจะรู้ว่าเจ้าได้หย่ากับเขาแล้วนะสิ” เมิ่งอวี้หาน คือท่านอาจารย์ใหญ่ และเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์เจียงและนางก็เป็นมารดาของไป๋ฟางหรง
“ข่าวเร็วดีนักนะ” นางแค่นหัวเราะ “ข้ากลายเป็นหม้ายแล้ว” แววตานั่นดูหดหู่ลงเล็กน้อย
“เป็นหม้ายแล้วอย่างไร เจ้ายังสาวยังสวย” อวี้หานชมเปรอะ ใบหน้าของเขาที่ดูสุขุมสำหรับลูกศิษย์ได้มลายหายไปทันใด แย้มยิ้มเอ็นดูนางเหมือนเมื่อก่อนเก่าที่รู้จักกัน เด็กสาวที่ร่าเริงน่ารักคนนั้นหายไปแล้ว
หย่งคังได้ยินเต็มสองรูหู ชายคนนั้นกล่าวชมภรรยาเขาอย่างหน้าตาเฉยและนางก็ไม่เห็นจะเขินอายสักนิด ยังยืนให้เขาชื่นชมความงามอยู่ได้ ในอกของเขากำลังเดือดดาลมากโข สีหน้านั่นกำลังแดงก่ำเต็มไปด้วยความหงุดหงิดงุ่นง่านใจ
“อย่ามาปากหวานเลย เข้าข้างในก่อนเถอะ” ฟางหรงเชื้อเชิญกล่าวกระทบเขาเข้าให้ อวี้หานต่อหน้าของนางแล้ว เขาก็ยังเป็นชายหนุ่มที่อ่อนโยนนัก มักจะสุขุมและเย็นชากับบรรดาสตรีทั้งหลาย แต่สำหรับฟางหรงแล้ว นางคือศิษย์น้องที่เขาเอ็นดู
“พี่สะใภ้ เช่นนั้นข้าขอตัวนะ” มู่ฉวนคิดว่าพวกเขาต้องการความเป็นส่วนตัว จึงขอออกไปเสียก่อน
“อย่าเพิ่งไปสิ เชิญท่านเข้าไปด้วยกัน ดื่มน้ำชาดับกระหายแล้วค่อยไปก็ได้นี่เจ้าคะ” ฟางหรงเชิญชวนเขาอีกคน เพราะไม่อยากให้ใครต่อใครมองนางในแง่ร้ายอีก
“จะดีหรือขอรับ” มู่ฉวนขมวดคิ้ว แต่ก็ชอบใจนัก นั่นเพราะว่าพี่สะใภ้เขาเก่งกาจไปเสียทุกเรื่อง
“ท่านอาเชิญข้างในเถิดขอรับ” หย่งเล่อจับแขนของท่านอามู่ฉวนเอาไว้ ฟางหลินเข้าไปข้างในแล้ว เมื่อครู่ลูกแมวของนาง เจ้าไป๋น้อยนั่นวิ่งออกมาจากห้องอีกเหมือนเดิมช่างซุกซนเสียเหลือเกิน
“ศิษย์พี่มีอะไรก็พูดมาเถอะ ในนี้มีแต่คนกันเองเจ้าค่ะ” ฟางหรงเดินเข้ามาถึงห้องโถงใหญ่ เห็นสีหน้าของอวี้หาน พอจะเดาได้ว่าน่าจะมีปัญหาเกิดขึ้นมา
“เรื่องงานประลอง ข้าอยากให้เจ้าลงร่วมด้วย” มันเป็นเพียงแค่ข้ออ้างเท่านั้น แท้จริงแล้วมีเบื้องหลังอยู่เกรงว่าจะทำให้นางไม่สบายใจ
“แน่นอนข้าย่อมลงร่วมอยู่แล้ว” ฟางหรงรินน้ำชาให้ชายหนุ่มทั้งสอง
“การประลองแม้จะดูเรียบง่าย แต่แคว้นฉู่จะมาไม้ไหนเราไม่รู้ ยังมีพวกเด็ก ๆ ที่ลงแข่งขัน คนฝ่ายนั้นก็ยกกันมาเยอะพอสมควร ยังมีการล่าสัตว์อีก สิ่งที่ข้ากังวลก็คือ” อวี้หานครุ่นคิดอยู่พอสมควร ว่าจะพูดดีหรือไม่ เกรงว่าเด็ก ๆ ทั้งสองจะโดดเด่นและเป็นที่สะดุดตา หากคนพวกนั้นรู้ว่าเป็นลูกแฝดของแม่ทัพจ้าว ไม่แน่ว่าอาจจะเกิดเรื่องขึ้นมาก็ได้
“ไม่ต้องกังวลใจมากจนเกิดไป ทหารของข้ามิใช่อ่อนหัด ท่านอาจารย์ใหญ่อย่าได้วุ่นวายเป็นห่วงครอบครัวคนอื่นนัก แทนที่จะเอาใจใส่เรื่องการศึกษา กลับมาสนใจสตรีที่ออกเรือนแล้ว และนางก็เป็นภรรยาของข้า”
จ้าวหย่งคังสีหน้าบึ้งตึงพอสมควร แผ่กลิ่นอายชวนอึดอัดออกมา เพราะมิชอบใจนักมีบุรุษเข้าออกจวนของภรรยา จึงได้เกิดอาการที่เรียกว่าไหน้ำส้มแตกเข้าให้
ฟางหรงไม่สนใจ “ศิษย์พี่อย่าสนใจเสียงนกเสียงกาแถวนี้เลย เอาไว้วันงานข้าจะกำชับลูก ๆ ข้าเป็นอย่างดี”
“นั่นสิ เรื่องเช่นนี้รบกวนท่านอาจารย์เมิ่งแล้ว” หลิวมู่ฉวนรีบร้อน เกรงว่าญาติผู้พี่จะอาละวาด เดี๋ยวจะทำให้พี่สะใภ้กรุ่นโกรธจนพาลพาหลาน ๆ หนีไปจะทำอย่างไร
“เอาล่ะ ข้ามาพูดแค่นี้ ข้ากลับล่ะนะ” เมิ่งอวี้หานหยัดกายลุกขึ้นเต็มความสูง “อ้อ ข้าลืมเรื่องสำคัญไป ข้าคิดถึงเจ้าเสมอและรอเจ้าอยู่”
“เจ้าค่ะ ข้าก็เช่นกัน ศิษย์พี่เดินทางกลับดี ๆ นะเจ้าคะ” ฟางหรงลุกขึ้นยืนส่งแขก หลิวมู่ฉวนคล้ายว่าลากเมิ่งอวี้หานให้ออกไป
คล้อยหลังพวกเขาทั้งคู่จากไปแล้ว จ้าวหย่งคังเดินมาหยุดเบื้องหน้าของนางเอาไว้ เขากางแขนออก สีหน้าของชายหนุ่มไม่พอใจมากโขแม้จะดูบูดบึ้งนั่น ไม่ได้ทำให้อดีตภรรยาดีใจสักนิด
ใบหน้าของอดีตคนรักของชายหนุ่มมีแต่ความเย็นชา ในสายตาของนางมีแต่ความว่างเปล่า ไม่แม้กระทั่งดวงตาแห่งความรักเหมือนเมื่อครั้งก่อน “ถอยไป” น้ำเสียงเย็นชาว่าทาดูช่างห่างเหินนัก
จ้าวหย่งคังรู้สึกเหน็บหนาวขึ้นมาทันที สายตาเย็นชาเยียบเย็นจนเขาสะท้านไปทั้งกาย เอื้อมมือขึ้นมาดหมายว่าจะกอบกุมมือของนางอีกครั้ง “หรงเอ๋อร์ ที่ผ่านมาเป็นข้าผิดเอง”