เธอเดินออกมาจากห้องน้ำที่มีกระจกกั้นเพื่อไปยังห้องแต่งตัว แต่เพราะลืมนำครีมบำรุงผิวเข้ามาเก็บในห้องแต่งตัวด้วย จึงเสียเวลาเดินออกมาเอาในกระเป๋าขนาดเล็กนอกห้องนอน แสงรำไรจากภายนอกที่ส่องเข้ามาภายใน ทำให้เธอเดินมาเรื่อย ๆ เพราะไม่รู้ว่าในเพนต์เฮาส์นี้ระบบควบคุมวงจรต่าง ๆ ทำงานยังไง สวิตช์อยู่ตรงไหนก็ยังไม่รู้เลย
“อยู่ไหนนะ…”
ร่างบางพึมพำกับตัวเองพลางเดินออกมาเรื่อย ๆ เพื่อหาตำแหน่งของกระเป๋าที่วางไว้ แต่จนแล้วจนรอดก็หาไม่เจอ ทั้งที่จำได้ว่าเอาไว้ตรงนี้ ร่างบางขมวดคิ้วเข้าหากันเป็นปมก่อนจะขยับตัวถอยหลัง แต่ไม่คิดว่าจะชนเข้ากับอะไรบางอย่างที่มันแข็งและอุ่น จนเผลอสะดุ้งด้วยความตกใจ
“อ๊ะ”
“หาอะไรอยู่เหรอ?”
เสียงทุ้มเนิบนาบมาพร้อมลมหายใจอุ่นร้อนปะทะที่หลังคอ ทำให้คาร่าเบิกตากว้างอย่างตกใจเมื่อของแข็งที่เธอว่าคือแผงอกของเฮียติณณ์ มือหนากระชากเอวบางเข้ามาแนบชิด จนร่างกายของเราไร้ซึ่งช่องว่างระหว่างกัน
“คือคาร่ากำลังหากระเป๋าค่ะ”
แม้จะกระวนกระวายแต่เธอก็ทำใจให้สงบ พลางเอ่ยเสียงใสออกมาอย่างมั่นใจ ใบหน้าสวยแสดงออกมาผ่านความสลัวภายในห้องโถงอย่างใสซื่อ ราวกับว่าเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนเคยก่อวีรกรรมอะไรไว้กับเสื้อผ้าของเขา
“ใบสีครีมอะไหล่ทองน่ะเหรอ”
“ใช่ค่ะ เฮียติณณ์เห็นเหรอ”
คนตัวเล็กตาลุกวาวเมื่อได้ยินในสิ่งที่เขาเอ่ย เพราะใบนั้นเธอชอบมากอีกทั้งราคามันยังแรงมากอีกด้วย คุณแม่ซื้อให้ในวันเกิดครบสิบแปดปี ถ้าราคาปัจจุบันจะพุ่งไปไกลแล้ว นอกจากความสวยก็ความแรร์นี่แหละ เธอจึงชอบใบนี้เป็นพิเศษ
“เห็นเมื่อกี้” เขาตอบสั้นจนเธอแปลกใจ
“ที่ไหนเหรอคะ เดี๋ยวคาร่าไปเอา”
ลางสังหรณ์บางอย่างทำให้เธอโพล่งถามเขาออกไป พลางเลื่อนมือลงแกะมือหนาออกจากเอว และหันมาเผชิญหน้ากับเฮียติณณ์อย่างร้อนรน เพราะรู้สึกใจคอไม่ดี
“ข้างล่าง…ในถังขยะ”
“อะไรนะคะ!”
ริมฝีปากบางเอ่ยเสียงเย็นทำให้ร่างบางเบิกตากว้างและกระชากเสียงถามด้วยความตระหนกตกใจ เมื่อเห็นแววตาคมของเขาเรียบนิ่งไร้ความรู้สึก อารามโกรธก็ปะทุขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ มือบางกำเข้าหากันแน่น ใบหน้าสวยจ้องมองคนตรงหน้าเขม็ง
“หึ…”
เห็นร่างบางแสดงท่าทางเป็นปรปักษ์ เขาจึงแค่นเสียงในลำคอออกมาอย่างเหยียดหยาม ยิ่งเธอร้อนรนมากเท่าไรเขายิ่งสะใจมากยิ่งขึ้น คิดจะแผลงฤทธิ์ใส่เขาสิบปียังเร็วไป
ใบหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตรไม่อาจกลบสันดานของเขาได้เลย คาร่ากัดฟันแน่นอย่างหงุดหงิด อีกทั้งความรู้สึกโกรธก็ยากจะระงับ นอกจากจะไม่สำนึกผิดแล้วยังมาเยาะเย้ยกันอีก
แย่มาก!
ดูจากแววตาแล้วหรือว่าเขาจะรู้เรื่องเสื้อผ้า ร่างบางเลิ่กลั่กขึ้นมาทันทีเมื่อฉุกคิดข้อนี้ขึ้นมาได้ แต่เรื่องราวมันก็เริ่มมาจากคนเผด็จการอย่างเฮียติณณ์ทั้งนั้น ถ้ายอมเรื่องตู้เสื้อผ้าแต่แรกก็จบ แต่นี่อะไร มองจากดาวอังคารยังรู้ว่าตั้งใจแกล้ง คาร่าข่มอารมณ์ที่กำลังเดือดพล่านที่เสียกระเป๋าสุดที่รักไว้
“คนนิสัยไม่ดี เฮียใช่ไหมที่เอากระเป๋าไปทิ้ง”
เธอยกแขนเท้าเอวจนลืมไปว่าสาบเสื้อคลุมมันกำลังเผยอออกมาสู่สายตาคม แม้จะอยู่ในที่สลัวแต่คนที่ถูกฝึกเรื่องสายตาในที่มืดมาตั้งแต่เด็ก ไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไรเลย ติณณ์เหยียดยิ้มเล็ก ๆ ก่อนจะยกแขนขึ้นมากอดอก
“แล้วคนนิสัยดีที่ไหนจะเอาเสื้อผ้าคนอื่นไปทิ้ง” ติณณ์ย้อนถาม
“แล้วใครต้องการกลั่นแกล้งกันก่อน” และแน่นอนว่าคาร่าไม่ยอม
“นั่นมันสิทธิ์ของเฮีย ไม่ใช่เมียปลอม ๆ อย่างเธอ!”
น้ำเสียงเย็นเยียบและสายตาเย็นชาทำให้ร่างบางโมโหยิ่งกว่าเดิม คนใจร้ายไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังเหมือนเดิมชอบทำร้ายจิตใจ คาร่าเบะปากอย่างหงุดหงิดพลางเชิดหน้าขึ้น
“ก็ถ้าเฮียไม่พอใจที่ต้องแต่งกับคาร่า เอาไว้เรียนจบเราค่อยหย่ากันก็ได้ค่ะ คาร่าทั้งสาวทั้งสวยมีโอกาสหาสามีใหม่ได้”
ติณณ์เหยียดยิ้มออกมาทันทีเมื่อได้ยินคำว่า ‘หย่า’ จากคนตัวเล็ก เธอคงไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยสินะ ว่าการแต่งงานเข้าตระกูลชวัลกรไม่ได้เหมือนการแต่งเข้าตระกูลอื่นทั่วไป มือหนากระชากเอวบางเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงไออุ่น ก่อนจะโน้มหน้าลงมาจนจมูกโด่งเป็นสันแทบชิดจมูกของเธอ
เขาปรายตามองคนตัวเล็กที่เอ่ยเรื่องการหย่า ราวกับเป็นเรื่องดินฟ้าอากาศ แล้วแค่นเสียง ‘เฮอะ’ ในลำคออย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะเอ่ยปากบอกคนอวดดีเสียงเย็นเยียบ
“เธอคงต้องพับเก็บโครงการหาผัวใหม่ของตัวเองลงกรุไป เพราะไม่ว่ายังไงก็คงจะหาผัวใหม่ไม่ได้”
“ทำไมล่ะคะ” คนตัวเล็กโต้กลับอีกทั้งยังตวัดสายตาอย่างไม่พอใจ หรือเขาคิดว่าเธอไม่สวย เป็นเด็กอ้วนเหมือนแต่ก่อน!
“แต่งมาเป็นเมียมาเฟีย ตายก็ต้องเป็นผีเมียมาเฟีย ถ้าอยากได้ผัวใหม่ก็กินลูกตะกั่วแล้วไปเกิดใหม่เอา”
ร่างสูงเอ่ยเสียงเย็นเยียบพลางบีบเอวบางแน่นจนเธอนิ่วหน้า สองตาไม่ยอมละจากใบหน้าแสนดื้อรั้นของคาร่าเลยสักนิด กระต่ายตรงหน้าช่างไม่เจียมตัวริอ่านท้าทายราชสีห์อย่างเขา
“คำก็ขู่ สองคำก็ขู่ ถามจริงว่าปกติโหดแบบนี้ไหม”
“ไม่ได้บอกให้เชื่อนี่…จะลองพิสูจน์ก็ได้นะ เพราะฉันไม่ชอบให้คนมาเชื่อในตัวแบบผิด ๆ”
ยิ่งเห็นเธอโต้เถียงไม่หยุดพลางจ้องเขาเขม็ง ติณณ์ยิ่งรู้สึกสนุกมากยิ่งขึ้น ราวกับว่าเธอคือเส้นชัยที่เขาต้องพุ่งทะยานเพื่อไปพิชิตมัน ทั้งที่รู้ว่าสู้ไม่ได้แต่ยังตะเกียกตะกายจะสู้ อยากรู้จริง ๆ ว่าเธอเอาความมั่นใจจากไหนมาท้าทายอำนาจของเขา
“พะพิสูจน์ยังไงเหรอคะ…แล้วเฮียจะขยับเข้ามาทำไม”
“พิสูจน์ว่าโหดทุกเวลาจริงหรือเปล่า…”
ในเมื่ออยากรนหาที่ตาย เขาก็จะมอบบทเรียนให้เด็กดื้ออย่างเธอเอง ติณณ์ย่อตัวลงเล็กน้อยพลางช้อนร่างบางขึ้นมาในอ้อมแขน ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนร่างบางเผลอยกแขนขึ้นคล้องคอแกร่งด้วยความตระหนก โดยลืมไปว่าสภาพเธอตอนนี้เปลือยเปล่า มีเพียงชุดคลุมที่เป็นปราการเดียวเท่านั้น
“อ๊ะ…เฮียติณณ์”