“ต่อไปนี้เรียกฉันว่าเฮีย…เข้าใจไหม”
ในเมื่อแม่ถึงขั้นหาคนมาสำรองเพื่อให้งานแต่งราบรื่น เขาก็จะตามน้ำไปก็แล้วกัน ส่วนเมียที่ถูกประเคนมาให้ ก็ต้องรอดูต่อไปว่ายัยตัวนุ่มนิ่มอ่อนปวกเปียกจะมีชีวิตรอดไปได้หรือเปล่า
“ค่ะ…เฮียติณณ์”
ร่างบางตอบเสียงใส ก่อนจะช้อนสายตามองเขาอย่างไม่ลดละ ดวงตากลมโตหวานซึ้งทำให้เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะสะบัดศีรษะไล่ความคิดไร้สาระออกไป…ไม่เห็นจะน่ารักตรงไหน
“แล้วจะออกไปได้หรือยังคะ…คาร่าหนัก”
ร่างบางเอ่ยอย่างเอาแต่ใจก่อนจะยกมือขึ้นดันอกแกร่งของเขาไว้ เพราะรู้สึกว่าอีกฝ่ายเทน้ำหนักมาที่ร่างของเธอจนหมด
“เธอมีสิทธิ์มาสั่งเฮียตั้งแต่เมื่อไหร่”
ติณณ์รวบมือบางทั้งสองข้างไว้เหนือศีรษะเล็ก ก่อนจะยกยิ้มเมื่อเห็นร่างบางขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ เขาจึงโน้มหน้าลงมาจนปลายจมูกคลอเคลียกับจมูกโด่งรั้นของเธอ
“ไม่ได้สั่งนะคะ คาร่ารู้ดีว่างานแต่งงานครั้งนี้เฮียไม่เต็มใจ”
“อาฮะ” เขาขานรับในลำคออย่างเห็นด้วย
ร่างบางเชิดหน้าเถียงคอเป็นเอ็นพยายามหยิบยกทุกอย่างออกมาพูด เพื่อให้ตัวเองรอดพ้นจากเงื้อมมือคนร้ายกาจอย่างเขา อย่างน้อยมันต้องไม่ใช่วันนี้คาร่ายังไม่พร้อม ตอนแรกเธอคิดว่าเขาอาจจะรังเกียจจนไม่อยากเข้าใกล้ เลยไม่ได้เตรียมใจที่จะขึ้นเตียงตั้งแต่คืนแรก
“แล้วก็รู้ดีว่าเฮียไม่รัก” ร่างบางช้อนสายตามองเขา
“หุบปาก…ไม่ว่าจะรักหรือไม่รัก เธอก็ไม่รอดเรื่องอย่างว่าหรอกนะสาวน้อย จะบอกอะไรให้นะ ไม่ว่าเธอจะตกลงกับแม่ของเฮียยังไง แต่ระวังเอาไว้เถอะว่าคุณนายภาดาไม่ได้ใจดีอย่างที่เห็น”
นัยน์ตาคมแสนร้ายกาจมองสบตาหวานซึ้งของคาร่านิ่ง ราวกับจะย้ำเตือนในสิ่งที่เอ่ยออกไป บรรยากาศแสนอึดอัดระหว่างทั้งคู่ทำให้คาร่ายกยิ้มเล็กน้อย ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าแม่ของเขาไม่ธรรมดาเหมือนกับเฮียติณณ์นั่นแหละ
“โอ๊ะ เรื่องนั้นคาร่าทราบดีค่ะ”
“หึ นั่นสินะ แล้วแม่เสนออะไรให้เธอล่ะถึงได้ยอมแต่งงานกับเฮีย”
“เรื่องนั้น เฮียติณณ์ต้องไปถามแม่เฮียเองแล้วละค่ะ”
คาร่าฉีกยิ้มหวานหยดพลางตีสีหน้าราวกับยียวน จนคนที่คร่อมอยู่ด้านบนมุมปากกระตุก ใบหน้าหล่อเหลาเรียบเฉยก่อนจะออกแรงกดน้ำหนักลงบนข้อมือเล็กจนเธอนิ่วหน้า
“ไม่จำเป็น” เขากระชากเสียงตอบทั้งที่รักษาความนิ่งมานาน
“เหรอคะ ก็นึกว่าจะแน่” คาร่ายังกวนประสาทไม่หยุด
“ปากดีกว่าที่คิดไว้…”
ติณณ์กดเสียงต่ำก่อนจะผละตัวออกจากร่างบาง และหันหลังเดินออกจากห้องไปโดยไม่สนใจเจ้าสาวแม้แต่นิดเดียว อารมณ์มาคุในตอนนี้ทำให้ร่างสูงเดินลงมายังห้องเก็บไวน์ และจัดการกับแอลกอฮอล์สีแดงก่ำด้วยจิตใจที่ไม่สงบ แผนการของเขาในวันนี้พัง ทั้งที่ให้คนไปจัดการกับพวกผู้หญิงตัวปัญหาแล้ว แล้วทำไมยังมีเด็กนั่นเล็ดลอดมาอีก!
เพล้ง!
“กูก็ว่าแล้วว่าคนอย่างมึงคงไม่เข้าหอแน่”
ซันเดินเข้ามาหลังจากที่เห็นแผ่นหลังของติณณ์เดินมายังห้องเก็บไวน์ จึงตามเข้ามาเพราะคิดว่าอีกฝ่ายคงมีสิ่งที่อยากจะพูด แม้ทั้งคู่จะดูไม่ค่อยสนิทกันแต่ก็มีสายเลือดเดียวกัน มีสถานะเป็นลูกพี่ลูกน้อง และถือว่าเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เกิด
“ไม่เข้าหอเพราะวันนี้ไม่มีอารมณ์” ติณณ์วางแก้วลงบนโต๊ะด้วยสีหน้าหงุดหงิด ผู้หญิงคนนั้นหน้าตาไม่แย่ ทำไมต้องทำให้เสียของ
“กูก็นึกว่าจะแน่…สันดานมึงเนี่ยนะ” ซันแค่นเสียงหัวเราะ
“กฎของตระกูลว่ายังไง?”
เห็นลูกพี่ลูกน้องแสนเย็นชาและทำหน้าตายด้าน เหมือนโดนเมียทิ้งวันละแปดตลบหัวเราะเยาะ ติณณ์ก็ถึงกับคิ้วกระตุกอีกครั้งจึงเอ่ยปากถึงกฎตระกูล
“แต่งงานเป็นผัวเดียว เมียเดียวตราบจนลมหายใจจะหาไม่”
“นั่นแหละคำตอบของมึงก็อยู่ในคำถาม”
ซันปรายตามองคนปากหนักแล้วก็ได้แต่หัวเราะ เจ้าสาวของติณณ์ดูแล้วก็เป็นไทป์ที่มันชอบด้วย สาวลูกครึ่งหน้าหวานซ่อนเปรี้ยว นัยน์ตากลมแฝงวาวออดอ้อน ซันลอบพยักหน้าเมื่อได้คำตอบว่า ผู้หญิงคนนี้อาจจะละลายหัวใจมันได้
“มึงกำลังคิดอะไร” ติณณ์เห็นสายตาซันเลยโพล่งถาม
“คิดว่ามึงอาจจะชอบเจ้าสาวของตัวเอง”
“ไม่มีทาง!” เจ้าบ่าวหมาด ๆ รีบปฏิเสธทันควัน
“ทำไมวะ?” ซันเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ
“เพราะเธอเด็ก เพราะเธอคือคนที่แม่หามา และสุดท้ายกูจะไม่กลืนน้ำลายตัวเองชอบยัยลูกเป็ดอ้วนเด็ดขาด!” ติณณ์กระแทกแก้วลงบนโต๊ะด้วยอารมณ์ขุ่นมัว เขาเป็นคนชอบสิ่งที่มันสมบูรณ์แบบ แผนการทุกอย่างที่วางไว้ก็เพื่อไม่ต้องการให้มีจุดบกพร่อง แต่แม่ดันซ้อนแผนเขา เธอจึงเป็นเหมือนหนามยอกอก ไม่ว่ายังไงก็รับไว้ไม่ลง
“ลูกเป็ดอ้วนที่ไหน…มึงยังไม่เล่ากูจะตรัสรู้ได้ยังไง”
“มึงก็ขี้เสือกเหมือนกันนะซัน” ร่างสูงเท้าเอวมองลูกพี่ลูกน้อง
“เล่ามาเร็ว ๆ อย่าลีลา”
“ยาวไอ้สัด อย่ารู้เลย”
“กูมีเวลาทั้งคืนรีบเล่า” ซันตัดบทสนทนาด้วยการเดินไปเปิดไวน์ขวดใหม่ ก่อนจะทรุดกายนั่งลงบนโซฟา และจัดการรินให้ติณณ์อีกแก้ว เพื่อให้อีกฝ่ายรีบเล่าเรื่องของเจ้าสาวที่แม่ประเคนให้ ซันอยากรู้จะแย่ว่าทำไมมันอคติกับเธอขนาดนั้น