เห็นคนหน้าดุทำสีหน้าเอือมระอาและเบื่อหน่าย เธอจึงโพล่งขึ้นมากลางคันเมื่อเห็นเขาเดินนำไปยังชั้นสองของเพนต์เฮาส์ ซึ่งเดาได้ว่าอาจจะเป็นห้องนอนชั้นบน
“ใช่ ห้องนอน มีอะไรจะถามอีกไหม?”
ติณณ์ปรายตามองอย่างหงุดหงิด ยิ่งเห็นยิ่งรู้สึกรำคาญใจเพราะเหมือนโดนแม่เอาเด็กที่ไหนมาฝากไว้ก็ไม่รู้ อีกทั้งเจ้าตัวยังขยันกวนประสาทเขาอีก ดูก็รู้ว่าตั้งใจ…ปากดีนักระวังจะเจอดี
“ไม่มีค่ะ…รอคาร่าด้วยค่ะ”
ร่างบางยิ้มหวานเมื่อเห็นไฟลุกโชนในดวงตาคมกริบคู่นั้น ก่อนจะรีบวิ่งไปคว้าต้นแขนแกร่งและกอดไว้แน่น พลางพยักพเยิดให้เขาพาไปดูห้องนอนของเราสองคน ท่าทางแสนกระตือรือร้นของร่างบางทำให้ติณณ์แค่นเสียงในลำคออย่างรำคาญ ก่อนจะแกะมือบางออกจากต้นแขนอย่างเชื่องช้าราวกับรังเกียจ ทำให้คนตัวเล็กลอบหัวเราะ ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อแขนแกร่งกระชากเอวบางเข้าหาตัว
“อ๊ะ!”
“ไม่ถนัดให้กอดแขน…แต่กอดเอวน่าจะพอได้”
ร่างสูงเหยียดยิ้มพลางสบตาคู่คมกับนัยน์ตาหวานซึ้งของเธอที่กำลังเบิกกว้าง มือหนาที่กอดกระชับเอวบางเลื่อนลงมาบีบบั้นท้ายหนั่นแน่นหนึ่งทีราวกับมันเขี้ยวนักหนา…แต่สำหรับเขามันคือการลงโทษคนดื้อด้านว่าอย่าริอ่านมาเล่นกับไฟอย่างเขา
ฉันมองห้องแต่งตัวขนาดใหญ่ตรงหน้าแล้วรู้สึกทึ่งมาก อีกทั้งภายในยังมีเสื้อผ้าหลากหลายแบบและหลากหลายโอกาส ก่อนจะลอบพยักหน้ากับตัวเองว่าเขานั้นมีรสนิยมที่ดีมากทีเดียว ก่อนจะฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าแล้วของตัวเองจะใส่ตู้ไหน เพราะทุกตู้ล้วนจัดเรียงเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว
คิดได้ดังนั้นฉันเลยเดินออกจากห้องแต่งตัวที่เชื่อมกับห้องนอน แต่กลับไม่พบคนเลือดเย็นอย่างเฮียติณณ์ จึงเดินออกจากห้องนอนไปจนถึงโถงนั่งเล่นชั้นล่าง และพบว่าคนที่กำลังตามหายืนสูบบุหรี่ตรงระเบียง
แผ่นหลังแกร่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขน มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ส่วนอีกข้างใช้คีบมวนบุหรี่ เขากำลังอัดนิโคตินเข้าปอดก่อนจะปล่อยควันสีเทาลอยตามอากาศ ฉันยืนนิ่งตรงประตูระเบียงมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกไม่อาจจะบรรยายออกมาได้…คนตรงหน้าช่างต่างกับรุ่นพี่ที่เคยแอบชอบเหลือเกิน แม้คนนั้นจะปากร้ายแต่กลับไม่ได้มีบรรยากาศกดดันและทรงอำนาจแบบนี้
“ถ้าไม่มีอะไรจะพูดก็ออกไป…”
เสียงทุ้มเอ่ยออกมาก่อนจะเคาะบุหรี่ลงบนถาดอย่างคุ้นชิน ทุกอิริยาบถเต็มไปด้วยความสง่างามและเป็นธรรมชาติ จนฉันได้แต่ลอบเบะปากกับตัวเอง จะหาใครที่ดูดีได้อย่างเฮียติณณ์คงไม่มีอีกแล้ว ก่อนจะเรียกสติตัวเองเพื่อเอ่ยในสิ่งที่ต้องการ
“คาร่าเห็นตู้มันเต็มไม่รู้ว่าควรจะเอาของไปไว้ที่ไหน ก็เลยมาถามเฮียติณณ์ก่อนค่ะ”
เห็นอย่างนี้ฉันก็เป็นคนมีมารยาทนะ แม้เขาจะมารยาททรามมากก็ตาม อย่างเช่นรู้ว่ามีคนมาแต่กลับหันหลังคุย ไม่ยอมตอบดี ๆ ตั้งแง่รังเกียจทำราวกับอยากจะทำให้เสียใจ บอกเลยว่าคนอย่างคาร่าไม่มีทางถอยให้กับปัญหาง่าย ๆ
“ตู้เต็ม?”
ในที่สุดเขาก็ยอมหันกลับมาเผชิญหน้ากัน เฮียติณณ์ทิ้งบุหรี่มวนนั้นไปแล้ว เขาเลิกคิ้วราวกับจะถามย้ำอีกครั้ง ฉันจึงพยักหน้าเพื่อยืนยันในสิ่งที่บอกในครั้งแรก ซึ่งนอกจากอีกฝ่ายจะไม่ได้ตระหนกตกใจกับความเป็นอยู่ของฉันแล้ว ยังยกมุมปากขึ้นอย่างถือดีอีก ท่าทางนั้นทำให้ฉันได้แต่ขมวดคิ้ว
จะมาไม้ไหนอีก
นัยน์ตาคมสีนิลจ้องมองร่างบางของภรรยาในนามนิ่ง ยิ่งเห็นใบหน้าสวยขมวดคิ้วเป็นปม ริมฝีปากบางเฉียบของติณณ์ยิ่งยกยิ้มหยัน ยกแขนขึ้นมากอดอกด้วยท่าทางถือดี
“เต็มก็คือเต็ม เธอต้องการให้เฮียทำยังไงเหรอ ในเมื่อตัวเธอเป็นแค่คนอยู่อาศัย” ร่างสูงปรายตามองด้วยสีหน้าราวกับคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ แต่คำตอบของเขาทำให้ฉันเบิกตากว้าง ก่อนจะขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ
“แล้วคาร่าจะเอาของไว้ไหนล่ะคะ”
“เรื่องของเธอสิ”
เขาเอ่ยเสียงเย็น ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้ภายใต้แสงสีทองเรืองรองของดวงตะวัน ราวกับเป็นฉากหลังของภาพประติมากรรมชั้นเลิศตรงหน้า เหมือนเป็นเทพบุตรจำแลงแปลงกายลงมา แต่เมื่อได้สนทนา ฉันกล้าบอกเลยว่าเขามันนรกชัด ๆ
“ว่าไงนะคะ”