บทที่ 2 “แค่คืนเดียวที่ฉันยอมใจ…กลายเป็นตราบาปของชีวิต”

1655 Words
(ย้อนเวลาไป 5 ปีก่อน – ลาสเวกัส) เสียงไซเรนของรถตำรวจดังห่างออกไปเรื่อยๆ ท่ามกลางแสงนีออนกระพริบระยิบระยับในย่านคาสิโนกลางกรุงลาสเวกัส หญิงสาวในเสื้อโค้ทสีเทาขาดรุ่งริ่งวิ่งหัวซุกหัวซุนหลบหลีกจากกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ตามล่าเธอมาอย่างไม่ลดละ ร่างบางหอบหายใจแรง ดวงตาสั่นไหวอย่างตื่นตระหนกเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เมลิน วิริยะวาณิชย์ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าการมาเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัวในต่างแดน จะกลายเป็นฝันร้ายที่พรากทุกคนไปจากเธอในพริบตา เลือด…เปื้อนเต็มมือเธอจนล้างไม่ออก เสียงกรีดร้องสุดท้ายของแม่ยังหลอกหลอนในหัว เธอหนีมาได้เพียงลำพังโดยไม่มีแม้แต่พาสปอร์ตหรือเงินติดตัวสักบาท "หยุดตรงนั้น!!" เสียงตะโกนของชายแปลกหน้าด้านหลัง ทำให้เมลินหันขวับ เธอกัดฟัน วิ่งพรวดเข้าไปในตรอกแคบที่มืดสนิท แต่นั่นคือกับดัก—ทางตัน เธอหันกลับ เตรียมสู้ตาย หากนั่นจะเป็นทางเดียวที่จะหนีพ้นฝันร้ายเสียที... “อย่าขยับ” เสียงเข้มเจือเย็นดังขึ้นจากมุมมืดของตรอก ชายในชุดสูทสีดำสนิทก้าวออกมาจากเงามืดอย่างสง่างาม ปืนพกในมือเขาถูกเหน็บแนบลำตัวอย่างมืออาชีพ ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก แม้จะหล่อเหลาราวเทพเจ้าก็ตามที เสียงปัง! ดังขึ้นอย่างเฉียบขาด ร่างของชายที่ไล่ล่าเธอทรุดฮวบลงไปนอนจมกองเลือด เมลินตัวสั่น ดวงตาเบิกโพลง ทั้งตกใจ ทั้งหวาดกลัว และทั้ง...ประหลาดใจในเวลาเดียวกัน เขาเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะถอดเสื้อโค้ทตัวนอกของตัวเองคลุมให้เธอโดยไม่พูดสักคำ “ตามฉันมา” น้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นชาสั่งสั้นๆ แล้วหมุนตัวเดินนำหน้าไป เธอควรหนี แต่ขาไม่ยอมขยับ เธอควรหวาดกลัว แต่กลับรู้สึกปลอดภัยในรัศมีอันตรายของเขา เพียงแววตาสีดำสนิทคู่นั้นที่จ้องกลับมา—เย็นชา เยือกเย็น แต่แฝงไว้ด้วยแรงบางอย่างที่ฉุดเธอลงสู่ความมืด คืนนั้น เขาพาเธอไปยังห้องพักชั้นบนสุดของคาสิโนหรูซึ่งเขาเป็นเจ้าของ ไม่มีคำถามว่าเธอเป็นใคร ไม่มีคำอธิบายว่าเขาเป็นใคร ความเงียบของเขาไม่ได้น่ากลัว แต่น่าค้นหา แววตาคู่นั้นไม่เคยละไปจากใบหน้าเธอเลย แม้สักวินาที “คุณชื่ออะไร...” เมลินถามเบาๆ ขณะนั่งซุกกายอยู่ที่โซฟา ดวงตายังมีน้ำตาเกาะหน่วย “...” เขาเงียบ ลุกขึ้นรินวิสกี้ใส่แก้วให้เธอ ก่อนพูดคำเดียว “ปลอดภัยแล้ว” เธอหลุดหัวเราะทั้งน้ำตา “ฉันเสียทุกอย่าง...คุณเรียกว่านี่คือความปลอดภัยเหรอ...” เขาไม่ได้ตอบ แต่เดินเข้ามานั่งตรงหน้า มองลึกเข้าไปในดวงตาเธอราวกับอ่านใจออกทุกอย่าง และเมลิน...ก็ยอมแพ้ เธอเหนื่อยเกินจะปกป้องตัวเองอีกต่อไป เหนื่อยเกินจะหวาดระแวงแม้แต่นาทีเดียว มือหนาของเขาแตะลงที่แก้มเธอเบาๆ ก่อนจะเอื้อนเอ่ยคำหนึ่งด้วยน้ำเสียงต่ำแผ่วราวกระซิบ “คืนนี้...ฉันจะอยู่ตรงนี้—ถ้าเธอยอมให้ฉันเป็นคนเดียวที่ได้รู้ว่าเธอร้องไห้เพราะอะไร” เมลินหลับตา ปล่อยให้น้ำตาไหลอย่างไม่ห้ามอีกต่อไป และเมื่อมือเขาแตะลงบนหลังคอ กอบกุมเธอไว้แนบอกอุ่น เธอก็รู้ดี…เธอจะไม่มีทางลืมผู้ชายคนนี้ไปตลอดชีวิต กลิ่นวิสกี้อ่อน ๆ คลุ้งบนปลายลมหายใจที่แทรกซึมเข้ามาใกล้ทุกที มือของเขาไล้จากท้ายทอยลงสู่แผ่นหลังอย่างแผ่วเบา ก่อนจะจูบซับน้ำตาจากเปลือกตาเธอ สัมผัสแรก...นุ่มนวลและอ่อนโยนเกินกว่าจะมาจากมาเฟีย แต่กลับเร่าร้อนราวไฟลุกเมื่อเขากดริมฝีปากลงอย่างแนบแน่น "อย่าทำแบบนี้กับฉัน..." เมลินพึมพำเสียงสั่นเมื่อเขาแนบตัวเข้ามาใกล้เกินต้าน "ถ้าเธอไม่ต้องการ ฉันจะหยุด" เขากระซิบข้างหู มือที่วางบนบ่าหยุดนิ่ง แต่เมลินกลับเป็นฝ่ายพยักหน้าช้า ๆ ดวงตาแดงช้ำเอ่ยขอเสียงเบา “แค่คืนนี้...แค่ครั้งเดียวก็พอ อย่า...ถามอะไรเลย” เขาไม่พูดอะไรอีก—และไม่รออีกเช่นกัน ร่างของเขาโถมลงหาเธอด้วยความต้องการที่ปะทุจากก้นบึ้งของความเจ็บลึก แรงจูบของเขาทั้งขบ เม้ม ลาก บดเคล้าลงมาตามลำคอจนถึงไหล่ขาว มือสั่นเล็กน้อยเมื่อปลดกระดุมตัวเองออก—ไม่ใช่เพราะความอยาก แต่เพราะกลัวจะทำลายเธอ แต่เมลินกลับเอื้อมมือมากุมมือเขาไว้ จ้องตาเขานิ่งก่อนจะดึงเขาเข้ามาใกล้อีก คืนนี้...เธอยอมเป็นของเขาทั้งกายและใจ เพื่อหนีจากโลกใบเก่าที่พังทลาย—แม้จะรู้ดีว่ามันจะกลายเป็นตราบาปติดตัวตลอดชีวิต และในห้วงรักเร่าร้อนนั้น เขาก็ไม่ได้พูดชื่อของตัวเองออกไป เช่นเดียวกับเธอ—ที่ไม่กล้าเอ่ยแม้แต่ตัวอักษรเดียวของชื่อจริง แสงแดดอ่อนของเช้าวันใหม่สาดลอดผ่านม่านโปร่งสีขาว คิรินทร์รู้สึกตัวตื่นพร้อมแรงขยับเบา ๆ ข้างกาย แขนของเขายังพาดอยู่เหนือเอวบางของหญิงสาวที่นอนซุกอยู่ในอ้อมกอด ขนตายาวงอนกระพือเบา ๆ ก่อนที่ดวงตากลมจะลืมขึ้นช้า ๆ “ตื่นแล้วเหรอ…” เสียงทุ้มของเขาเอ่ยแผ่ว พลางขยับปลายนิ้วลูบปอยผมของเธอเบา ๆ เมลินยิ้มบาง ๆ ราวกับฝันไป “ขอบคุณนะ...ที่ช่วยฉันไว้เมื่อวาน” คิรินทร์มองใบหน้าเธออย่างพินิจ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่จริงใจ “เธอไม่จำเป็นต้องขอบคุณ แค่ปลอดภัยก็พอ” “ฉันชื่อเมลิน…” หญิงสาวเอ่ยเสียงแผ่ว ขณะห่มผ้าปิดเรือนกายเปลือยเปล่าของตน คิรินทร์นิ่งไปนิด ก่อนจะเอ่ยตอบกลับบ้าง “ฉัน...คิรินทร์ ทำธุรกิจนิดหน่อยที่นี่” เขาเลือกที่จะปกปิดตัวตนของตนเอง ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจ แต่เพราะไม่อยากให้เธอต้องตกใจที่คนที่เธอยอมมีอะไรด้วยในคืนที่อ่อนแอที่สุดของชีวิต เป็นมาเฟียที่ทั่วทั้งลาสเวกัสต่างหวาดกลัว “ไม่มีพาสปอร์ต ไม่มีเงิน แล้วจะอยู่ยังไง?” เขาถามขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ขณะดึงร่างบางให้พิงอก “ฉัน...ยังไม่รู้เลยค่ะ” เธอก้มหน้าซ่อนแววตาหวาดหวั่น “อยู่ที่นี่ไปก่อน” คิรินทร์เอ่ยเด็ดขาด “ไปทำงานกับฉัน เป็นผู้ช่วยเลขา ฉันจะให้คนจัดการทำพาสปอร์ตใหม่ให้” เมลินเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ความจริงใจและความปลอดภัยที่ได้จากผู้ชายตรงหน้าทำให้เธอไม่ลังเล นั่นคือจุดเริ่มต้นของช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เหมือนฝัน... “คุณคิรินทร์คะ เอกสารเช้านี้พร้อมแล้วค่ะ” เสียงของลิซ่า—เลขาสาวหน้าตายที่ไม่เคยแสดงอารมณ์ใดนอกจากความเย็นชาเอ่ยขึ้นในห้องทำงานใหญ่กลางคาสิโน เมลินนั่งข้างเขา กำลังช่วยจัดเรียงแฟ้มเอกสาร คิรินทร์หันไปมองเธอแล้วเอื้อมมือมาดึงปากกาในมือเธอ “เลอะหมดแล้ว” เขาว่า พลางเช็ดคราบหมึกจากปลายนิ้วให้ เธอเงยหน้าขึ้น ยิ้มอาย ๆ “ขอโทษค่ะ ฉันยังไม่ชินกับระบบที่นี่” “ไม่เป็นไร หัดไปเรื่อย ๆ” เสียงเขานุ่มขึ้นเมื่อพูดกับเธอ ต่างจากน้ำเสียงปกติที่เย็นจัดจนใครก็ไม่กล้าเข้าใกล้ พวกเขากินข้าวด้วยกันทุกมื้อ นอนด้วยกันทุกคืน อยู่ร่วมกันในอพาร์ตเมนต์ส่วนตัวของเขาที่ชั้นบนสุดของคาสิโน ทั้งหมดเหมือนจะเริ่มต้นได้ดี จนกระทั่งเช้าวันนั้น… คิรินทร์ลืมตาตื่นขึ้นพร้อมความเงียบผิดปกติ ข้างกายว่างเปล่า เย็นเยียบไร้ไออุ่นของเธอ ผ้าห่มยังคงพับเรียบร้อย ราวกับไม่มีใครเคยนอนตรงนั้น เขาขมวดคิ้วลุกขึ้นนั่งอย่างสงสัย ก่อนจะมองเห็นกระดาษพับแผ่นหนึ่งวางอยู่บนหมอน มือใหญ่เอื้อมหยิบขึ้นมาช้า ๆ แต่ยังไม่ทันได้เปิดอ่าน... เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น “ลิซ่า มีอะไร” น้ำเสียงของเขาเย็นเฉียบ “คุณเมลินมารับพาสปอร์ตเมื่อเช้าค่ะ และตอนนี้...เธอกำลังอยู่บนเครื่องบิน มุ่งหน้ากลับประเทศไทย” เขานิ่งไป ราวกับเวลาทั้งหมดหยุดลง “กลับไป?” น้ำเสียงทุ้มต่ำเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ “โดยไม่บอกอะไรสักคำ?” “ใช่ค่ะ เธอฝากบอกว่า...ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง” สายตาเย็นชาแปรเปลี่ยนเป็นแววแค้นในเสี้ยววินาที เขามองกระดาษในมือแน่น ก่อนจะโยนมันลงในลิ้นชักโดยไม่แม้แต่จะเปิดอ่าน 5 ปีต่อมา – ปัจจุบัน เสียงเปิดลิ้นชักทำลายความเงียบในห้องนอนหรู คิรินทร์ยืนอยู่หน้าเตียง สายตานิ่งจ้องมองกระดาษแผ่นนั้นที่ถูกเก็บไว้ตลอดห้าปี มันยังอยู่ในสภาพเดิม ไม่แม้แต่จะมีรอยเปิด มือเขาสั่นเล็กน้อย...แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ คลี่มันออก “...ขอบคุณสำหรับคืนที่ฉันได้รู้ว่าความปลอดภัยเป็นยังไง ขอโทษที่ฉันต้องไปโดยไม่ร่ำลา ฉันไม่อยากให้คุณต้องลำบากเพราะฉันอีก ขอบคุณจริง ๆ ที่มีคุณอยู่ในวันที่โลกของฉันแทบแตกสลาย…” น้ำเสียงในหัวเขาเหมือนสะท้อนคำเขียนนั้นซ้ำ ๆ ก่อนที่มือใหญ่จะขยำกระดาษแผ่นนั้นแน่น แล้วโยนมันลงพื้นอย่างไร้เยื่อใย “โกหก… เธอมันก็แค่ผู้หญิงที่ใช้ร่างกายแลกชีวิต… แล้วสุดท้ายก็หนีไปพร้อมคำลวง!” ดวงตาคมเข้มเปลี่ยนเป็นมืดดำ สะท้อนความเจ็บที่ไม่เคยหาย…
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD