(ย้อนเวลาไป 5 ปีก่อน – ลาสเวกัส)
เสียงไซเรนของรถตำรวจดังห่างออกไปเรื่อยๆ ท่ามกลางแสงนีออนกระพริบระยิบระยับในย่านคาสิโนกลางกรุงลาสเวกัส หญิงสาวในเสื้อโค้ทสีเทาขาดรุ่งริ่งวิ่งหัวซุกหัวซุนหลบหลีกจากกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ตามล่าเธอมาอย่างไม่ลดละ ร่างบางหอบหายใจแรง ดวงตาสั่นไหวอย่างตื่นตระหนกเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
เมลิน วิริยะวาณิชย์ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าการมาเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัวในต่างแดน จะกลายเป็นฝันร้ายที่พรากทุกคนไปจากเธอในพริบตา
เลือด…เปื้อนเต็มมือเธอจนล้างไม่ออก
เสียงกรีดร้องสุดท้ายของแม่ยังหลอกหลอนในหัว
เธอหนีมาได้เพียงลำพังโดยไม่มีแม้แต่พาสปอร์ตหรือเงินติดตัวสักบาท
"หยุดตรงนั้น!!"
เสียงตะโกนของชายแปลกหน้าด้านหลัง ทำให้เมลินหันขวับ เธอกัดฟัน วิ่งพรวดเข้าไปในตรอกแคบที่มืดสนิท แต่นั่นคือกับดัก—ทางตัน
เธอหันกลับ เตรียมสู้ตาย หากนั่นจะเป็นทางเดียวที่จะหนีพ้นฝันร้ายเสียที...
“อย่าขยับ” เสียงเข้มเจือเย็นดังขึ้นจากมุมมืดของตรอก
ชายในชุดสูทสีดำสนิทก้าวออกมาจากเงามืดอย่างสง่างาม ปืนพกในมือเขาถูกเหน็บแนบลำตัวอย่างมืออาชีพ ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก แม้จะหล่อเหลาราวเทพเจ้าก็ตามที
เสียงปัง! ดังขึ้นอย่างเฉียบขาด ร่างของชายที่ไล่ล่าเธอทรุดฮวบลงไปนอนจมกองเลือด
เมลินตัวสั่น ดวงตาเบิกโพลง ทั้งตกใจ ทั้งหวาดกลัว และทั้ง...ประหลาดใจในเวลาเดียวกัน
เขาเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะถอดเสื้อโค้ทตัวนอกของตัวเองคลุมให้เธอโดยไม่พูดสักคำ
“ตามฉันมา” น้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นชาสั่งสั้นๆ แล้วหมุนตัวเดินนำหน้าไป
เธอควรหนี แต่ขาไม่ยอมขยับ
เธอควรหวาดกลัว แต่กลับรู้สึกปลอดภัยในรัศมีอันตรายของเขา
เพียงแววตาสีดำสนิทคู่นั้นที่จ้องกลับมา—เย็นชา เยือกเย็น แต่แฝงไว้ด้วยแรงบางอย่างที่ฉุดเธอลงสู่ความมืด
คืนนั้น เขาพาเธอไปยังห้องพักชั้นบนสุดของคาสิโนหรูซึ่งเขาเป็นเจ้าของ
ไม่มีคำถามว่าเธอเป็นใคร
ไม่มีคำอธิบายว่าเขาเป็นใคร
ความเงียบของเขาไม่ได้น่ากลัว แต่น่าค้นหา
แววตาคู่นั้นไม่เคยละไปจากใบหน้าเธอเลย แม้สักวินาที
“คุณชื่ออะไร...” เมลินถามเบาๆ ขณะนั่งซุกกายอยู่ที่โซฟา ดวงตายังมีน้ำตาเกาะหน่วย
“...” เขาเงียบ ลุกขึ้นรินวิสกี้ใส่แก้วให้เธอ ก่อนพูดคำเดียว “ปลอดภัยแล้ว”
เธอหลุดหัวเราะทั้งน้ำตา “ฉันเสียทุกอย่าง...คุณเรียกว่านี่คือความปลอดภัยเหรอ...”
เขาไม่ได้ตอบ แต่เดินเข้ามานั่งตรงหน้า มองลึกเข้าไปในดวงตาเธอราวกับอ่านใจออกทุกอย่าง
และเมลิน...ก็ยอมแพ้
เธอเหนื่อยเกินจะปกป้องตัวเองอีกต่อไป
เหนื่อยเกินจะหวาดระแวงแม้แต่นาทีเดียว
มือหนาของเขาแตะลงที่แก้มเธอเบาๆ ก่อนจะเอื้อนเอ่ยคำหนึ่งด้วยน้ำเสียงต่ำแผ่วราวกระซิบ
“คืนนี้...ฉันจะอยู่ตรงนี้—ถ้าเธอยอมให้ฉันเป็นคนเดียวที่ได้รู้ว่าเธอร้องไห้เพราะอะไร”
เมลินหลับตา ปล่อยให้น้ำตาไหลอย่างไม่ห้ามอีกต่อไป
และเมื่อมือเขาแตะลงบนหลังคอ กอบกุมเธอไว้แนบอกอุ่น
เธอก็รู้ดี…เธอจะไม่มีทางลืมผู้ชายคนนี้ไปตลอดชีวิต
กลิ่นวิสกี้อ่อน ๆ คลุ้งบนปลายลมหายใจที่แทรกซึมเข้ามาใกล้ทุกที
มือของเขาไล้จากท้ายทอยลงสู่แผ่นหลังอย่างแผ่วเบา ก่อนจะจูบซับน้ำตาจากเปลือกตาเธอ
สัมผัสแรก...นุ่มนวลและอ่อนโยนเกินกว่าจะมาจากมาเฟีย
แต่กลับเร่าร้อนราวไฟลุกเมื่อเขากดริมฝีปากลงอย่างแนบแน่น
"อย่าทำแบบนี้กับฉัน..." เมลินพึมพำเสียงสั่นเมื่อเขาแนบตัวเข้ามาใกล้เกินต้าน
"ถ้าเธอไม่ต้องการ ฉันจะหยุด" เขากระซิบข้างหู มือที่วางบนบ่าหยุดนิ่ง
แต่เมลินกลับเป็นฝ่ายพยักหน้าช้า ๆ ดวงตาแดงช้ำเอ่ยขอเสียงเบา
“แค่คืนนี้...แค่ครั้งเดียวก็พอ อย่า...ถามอะไรเลย”
เขาไม่พูดอะไรอีก—และไม่รออีกเช่นกัน
ร่างของเขาโถมลงหาเธอด้วยความต้องการที่ปะทุจากก้นบึ้งของความเจ็บลึก
แรงจูบของเขาทั้งขบ เม้ม ลาก บดเคล้าลงมาตามลำคอจนถึงไหล่ขาว มือสั่นเล็กน้อยเมื่อปลดกระดุมตัวเองออก—ไม่ใช่เพราะความอยาก แต่เพราะกลัวจะทำลายเธอ
แต่เมลินกลับเอื้อมมือมากุมมือเขาไว้
จ้องตาเขานิ่งก่อนจะดึงเขาเข้ามาใกล้อีก
คืนนี้...เธอยอมเป็นของเขาทั้งกายและใจ
เพื่อหนีจากโลกใบเก่าที่พังทลาย—แม้จะรู้ดีว่ามันจะกลายเป็นตราบาปติดตัวตลอดชีวิต
และในห้วงรักเร่าร้อนนั้น
เขาก็ไม่ได้พูดชื่อของตัวเองออกไป
เช่นเดียวกับเธอ—ที่ไม่กล้าเอ่ยแม้แต่ตัวอักษรเดียวของชื่อจริง
แสงแดดอ่อนของเช้าวันใหม่สาดลอดผ่านม่านโปร่งสีขาว คิรินทร์รู้สึกตัวตื่นพร้อมแรงขยับเบา ๆ ข้างกาย แขนของเขายังพาดอยู่เหนือเอวบางของหญิงสาวที่นอนซุกอยู่ในอ้อมกอด ขนตายาวงอนกระพือเบา ๆ ก่อนที่ดวงตากลมจะลืมขึ้นช้า ๆ
“ตื่นแล้วเหรอ…” เสียงทุ้มของเขาเอ่ยแผ่ว พลางขยับปลายนิ้วลูบปอยผมของเธอเบา ๆ
เมลินยิ้มบาง ๆ ราวกับฝันไป “ขอบคุณนะ...ที่ช่วยฉันไว้เมื่อวาน”
คิรินทร์มองใบหน้าเธออย่างพินิจ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่จริงใจ “เธอไม่จำเป็นต้องขอบคุณ แค่ปลอดภัยก็พอ”
“ฉันชื่อเมลิน…” หญิงสาวเอ่ยเสียงแผ่ว ขณะห่มผ้าปิดเรือนกายเปลือยเปล่าของตน
คิรินทร์นิ่งไปนิด ก่อนจะเอ่ยตอบกลับบ้าง “ฉัน...คิรินทร์ ทำธุรกิจนิดหน่อยที่นี่”
เขาเลือกที่จะปกปิดตัวตนของตนเอง ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจ แต่เพราะไม่อยากให้เธอต้องตกใจที่คนที่เธอยอมมีอะไรด้วยในคืนที่อ่อนแอที่สุดของชีวิต เป็นมาเฟียที่ทั่วทั้งลาสเวกัสต่างหวาดกลัว
“ไม่มีพาสปอร์ต ไม่มีเงิน แล้วจะอยู่ยังไง?” เขาถามขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ขณะดึงร่างบางให้พิงอก
“ฉัน...ยังไม่รู้เลยค่ะ” เธอก้มหน้าซ่อนแววตาหวาดหวั่น
“อยู่ที่นี่ไปก่อน” คิรินทร์เอ่ยเด็ดขาด “ไปทำงานกับฉัน เป็นผู้ช่วยเลขา ฉันจะให้คนจัดการทำพาสปอร์ตใหม่ให้”
เมลินเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ความจริงใจและความปลอดภัยที่ได้จากผู้ชายตรงหน้าทำให้เธอไม่ลังเล
นั่นคือจุดเริ่มต้นของช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เหมือนฝัน...
“คุณคิรินทร์คะ เอกสารเช้านี้พร้อมแล้วค่ะ” เสียงของลิซ่า—เลขาสาวหน้าตายที่ไม่เคยแสดงอารมณ์ใดนอกจากความเย็นชาเอ่ยขึ้นในห้องทำงานใหญ่กลางคาสิโน
เมลินนั่งข้างเขา กำลังช่วยจัดเรียงแฟ้มเอกสาร คิรินทร์หันไปมองเธอแล้วเอื้อมมือมาดึงปากกาในมือเธอ
“เลอะหมดแล้ว” เขาว่า พลางเช็ดคราบหมึกจากปลายนิ้วให้
เธอเงยหน้าขึ้น ยิ้มอาย ๆ “ขอโทษค่ะ ฉันยังไม่ชินกับระบบที่นี่”
“ไม่เป็นไร หัดไปเรื่อย ๆ” เสียงเขานุ่มขึ้นเมื่อพูดกับเธอ ต่างจากน้ำเสียงปกติที่เย็นจัดจนใครก็ไม่กล้าเข้าใกล้
พวกเขากินข้าวด้วยกันทุกมื้อ นอนด้วยกันทุกคืน อยู่ร่วมกันในอพาร์ตเมนต์ส่วนตัวของเขาที่ชั้นบนสุดของคาสิโน ทั้งหมดเหมือนจะเริ่มต้นได้ดี
จนกระทั่งเช้าวันนั้น…
คิรินทร์ลืมตาตื่นขึ้นพร้อมความเงียบผิดปกติ ข้างกายว่างเปล่า เย็นเยียบไร้ไออุ่นของเธอ ผ้าห่มยังคงพับเรียบร้อย ราวกับไม่มีใครเคยนอนตรงนั้น
เขาขมวดคิ้วลุกขึ้นนั่งอย่างสงสัย ก่อนจะมองเห็นกระดาษพับแผ่นหนึ่งวางอยู่บนหมอน
มือใหญ่เอื้อมหยิบขึ้นมาช้า ๆ แต่ยังไม่ทันได้เปิดอ่าน...
เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
“ลิซ่า มีอะไร” น้ำเสียงของเขาเย็นเฉียบ
“คุณเมลินมารับพาสปอร์ตเมื่อเช้าค่ะ และตอนนี้...เธอกำลังอยู่บนเครื่องบิน มุ่งหน้ากลับประเทศไทย”
เขานิ่งไป ราวกับเวลาทั้งหมดหยุดลง
“กลับไป?” น้ำเสียงทุ้มต่ำเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ “โดยไม่บอกอะไรสักคำ?”
“ใช่ค่ะ เธอฝากบอกว่า...ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง”
สายตาเย็นชาแปรเปลี่ยนเป็นแววแค้นในเสี้ยววินาที เขามองกระดาษในมือแน่น ก่อนจะโยนมันลงในลิ้นชักโดยไม่แม้แต่จะเปิดอ่าน
5 ปีต่อมา – ปัจจุบัน
เสียงเปิดลิ้นชักทำลายความเงียบในห้องนอนหรู
คิรินทร์ยืนอยู่หน้าเตียง สายตานิ่งจ้องมองกระดาษแผ่นนั้นที่ถูกเก็บไว้ตลอดห้าปี มันยังอยู่ในสภาพเดิม ไม่แม้แต่จะมีรอยเปิด
มือเขาสั่นเล็กน้อย...แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ คลี่มันออก
“...ขอบคุณสำหรับคืนที่ฉันได้รู้ว่าความปลอดภัยเป็นยังไง ขอโทษที่ฉันต้องไปโดยไม่ร่ำลา ฉันไม่อยากให้คุณต้องลำบากเพราะฉันอีก ขอบคุณจริง ๆ ที่มีคุณอยู่ในวันที่โลกของฉันแทบแตกสลาย…”
น้ำเสียงในหัวเขาเหมือนสะท้อนคำเขียนนั้นซ้ำ ๆ ก่อนที่มือใหญ่จะขยำกระดาษแผ่นนั้นแน่น แล้วโยนมันลงพื้นอย่างไร้เยื่อใย
“โกหก… เธอมันก็แค่ผู้หญิงที่ใช้ร่างกายแลกชีวิต… แล้วสุดท้ายก็หนีไปพร้อมคำลวง!”
ดวงตาคมเข้มเปลี่ยนเป็นมืดดำ สะท้อนความเจ็บที่ไม่เคยหาย…