ความลับ

2199 Words
อากาศยามช่วงปลายสารทฤดูของปีนี้นั้นหนาวกว่าทุกปี แต่ถึงกระนั้นก็คงมิอาจดับความเร่าร้อนภายในบ้านหลังเล็กหลังหนึ่งในหมู่บ้านเล็กๆห่างออกไปจากตัวเมืองลู่หลิ่ง ข้าตื่นขึ้นมายามดึกเพราะจู่ ๆก็รู้สึกปวดเบา ปกติแล้วหากข้าเข้านอนแล้วก็ไม่มีทางที่จะได้ตื่นขึ้นมากลางดึกแต่อาจเพราะวันนี้อากาศเย็นมากเป็นพิเศษกระมัง ข้ามีนามว่าเมิ่งซูหลานยามนี้มีอายุได้สิบสองปีแล้ว ข้าอาศัยอยู่ที่บ้านหลังเล็กๆแห่งหนึ่งในหมู่บ้านขึ้นไปทางเหนือของเมืองลู่หลิ่งประมาณห้าสิบลี้ ข้าอยู่กับท่านแม่เพียงสองคนเท่านั้นและไม่เคยรู้ว่าบิดาของข้าเป็นใครเนื่องจากว่าท่านแม่ไม่เคยเอ่ยเรื่องของเขาให้ข้าฟังสักครั้ง หลังจากที่ออกไปทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้วข้าก็รีบวิ่งกลับเข้าบ้านตัวหนาวสั่นเพราะความหนาว ขณะที่เดินผ่านห้องของท่านแม่ข้าพลันได้ยินเสียงอะไรแปลกๆคล้ายเสียงหอบหายใจอย่างหนัก ข้าจึงตัดสินใจเดินเข้าไปดูด้วยความสงสัย ดึกป่านนี้แล้วเหตุใดท่านแม่ถึงไม่ดับไฟ? ข้าแอบมองลอดเข้าไปในห้องผ่านประตูเลื่อนที่ทำจากกระดาษบางๆและมีโครงเป็นไม้ไผ่ ภาพที่เห็นข้างในนั้นทำให้ข้าตกใจจนเกือบจะหลุดกรี๊ดออกมา ดวงตาของข้าเบิกกว้างจนตาแทบจะถลนออกมาจากเบ้า เหตุใดท่านอาเฉินกับท่านแม่ถึงได้...? “อา พี่เฉินเบาๆหน่อยเจ้าค่ะ” ท่านแม่เอ่ยเสียงเบาคล้ายกับเสียงกระซิบ “เจ้าตอดรัดพี่ถึงเพียงนี้ พี่ยังจะทำเบาๆได้อยู่อีกรึ” ท่านอาเฉินเอ่ยพลางตีก้นมารดาข้าไปด้วย “อา อือ อา เสียวเหลือเกินเจ้าค่ะพี่เฉิน อา อ๊า” เสียงหวานปนหอบของท่านแม่เอ่ยขึ้น “เบาเสียงหน่อยสิจ๊ะ อยากให้เสี่ยวหลานตื่นรึ” “ก็พี่เฉินอ่ะ อ๊ะ อย่าทำแบบนั้นสิเจ้าคะ” “ข้าทำอันใดรึ” “ก็พี่เฉินแทงเข้ามาลึกเช่นนี้ อึก อา จะไม่ให้น้องเสียวได้อย่างไรกัน อา พี่เฉิน ” “ก็พี่เห็นเจ้าชอบ” ท่านอาเฉินเอ่ยเสียงหอบพลางหัวเราะเบาๆ “เช่นนั้นก็แทงเข้ามาลึกๆเลยเจ้าค่ะ อา อืม เสียวดีเหลือเกิน” “เจ้าช่างเอามันนัก ดีกว่าเมียข้าเยอะ” “พี่เฉินอ่ะ อา อืม อา หากชอบ อ่า ก็มาหาน้องบ่อยๆ ซี้ดดด...นะเจ้าคะ” “ได้เลยหากเมียข้าเผลอเจอกันอีกแน่” ท่วงท่าของทั้งสองคนที่ข้าเห็นอยู่ตอนนี้ช่างล่อแหลมนัก ท่านแม่ของข้าโก่งสะโพกงอนงามขึ้นส่วนตัวเองก็นอนคว่ำราบไปกับฟูกนอน มือของนางกุมผ้าปูที่นอนแน่น ในขณะที่ท่านอาเฉินนั่งคุกเข่าซ้อนตัวอยู่ตรงสะโพกของท่านแม่ ส่วนลับของทั้งสองประสานกันไปมาจนหน้าขากระทบกันเสียงดังเป็นจังหวะ หลังจากที่แอบดูได้สักพักข้าก็ถึงกับเข่าทรุด ข้านั่งพิงประตูกอดเข่าด้วยอาการเหม่อลอย หูของข้าได้ยินแต่เสียงคนทั้งสองหยอกเย้ากันอยู่ในห้องอย่างหวานชื่น ข้ามิใช่เด็กๆแล้วที่จะไม่รู้ความ เด็กบ้านนอกอย่างข้านั้นบางคนอายุสิบสองก็ออกเรือนแล้ว พวกนางยังเคยเล่าประสบการณ์ในห้องหอให้ข้าฟังด้วยซ้ำ ข้าลุกขึ้นยืนเดินโซเซกลับเข้าห้องตัวเองเงียบๆราวกับคนไร้วิญญาณ จากนั้นก็นอนตะแคงข้างคิดถึงแต่เรื่องของมารดา ข้าไม่เคยนึกเลยว่า...มารดาผู้แสนอ่อนหวานและแสนอบอุ่นของข้าจะมีเบื้องหลังเช่นนี้ ข้ารู้สึกผิดหวังกับนางนัก มารดาของข้าเป็นชู้กับสามีผู้อื่น! ทั้งยังเป็นชู้กับสามีของสหายรักอย่างท่านอาเหมยอีกด้วย ข้ารู้สึกละอายใจต่อท่านอาเหมยยิ่งนัก ท่านอาเหมยเป็นสตรีเรียบร้อยอ่อนหวานงานบ้านงานเรือนมิเคยขาดตกบกพร่อง ข้ามีโอกาสได้เรียนรู้งานเย็บปักถักร้อยและอ่านเขียนหนังสือได้ก็เป็นเพราะท่านอาเหมยทั้งนั้น เหตุใดท่านแม่ถึงได้เป็นสตรีเช่นนี้ ข้าทั้งผิดหวังและปวดใจยิ่งนัก เช้าวันรุ่งขึ้น “เหตุใดกินน้อยนักเล่า” ท่านแม่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง “ลูกไม่ค่อยหิวเจ้าค่ะ” ข้ากินข้าวเช้าได้เพียงสองสามคำก็วางตะเกียบลง “ไม่สบายรึ” ท่านแม่ทำท่าจะใช้หลังมือมาอังหน้าผากของข้า ข้าพลันขยับตัวหนีท่านแม่ทันทีที่เห็น “ลูกมิได้เป็นอันใดเจ้าค่ะ” ข้าเห็นใบหน้างามของท่านแม่พลันเจื่อนลง จู่ ๆข้า...ก็รู้สึกรังเกียจท่านแม่ขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ข้าไม่อยากให้นางเอามือสกปรกเช่นนั้นมาสัมผัสตัวข้า “มิได้เป็นอันใดก็ดีแล้ว” ท่านแม่ส่งยิ้มให้ข้าบางเบาพลางซดน้ำแกงต่อ ช่วงบ่ายของวัน ท่านอาเหมยมาหาท่านแม่ที่บ้านพร้อมกับตะกร้าใบน้อยที่บรรจุซาลาเปามาเต็มตะกร้า ทั้งสองคนสนทนากันอย่างสนุกสนาน เกิดคำถามขึ้นมามากมายในใจของข้า… เหตุใดท่านแม่ถึงได้ทำตัวสบายๆเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น? ท่านไม่รู้สึกละอายใจบ้างรึ? นั่นมันสหายรักของท่านนะ? ท่านทำได้อย่างไรกัน? ความจริงแล้วท่านแม่เป็นสตรีอย่างไรกันแน่? หรือว่าที่ผ่านมา...ท่านแม่เป็นคนเสแสร้งเจ้ามารยา? ยิ่งคิดข้าก็ยิ่งรู้สึกรับไม่ได้… คืนวันหนึ่ง “เสี่ยวหลานประเดี๋ยวแม่จะไปบ้านท่านอาเหมยเสียหน่อย” “ได้ยินว่าท่านอาเหมยเข้าเมืองเพื่อไปหาบิดา แล้วท่านแม่จะไปบ้านนางทำไมหรือเจ้าคะ” ข้าเอ่ยกับมารดาเสียงเรียบ “ก็ท่านอาเหมยของเจ้ากลัวว่าท่านอาเฉินจะไม่ได้กินข้าวน่ะสิถึงได้วานให้แม่ไปส่งข้าวให้เขาน่ะ แม่ไปนะ” “ให้ลูกไปเป็นเพื่อนมั้ยเจ้าคะ” ข้าลองเอ่ยหยั่งเชิง “ไม่เป็นไร ลูกเข้านอนเถอะ” ท่านแม่ออกจากบ้านไปแล้ว จิตใจของข้าฟุ้งซ่านเหลือเกินทำอย่างไรก็คงมิอาจข่มตาหลับลงได้ คืนนี้ทางสะดวกยิ่งนัก ใบหน้าของท่านแม่มิอาจปิดซ่อนรอยยิ้มแห่งความดีใจไว้ได้ ข้ารู้สึกสะอิดสะเอียนยิ่งนัก แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ยังอยากจะเชื่อใจท่านแม่อีกสักครั้ง ข้าหวังอยากให้นางนำอาหารไปส่งจริงๆเท่านั้น ไวเท่าความคิด ข้าลุกขึ้นสวมเสื้อกันหนาวหลายชั้นและรีบตรงไปยังบ้านท่านอาเหมยทันที แม้จะเริ่มมีหิมะโปรยปรายเบาบางแต่ข้าก็อยากจะเห็นกับตาอีกครั้งว่าท่านแม่อาจจะแค่เผลอใจเพียงครั้งเดียวและจะไม่ทำอีก แต่ทว่ามันก็ไม่เป็นเช่นนั้น... ท่านแม่...ท่านเอาอาหารไปส่งหรือว่าไปเป็นอาหารให้พวกเขากันแน่! ข้านำถังน้ำใบใหญ่วางคว่ำเอาไว้ก่อนที่จะเหยียบมันขึ้นไปและค่อยๆปีนไต่ขึ้นหลังคาที่ทำจากหญ้าแห้งอย่างทุลักทุเล บ้านทั้งหลังไม่มีแสงไฟให้เห็นนอกจากห้องนอน หัวใจของข้าเต้นระรัวภาวนาให้ท่านแม่กลับบ้านแล้ว ข้าถูมือทั้งสองข้างคลายความหนาวจากนั้นก็ค่อยๆแหวกหลังคาที่ทำจากหญ้าออกอย่างเบามือ ภาพที่ข้าได้เห็นครั้งนี้ทำให้ข้าตกใจจนเกือบจะหงายหลังกลิ้งตกหลังคาเรือนเสียแล้ว นอกจากจะมีท่านแม่และท่านอาเฉินแล้วยังมีท่านอากู้อยู่ในนั้นอีกด้วย! “อา อือ ดีเหลือเกินเจ้าค่ะ เสียวมากเจ้าค่ะ” ท่านแม่เอ่ยขึ้นพลางดูดเลียความเป็นชายของท่านอากู้ที่กำลังแหงนหน้าขึ้น ในขณะที่ท่านอาเฉินกำลังก้มหน้าลงทำอะไรสักอย่างที่หว่างขาของท่านแม่ คนทั้งหมดเนื้อตัวเปลือยเปล่าคงไม่ต้องบอกแล้วว่าพวกเขากำลังทำอันใดกันอยู่! “อืม น้ำหวานของเจ้าช่างหวานนัก” ท่านอาเฉินเงยหน้าขึ้นพูดจนท่านอากู้รู้สึกสนใจกระมังถึงได้เอ่ยออกไปเช่นนั้น “ไหนข้าขอกินบ้างสิ” เอ่ยจบคนทั้งหมดก็สลับตำแหน่งมีเพียงท่านแม่ที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม “อือ หวานเหมือนที่เจ้าบอกจริงๆด้วย” “อา อือ พวกท่านนี่ช่างขยันพูดทำให้ข้าเขินนัก อืม” ท่านแม่เอ่ยจบก็ก้มลงอมสิ่งนั้นของท่านอาเฉินเข้าปากพลางไล้เลียมันราวกับของรักของหวง “ก็เจ้ามันหวานไปหมดทั้งตัวจริงๆ” ท่านอากู้เอ่ยขึ้นแล้วก้มลงดูดเลียกลีบดอกไม้งามของท่านแม่ต่อ “ลู่เอ๋อร์ ข้าทนไม่ไหวแล้วข้าขอนะ” ท่านอาเฉินพูดขึ้นมาจากนั้นคนทั้งหมดก็เปลี่ยนตำแหน่งอีกครั้ง “เจ้าค่ะพี่เฉิน น้องเองก็ไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ” ท่านอาเฉินนอนราบไปกับฟูกนอนในขณะที่ท่านแม่ลุกขึ้นยืนก่อนที่จะนั่งคร่อมท่านอาเฉินแล้วจับแก่นกายของท่านอาเฉินไว้จากนั้นก็ค่อยๆสอดใส่มันเข้าไปในกลีบดอกไม้ของนางช้าๆ นางแหงนหน้าขึ้นมองบนหลังคาจนข้าเกือบหลบไม่ทัน ข้าลอบถอนหายใจเบาๆ เกือบถูกจับได้เสียแล้ว “อ่าส์ พี่เฉินของท่านมันใหญ่จนคับไปหมดเลยเจ้าค่ะ” ท่านแม่ขยับสะโพกขึ้นลง “ชอบใช่หรือไม่” “อือ ชอบมากเจ้าค่ะ” “ลู่เอ๋อร์เลียให้ข้าด้วยสิ” ท่านอากู้ขยับเข้ามาใกล้ท่านแม่จงใจเอาเจ้าส่วนอ่อนไหวนั่นถูไถไปมาข้างแก้มของนาง “เจ้าค่ะพี่กู้” ท่านแม่ตอบรับเสียงหวานนางทั้งอมทั้งดูดแก่นกายนั่นพลางขยับสะโพกขย่มท่านอาเฉินไปด้วย “อือ อา เสียวหรือไม่เจ้าคะ” “เสียวมาก” ท่านอากู้จับศีรษะของท่านแม่ให้ก้มลงอมแก่นกายของเขาจนมิดด้ามแล้วขยับเข้าออกตามที่เขากำกับ จนบางครั้งข้าก็ได้ยินเสียงสำลักของท่านแม่ ท่านอาเฉินดูดเต้านมของท่านแม่ทั้งสองข้างราวกับทารกหิวกระหายในขณะที่ท่านแม่เองก็ขยับสะโพกไม่หยุด ยามนี้ท่านแม่ของข้าดูมีความสุขยิ่งนักที่ได้ปรนเปรอบุรุษทั้งสอง นางช่างร่านเหลือเกินในสายตาของข้า นางสวมเขาให้สหายสนิทยังไม่พอยังกล้าสวมเขาให้กับเพื่อนบ้านอีกคนอีกด้วย! ใช่แล้ว...ท่านอากู้มิใช่บุรุษโสดแต่ทว่าเขาเองก็เป็นบุรุษที่มีครอบครัวแล้วเช่นกัน “อา พี่เฉินพี่กู้ข้าจะแตกแล้วเจ้าค่ะ” เสียงกรีดร้องอย่างสุขสมของท่านแม่ดังก้องเข้ามาในหูข้า “ข้ามีความสุขมากๆเลยเจ้าค่ะ” ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าท่านแม่จะเป็นสตรีแพศยาเช่นนี้ ข้าค่อยๆปีนหลังคาลงมาด้านล่างและเดินตรงกลับบ้านด้วยหัวใจที่แหลกสลาย คงอีกนานกว่าพวกเขาทุกคนจะสุขสม ที่ผ่านมาข้าเคยนับถือท่านแม่มาตลอดนางเป็นต้นแบบสตรีในอุดมคติของข้า ข้าเดินไปได้ครู่หนึ่งจากนั้นก็รีบวิ่งเอามือไปยันต้นไม้ต้นหนึ่งเอาไว้ก่อนที่จะอาเจียนออกมา กลิ่นเหม็นเปรี้ยวคละคลุ้งไปทั่วบริเวณนั้น เหตุใดท่านถึงเป็นคนเช่นนี้? หากท่านอยากมีบุรุษสักคนให้คลายเหงา ขอเพียงท่านแม่เลือกบุรุษโสดสักคนเข้ามา ข้าจะไม่คัดค้านด้วยซ้ำหากนางต้องการ เหตุใดต้องไปแอบลักกินของผู้อื่นด้วย เห็นท่านแม่ครั้งนี้แล้วข้าก็ยิ่งรู้สึกสะอิดสะเอียนและรังเกียจมากขึ้นไปอีก ข้าไม่มีน้ำตาให้เหลืออีกต่อไปแล้ว ท่านแม่ผู้แสนใจดีอ่อนโยนอ่อนหวานของข้าได้จากไปแล้ว เหลือไว้แต่เพียงสตรีแพศยา สตรีร่านราคะที่ไม่รู้จักพอและไม่รู้จักศีลธรรม พอกันที ข้ามิอาจอยู่ร่วมกับนางได้อีกต่อไปแล้ว ในหัวของข้าพลันคิดถึงแต่เรื่องที่จะต้องไปจากที่นี่ให้ได้ เหมือนกับฟ้ามีตาสายตาของข้าหันไปเห็นประกาศบนกระดานแจ้งข่าวกลางหมู่บ้าน ‘เปิดรับหนุ่มสาวอายุตั้งแต่ 12-15 ปี ทำงานที่สกุลกงในตัวเมือง ลู่หลิ่ง หากผู้ใดสนใจสามารถเข้ารับการทดสอบได้ที่ หมู่บ้านซืออ้าย…’ ทำงานที่สกุลกงอย่างนั้นรึ? อีกสองอาทิตย์ข้างหน้า? ข้าตัดสินใจอย่างแน่วแน่ทันทีว่าจะต้องไปทำงานที่สกุลกงให้ได้ หากข้าไม่อยากอยู่ที่นี่ก็เห็นจะมีแต่เพียงวิธีนี้เท่านั้น ข้าต้องผ่านการคัดเลือกให้ได้!
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD