หลังจากที่โน๊ตวางสายจากอาทิตย์ เขากับเก่งก็รีบกดโทรศัพท์สายตรงหา ‘เจ่เจ้’ เอเจนซี่ใหญ่ที่คอยส่งงานให้ ‘น้องน้ำฝน’ ทันที
"เจ่เจ้ครับ... พอดีพวกผมมีรุ่นพี่แนะนำมาน่ะครับ พอดีนายหัวนักธุรกิจใหญ่จากทางใต้เขาขึ้นมาเคลียร์งานที่กรุงเทพฯ แล้วอยากได้น้องน้ำฝนไปนั่งทานข้าว เป็นเพื่อนคุยในห้องอาหารส่วนตัวที่โรงแรมแถวสุขุมวิทน่ะครับ"
"เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาครับ เขาจ่ายไม่อั้น ขอแค่เป็นน้องน้ำฝนคนเดียวเท่านั้น" โน๊ตกรอกเสียงละมุนเลียนแบบเลขาฯ นักธุรกิจใหญ่ตามแผนที่อาทิตย์วางไว้
ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนที่เจ่เจ้จะถอนหายใจออกมาเบา ๆ แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงแบ่งรับแบ่งสู้
"โอ๊ยคุณน้องคะ... เจ่เจ้ก็อยากจะรับใจจะขาดค่ะ เงินหนาขนาดนี้ แต่ช่วงนี้หนูน้ำฝนแกภารกิจเยอะเหลือเกินค่ะเจ่เจ้ก็ไม่รู้ว่าเธอจะยอมรับงานไหม ยิ่งงานกะทันหันแบบนี้ด้วย เดี๋ยวเจ่เจ้ขอโทรไปล่อซื้อลูกสาวดูก่อนนะคะ ถ้าชีตกลงยังไงเดี๋ยวเจ่เจ้โทรกลับค่ะ"
เมื่อวางสายจากฝั่งโน๊ต เจ่เจ้ก็รีบกดต่อสายหารินรดาในร่างของ ‘น้ำฝน’ ทันที อาทิตย์ที่ไม่รู้จะไปไหน ก็มาถึงร้านนั่งรวมกับเพื่อนสองคนได้ยินพอดี ในใจของเจ่เจ้นั้นอยากให้ลูกสาวในสังกัดรับงานนี้มาก เพราะนอกจากจะได้เปอร์เซ็นต์งาม ๆ แล้ว งานนั่งทานข้าวในห้องอาหารปิดของโรงแรมหรูยังปลอดภัยและสบายกว่าการไปนั่งให้พวกขี้เมามอมเหล้าในผับเป็นไหน ๆ
ครืด... ครืด...
รินรดาที่เพิ่งลงจากรถเมล์เดินโซเซกลับมาถึงห้องพัก กดรับสายด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและเหนื่อยล้าเต็มทน
"ค่ะเจ่เจ้..."
"ฮัลโหลเรน... เทวดาจะมาโปรดลูกสาวเจ่เจ้แล้ว งานใหญ่ใจสั่นเข้าจังเบอร์เลยค่ะ" เสียงเจ่เจ้แหลมสูงด้วยความตื่นเต้น
"ลูกค้าพรีเมียมเกรดเอของเจ่เจ้แนะนำนักธุรกิจใหญ่จากทางใต้มาให้ เห็นรูปหนูแล้วชอบมาก ระบุเลยว่าต้องเป็นน้ำฝนเท่านั้น แค่นั่งทานข้าว นั่งเป็นเพื่อนคุยในห้องอาหารส่วนตัวมิดชิดที่โรงแรมหรูแถวสุขุมวิท เขาเน้นความเป็นส่วนตัวไม่วุ่นวาย งานเดียวเขาเปย์ให้เรนเลยห้าหมื่นบาทค่ะลูก"
ห้าหมื่นบาท...
ตัวเลขนั้นทำเอาคนที่กำลังไข้ขึ้นจนตาพร่าชะงักไป รินรดาก้มลงมองสมุดบัญชีเล่มในมือ... เงินสองหมื่นสี่ร้อยบาทที่ยังขาดอยู่สำหรับค่าผ่าตัดงวดถัดไปของแม่ก่อนสิ้นเดือน มันลอยเด่นขึ้นมาในหัว ความจำเป็นและเวลาที่กระชั้นชิดบีบคั้นจนเธอไม่มีสิทธิ์เลือก
"ห้าหมื่น... ทานข้าวอย่างเดียวใช่ไหมคะเจ่เจ้"
"ใช่ค่ะลูก ทานข้าวสวย ๆ คุยหวาน ๆ ไม่มีการถึงเนื้อถึงตัว เจ่เจ้รับประกันเคสนี้ ปลอดภัยแน่นอน งานเดียวได้ครบยอดที่เรนต้องใช้เลยนะเรน คิดดูดี ๆ"
รินรดาสูดหายใจเข้าลึก ๆ พยุงร่างกายที่ร้าวระบมไปทั้งตัวพลางกลืนน้ำตาลงคอ
"ตกลงค่ะเจ่เจ้... หนูรับงานนี้ค่ะ แต่คงไม่ใช่คืนนี้พรุ่งนี้นะคะ แม่ของเรนต้องเข้าผ่าตัดค่ะ "
"เลิศมากค่ะลูกสาว เดี๋ยวเจ่เจ้จัดการให้ด่วน ๆ เลยค่ะ วันศุกร์หน้าไหม"
"โอเคค่ะเจ่เจ้"
หลังจากวางสายจากรินรดา เจ่เจ้ไม่รอช้า รีบกดโทรศัพท์กลับไปหาเบอร์ของโน๊ตทันทีด้วยน้ำเสียงระรื่นระรัว
"ฮัลโหลค่ะคุณน้องขา... เจ่เจ้ไปดีลกับหนูน้ำฝนมาให้เรียบร้อยแล้วค่ะ ลูกสาวเจ่เจ้เคลียร์คิวให้ล็อกมงคิวทองศุกร์หน้านะคะ จัดการจองห้องอาหารส่วนตัวที่โรงแรมได้เลยค่ะ ย้ำนะคะว่าหนูน้ำฝนเธอกำชับมาว่า... ขอแค่ทานข้าวเป็นเพื่อนคุยตามตกลงเท่านั้นนะคะเจ่เจ้"
โน๊ตที่เปิดลำโพงอยู่หันไปยักคิ้วให้เก่งกับอาทิตย์ที่มารวมตัวกับเพื่อนสองคนที่ผับ นั่งหน้านิ่งอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะตอบกลับ
"ได้ครับเจ่เจ้ เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง นายของพวกผมสุภาพมาก เดี๋ยวผมส่งโลเกชันและเวลาให้ในไลน์นะครับ"
เมื่อวางสายลง โน๊ตก็หันไปหาเฮดว้ากหนุ่มที่นั่งกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูด
"เรียบร้อยสิครับไอ้คุณอาทิตย์... เจ่เจ้โทรมาคอนเฟิร์มเองว่าน้องน้ำฝนรับงาน มึงสมใจอยากหรือยังวะเปย์หนักขนาดนี้กูถามจริง... มึงกะจะทำอะไรน้องเขาเปิดห้องอาหารส่วนตัวซะหรูเลย"
อาทิตย์ไม่ได้ตอบคำถามเพื่อน แววตาคมกริบจดจ้องไปยังข้อความโลเกชันโรงแรมที่โน๊ตเพิ่งส่งเข้ามา
"พวกมึงหมดหน้าที่แล้ว... ที่เหลือกูจัดการเอง" อาทิตย์เอ่ยเสียงนิ่งลึก แต่ว่าในอกกลับร้อนรุ่มไปด้วยความอึดอัด วันศุกร์หน้าเขาจะใช้เงินห้าหมื่นบาทนี้... ซื้อตัวเธอออกมาจากโลกสีเทาที่เขามีส่วนบีบบังคับให้เธอต้องเข้าไปเผชิญ
[ตัดกลับมาทางฝั่งรินรดา ที่ห้องพัก]
รินรดาเดินกระสับกระส่ายเข้ามาในห้องพักอันเงียบเชียบ ทันทีที่เปิดไฟดวงเล็ก ความประหลาดใจก็ทำให้เธอชะงักเมื่อสายตากวาดไปเห็นถุงยาจากร้านขายยาและถุงอาหารอุ่นร้อนวางอยู่บนโต๊ะกลางห้อง คิ้วบางขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย เธอจึงตัดสินใจกดโทรศัพท์สายตรงหาเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวทันที
"ฮัลโหลก้อย... วันนี้ก้อยมาหาเรนที่ห้องหรือเปล่า" รินรดาเอ่ยถามเสียงแผ่ว
"เรนเห็นมีถุงยากับพวกของกินวางอยู่บนโต๊ะน่ะ..."
(ปลายสาย "เออ ฉันเองแหละเรน แกหายไปไหนมาเนี่ย โทรศัพท์ก็ไม่เอาไป ฉันเป็นห่วงแทบแย่") เสียงก้อยดังลั่นมาตามสายด้วยความโล่งอกแกมดุ
"เรนไปทำธุระมาน่ะ... แล้ว... ก้อยเข้ามาในห้องเรนได้ยังไงเหรอ นิติบุคคลยอมเปิดห้องให้เหรอ" รินรดาถามพลางหันไปมองรอบ ๆ ห้องด้วยความระแวง
ปลายสายถอนหายใจยาวเหยียด ก่อนจะเล่าเหตุการณ์ชวนระทึกขวัญที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ให้ฟัง
(ปลายสาย "นิติที่ไหนจะยอมเปิดล่ะเรน ก็ พี่อาทิตย์ น่ะสิ ไม่รู้บ้าดีเดือดมาจากไหน บุกไปหาแกที่หอพัก พอเคาะแล้วแกไม่เปิด พี่แกก็นึกว่าแกเป็นอะไรอยู่ข้างใน เลยถีบประตูห้องแกซะพังยับเยินเลย พี่แกโวยวายเสียงดังจนคนข้างห้องเกือบจะมีเรื่องด้วย ยังโดนนิติบุคคลคุมตัวไปปรับเงินวุ่นวายไปหมด ดีนะที่พี่แกยอมจ่ายค่าซ่อมค่าวุ่นวายทั้งหมดให้ ไม่งั้นเรื่องบานปลายถึงตำรวจแน่ ๆ พอเรื่องซาลงฉันแอบเอายากับข้าวไปวางไว้นี่แหละ")
คำบอกเล่าของก้อยทำให้รินรดาเบิกตากว้าง หัวใจเต้นผิดจังหวะ มือเล็กสั่นเทาจนแทบประคองสมาร์ตโฟนไม่อยู่
พี่อาทิตย์... บุกมาถีบประตูห้องเธอเนี่ยนะ
เมื่อวางสายจากเพื่อน รินรดาค่อย ๆ สาวเท้าเดินตรงไปยังบานประตูห้องพักของตัวเอง ท่ามกลางความมืดสลัวรอบข้าง เธอเอื้อมมือไปลูบไล้ตรงบริเวณลูกบิดและขอบไม้... และเธอก็สังเกตเห็นรอยเท้าจาง ๆ รวมถึงรอยปริแตกเล็กน้อยที่ตัวบานประตูอย่างชัดเจน มันเป็นหลักฐานชั้นดีว่าเขาเคยมาพังทลายพื้นที่ส่วนตัวของเธอจริง ๆ
รินรดาทรุดตัวลงนั่งพิงบานประตูอย่างหมดแรง ความรู้สึกสับสนประดังประเดเข้ามาจนหัวหมุน ทั้งรอยช้ำที่ข้อมือ รอยเท้าที่บานประตู และใบหน้าที่ดุดันระคนสั่นไหวของเขาที่ป้ายรถเมล์... ผู้ชายคนนี้กำลังจะเข้ามาทำลายชีวิตเธอ หรือเขากำลังทำอะไรอยู่กันแน่