ร่างบางของรินรดาถูกลากกึ่งจูงมาจนถึงมุมอับสายตาหลังตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ บริเวณนี้ไร้ผู้คน มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ที่ส่งเสียงดังพอจะกลบเสียงสนทนาของทั้งสองคนได้ อาทิตย์เหวี่ยงแขนเรียวออกจากการเกาะกุม แต่ไม่ได้แรงนัก ด้วยความที่รินรดาเพิ่งวิ่งกลางแดดมาสิบรอบบวกกับร่างกายที่อ่อนแอจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้เธอเซไปพิงกับผนังตึกอย่างหมดแรง
"ฮึก... พี่อาทิตย์ เรนเจ็บ..." เธอพึมพำเสียงแผ่ว ยกมือขึ้นลูบต้นแขนที่เริ่มขึ้นรอยแดงจาง ๆ
"เจ็บสิดี จะได้จำใส่หัวไว้ว่าอย่าทำอวดดีกับกูอีก" อาทิตย์ก้าวเข้ามาประชิด ใช้แขนทั้งสองข้างยันผนังตึกไว้ กักขังเธอไว้ในวงแขนกว้าง สายตาคมปลาบที่เคยแข็งกร้าวในห้องเชียร์ บัดนี้กลับฉายแววตัดพ้อและน้อยใจออกมาอย่างปิดไม่มิด
"กูถามมึงคำเดียว... มึงทิ้งเกียร์กูทำไม"
"เรน... เรนรับไว้ไม่ได้จริง ๆ ค่ะ มันมีค่าเกินไปสำหรับรุ่นน้องอย่างเรน"
"ตอนที่มึงมานั่งชงเหล้าให้กูที่ร้าน... ตอนที่มึงยอมให้กูนอนหนุนตักจนเกือบเช้าที่คอนโดนั่น มึงยังจำได้ไหมว่ามึงเป็นแค่รุ่นน้องหรือเปล่า รินรดา" ความทรงจำคืนที่เธอปล่อยให้รุ่นพี่จอมโหดนอนหลับตาพริ้มอยู่บนตักของเธอ ภาพใบหน้าคมเข้มที่ดูไร้พิษสงในยามนิทรายังติดตาจนเธอเผลอใจสั่น
"พี่อาทิตย์... พูดเรื่องอะไรคะ เรนไม่เข้าใจ" เธอพยายามปฏิเสธเสียงสั่น
"อย่ามาทำหน้าซื่อตาใสใส่กู" เขาตะคอกใส่หน้าเธอจนเธอสะดุ้ง
"น้ำฝนกับรินรดา... มึงคิดว่ากูโง่ขนาดที่แยกไม่ออกเลยหรือไงว่าคือคนคนเดียวกัน กลิ่นตัวมึง แววตาสั่น ๆ ของมึง... ต่อให้มึงใส่แว่นหนาเท่าฝาบ้าน กูก็จำมึงได้"
รินรดาตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป ความลับที่เธอพยายามปกปิดมาตลอดถูกอาทิตย์กระชากหน้ากากออกอย่างอุกอาจ แต่นอกจากความกลัวแล้ว ความอัดอั้นที่ถูกสะสมมาตั้งแต่เช้าก็ทำให้เธอกัดฟันเชิดหน้าขึ้นมองเขาผ่านเลนส์แว่นหนา
"ในเมื่อพี่รู้แล้ว... พี่ก็รู้ไปค่ะ" เสียงของเธอสั่นแต่แฝงด้วยความเด็ดเดี่ยว
"แต่จะน้ำฝนหรือรินรดา นี่ก็คือตัวของเรน ชีวิตของเรน เรนจะทำอะไรหรือเป็นแบบไหนมันก็เป็นสิทธิ์ของเรน"
"ขออย่างเดียว... พี่อย่าเข้ามายุ่งกับชีวิตเรนอีก และอย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกใคร ได้ไหมคะ"
อาทิตย์ชะงักไปครู่หนึ่ง นัยน์ตาคู่คมวาวโรจน์ขึ้นกว่าเดิมเมื่อได้ยินประโยคผลักไสที่แสนเย็นชานั่น เขาเค่นยิ้มที่ดูน่าขนลุกก่อนจะโน้มตัวลงมาจนลมหายใจร้อนระอุรดรินผิวแก้มเธอ
"อย่าเข้ามายุ่งงั้นเหรอ" เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ
"มึงกล้าดียังไงมาสั่งกู รินรดา... มึงเป็นคนเดินเข้ามาในชีวิตกูเอง มึงปล่อยให้กูนอนหนุนตักมึงเอง แล้วตอนนี้จะมาบอกให้กูไสหัวไปอย่างนั้นเหรอ"
"พี่อาทิตย์"
"กูไม่บอกใครหรอกเรื่องความลับทุเรศ ๆ ของมึงน่ะ แต่อย่าหวังว่ากูจะเลิกยุ่ง" เขาบีบไหล่เธอแน่นขึ้นจนเธอเบ้หน้า
"มึงทำกูเสียศูนย์ มึงทำกูเสียหน้าด้วยการทิ้งเกียร์คืนกู... เพราะฉะนั้นมึงต้องรับผิดชอบ"
"พี่อาทิตย์ ปล่อยเรนนะ" รินรดาพยายามสะบัดตัวออก แต่แผ่นอกกว้างของเขากลับเบียดเข้ามาจนแผ่นหลังของเธอแทบจะหลอมรวมไปกับผนังปูน
"ทำไม อยู่ในคราบยัยแว่นแล้วทำเป็นหวงเนื้อหวงตัว ทีเมื่อคืนตอนเป็นน้ำฝน... มึงยังยอมให้นอนหนุนตักอยู่เป็นชั่วโมง หรือต้องให้กูไปตามหาน้ำฝนที่ร้านเหล้า มึงถึงจะเลิกพยศใส่กูแบบนี้"
"พี่ไม่มีสิทธิ์พูดถึงเรนแบบนั้น" รินรดาเงื้อมมือขึ้นหมายจะฟาดใบหน้าคมเข้มที่กำลังดูถูกเธอ แต่อาทิตย์เร็วกว่า เขาคว้าข้อมือทั้งสองข้างของเธอไว้แล้วตรึงเหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียว
รินรดาหอบหายใจรัวด้วยความโกรธจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง แว่นสายตาที่เคยหนาเตอะเอียงกระเท่เร่จนเกือบหลุด เผยให้เห็นดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยไฟแห่งความพยศ
"สิทธิของกู... มึงเป็นคนให้กูมาเองตั้งแต่มึงรับเกียร์นั่นไปแล้ว รินรดา"
อาทิตย์ลดเสียงลงจนกลายเป็นกระซิบที่ข้างหู กลิ่นน้ำหอมเย็น ๆ ของเขามันกำลังปั่นป่วนประสาทสัมผัสของเธอเหมือนเมื่อคืนไม่มีผิด เขาอาศัยช่วงที่เธอชะงัก ใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่ เชยคางมนขึ้นมาบังคับให้สบตา
"ที่มึงบอกว่าห้ามกูยุ่ง... มึงทำได้จริง ๆ เหรอ สายตามึงตอนมองกูในสนามฟุตบอลเมื่อกี้ มันไม่ได้บอกว่ามึงอยากให้กูไปไกล ๆ เลยนะ"
"พี่มันหลงตัวเอง"
"เออ กูหลงตัวเอง... แล้วกูก็หลงมึงด้วย"
คำสารภาพกึ่งตะคอกของอาทิตย์ทำเอาโลกทั้งใบของรินรดาหยุดหมุนไปชั่วขณะ หัวใจเจ้ากรรมดันสั่นไหวอย่างรุนแรงจนกลัวว่าเขาจะได้ยิน
"กูไม่ได้อยากยุ่งกับน้ำฝน... แต่กูอยากยุ่งกับมึงรินรดา" อาทิตย์โน้มหน้าลงมาจนหน้าผากชนกัน ความร้อนจากลมหายใจของทั้งคู่ผสมปนเปกันจนบรรยากาศรอบข้างเดือดพล่าน
"มึงทิ้งใจกูลงโต๊ะกระจกนั่นได้ แต่มึงไม่มีวันทิ้งกูพ้นในชีวิตจริงหรอก"
ในจังหวะที่รินรดากำลังจะอ้าปากเถียง ริมฝีปากหยักลึกของอาทิตย์ก็ฉกวูบลงมาปิดปากเธอทันที
มันไม่ใช่จูบที่อ่อนโยนเหมือนในนิยายฝันหวาน แต่มันคือจูบที่เต็มไปด้วยความโกรธ ความโหยหา และการประกาศความเป็นเจ้าของ อาทิตย์บดขยี้ริมฝีปากบางอย่างหนักหน่วงเพื่อลงโทษที่เธอทิ้งเขาไป รินรดาครางอื้ออึงในลำคอ มือที่ถูกตรึงไว้พยายามดิ้นรนแต่สุดท้ายแรงที่เหลืออยู่ก็น้อยนิดเกินไป
เขาผละออกเพียงนิดเพื่อมองใบหน้าที่เห่อแดงของยัยแว่นตรงหน้า ก่อนจะกระซิบประโยคที่ทำให้เธอแทบล้มทั้งยืน
"เกียร์น่ะ... ถ้ามึงไม่อยากได้กูจะเก็บไว้เอง แต่ตัวมึง... กูจองแล้ว และกูไม่รับคืนเหมือนที่มึงทำกับเกียร์กูแน่"
อาทิตย์ปล่อยมือเธอออกกะทันหันจนรินรดาเกือบเซล้ม เขาถอยออกมาหนึ่งก้าว จัดเสื้อช็อปของตัวเองให้เข้าที่ด้วยท่าทางนิ่งสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งให้รินรดายืนพิงผนังตึกหอบหายใจรัว และทำได้เพียงมองตามแผ่นหลังกว้างของเฮดว้ากจอมโหดที่เดินจากไปทิ้งไว้เพียงคำสั่งสุดท้าย
"เย็นนี้... ไปรอกูที่ห้อง ถ้ากูไปถึงแล้วไม่เจอ มึงโดนซ่อมหนักกว่าจูบเมื่อกี้แน่ รินรดา"
รินรดาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง น้ำตาเจ้ากรรมไหลออกมาไม่ใช่เพราะความเจ็บใจเพียงอย่างเดียว แต่วันนี้มันไหลเพราะความรู้สึกบางอย่างที่เธอเองก็เริ่มจะควบคุมมันไม่ได้อีกต่อไป ... เธอกลัวความร้ายกาจของอาทิตย์ แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือความรู้สึกหวามไหวที่กำลังก่อตัวขึ้นในอก มันกำเริบเสิบสานจนรบกวนความตั้งใจเดิม และเธอกำลังกลัวว่าตัวเองจะต้านทานผู้ชายคนนี้ไว้ไม่ได้อีกต่อไป
โต๊ะนั่งประจำ
รินรดาเดินกลับมาที่โต๊ะหินอ่อนด้วยท่าทางเหม่อลอย แว่นสายตาที่เคยตรงบัดนี้เบี้ยวไปเล็กน้อย ก้อยที่นั่งมองอยู่รีบถลาเข้าไปหาเพื่อนทันทีด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
"เรน ทำไมหน้าเป็นแบบนี้ล่ะ" ก้อยอุทานพลางจับไหล่เพื่อนหมุนซ้ายหมุนขวา
"โดนพี่อาทิตย์ว้ากหนักขนาดนั้นเลยเหรอ... แล้วนี่ ข้อมือแกทำไมแดงเป็นปื้นแบบนี้"
ก้อยดึงข้อมือเล็กขึ้นมาดู รอยนิ้วมือเข้มจัดที่ปรากฏบนผิวขาวบางทำให้ก้อยหน้าแดงด้วยความโกรธแทนเพื่อน
"พี่เขาใช้กำลังกับแกเหรอเรน นี่มันเกินไปแล้วนะ แค่แกทำหน้าที่รุ่นน้องไม่ถูกใจเขา ถึงกับต้องบีบแขนกระชากตัวแกขนาดนี้เลยเหรอ พี่เขาเป็นบ้าอะไร"
"คือ...พี่เขาแค่อารมณ์เสียเฉย ๆ น่ะก้อย เรนไม่เป็นไร" รินรดาพยายามชักข้อมือกลับอย่างหวั่นใจ มืออีกข้างยกขึ้นแตะริมฝีปากที่ยังรู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวและบวมช้ำจากการโดนจูบกระแทกกระทั้น
"ไม่เป็นไรได้ไง ดูสิ ปากแกแตกหรือเปล่าเนี่ย ทำไมมันแดง ๆ บวม ๆ แบบนั้น" ก้อยขยับหน้าเข้ามาใกล้ด้วยความห่วงใยจัด
"พี่เขาด่าจนแกหน้ามืดแล้วเซไปกระแทกอะไรมาใช่ไหม หรือว่าพี่เขาผลักแก"
"อื้อ...ตอนเซในสนาม ปากเรนน่าจะไปกระแทกเข้ากับเสื้อช็อปพี่เขาพอดี" รินรดาปั้นเรื่องโกหกออกไปทั้งที่หัวใจเต้นไม่เป็นสันบถ เธอต้องรีบก้มหน้าหลบสายตาที่เต็มไปด้วยความซื่อสัตย์ของเพื่อน
ก้อยขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาฉายแววเคลือบแคลงสงสัยกับคำแก้ตัวแปลก ๆ เพราะเนื้อผ้าเสื้อช็อปหนาเตอะขนาดนั้น ไม่น่าจะทำให้ปากบวมเจ่อจนผิดสังเกตได้ขนาดนี้ แต่เมื่อเหลือบไปเห็นใบหน้าซีดเผือด แววตาตื่นตระหนก และร่างกายที่สั่นเทาเหมือนคนกำลังจะล้มของเพื่อนสนิท ก้อยก็เลือกที่จะเก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจ ไม่อยากเซ้าซี้ให้เรนต้องอึดอัดไปมากกว่านี้
"เฮงซวยที่สุด ใจคอทำด้วยอะไร ทำไมต้องรุนแรงกับแกขนาดนี้ด้วย" ก้อยสะบัดหน้าหนีพลางสบถออกมาอย่างเหลืออด ก่อนจะหันกลับมาประคองแขนเพื่อนอย่างทะนุถนอม
"แกกลับห้องเถอะเรน เดี๋ยวฉันไปส่งที่รถนะ หน้าแกซีดจนจะล้มอยู่แล้ว เดี๋ยวภาคบ่ายฉันลาอาจารย์ให้เอง บอกว่าแกโดนรับน้องจนไข้ขึ้น"