เช้าวันจันทร์ มหาวิทยาลัยเริ่มกลับมามีชีวิตอีกครั้งหลังหยุดสุดสัปดาห์
นักศึกษาพากันเดินขวักไขว่ แต่ในความคึกคักนั้น มีคนหนึ่งที่รู้สึก “ว่างเปล่า” อย่างประหลาด
คเชนทร์มาถึงร้านกาแฟตั้งแต่เช้าเหมือนทุกวัน
เขาช่วยยกถุงเมล็ดกาแฟ จัดแก้ว จัดโต๊ะ เหมือนคนคุ้นเคยกับงาน
แต่เมื่อหันมองรอบร้าน กลับไม่มีเธออยู่ตรงเคาน์เตอร์เหมือนทุกที
“พริมล่ะครับ?” เขาถามรุ่นพี่ที่ช่วยดูร้าน
“อ๋อ... พริมไม่สบาย เห็นว่าไข้ขึ้นตั้งแต่เมื่อคืนก่อนแล้ว”
คำตอบนั้นทำให้หัวใจเขาสะดุดไปชั่ววินาที
เสียงเครื่องบดกาแฟที่ดังอยู่กลับเหมือนเงียบลงในหูทันที
เขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยายามทำตัวปกติแต่ก็เผลอมองประตูร้านทุกครั้งที่มันเปิด —
เผื่อเธอจะเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเดิม
แต่ทั้งวันนั้น... เธอไม่มาเลย
คเชนทร์นั่งอยู่คนเดียวในร้านหลังปิดร้านตอนเย็น
เขาเอามือวางบนโต๊ะที่พริมชอบนั่งเช็กบัญชี
รอยดินสอที่เธอเคยขีดไว้ยังอยู่ตรงมุมโต๊ะ
เขาใช้นิ้วลูบเบา ๆ เหมือนจะกลัวลบมันออกไป
บนชั้นวางด้านหลังยังมีกล่องขนมอบที่เธอทำค้างไว้
ข้างกล่องมีป้ายเล็ก ๆ เขียนว่า “พรุ่งนี้อบใหม่ :)”
เขาเผลอหัวเราะออกมาเบา ๆ เสียงหัวเราะที่แฝงแววเหงา
“พรุ่งนี้ของเธอ... วันนี้มันยังไม่มาถึงเลยนะ พริม”
เขาเอนตัวพิงเก้าอี้ สูดกลิ่นกาแฟที่เย็นชืดในแก้ว
กลิ่นนั้นเคยให้ความรู้สึกอบอุ่น แต่วันนี้มันขมอย่างประหลาด
คืนนั้น เขากลับถึงห้องพักแต่หัวใจกลับไม่ยอมอยู่เฉย
เขาเปิดสมุดบันทึกที่เคยเขียนทุกคืน แล้วเขียนเพียงประโยคเดียวลงไป
“วันนี้ไม่มีเธอ โลกมันเงียบเกินไป”
เขาเปิดตู้ หยิบสบู่ลาเวนเดอร์ก้อนเล็กที่พริมเคยให้มาในวันกิจกรรมอาสา
เธอพูดตอนนั้นว่า “กลิ่นนี้ช่วยให้ใจสงบดีนะ”
ตอนนั้นเขายังหัวเราะบอกว่า “ของแบบนี้มันแค่กลิ่น ไม่ได้ช่วยอะไรหรอก”
แต่ตอนนี้... เขาเพียงเปิดฝาและวางไว้ใกล้หมอน
กลิ่นลาเวนเดอร์อ่อน ๆ ลอยเข้าจมูก
และในวินาทีนั้น เขาเพิ่งเข้าใจสิ่งที่เธอพูดจริง ๆ
มันทำให้หัวใจที่ว้าวุ่น “สงบลงเพราะคิดถึงคนให้”
เช้าวันต่อมา เขายังมาที่ร้านเหมือนเดิม
เพื่อนในกลุ่มเริ่มล้อว่า “เป็นแฟนกันหรือยัง ถึงได้กระวนกระวายขนาดนั้น”
เขาเพียงหัวเราะกลบเกลื่อน แต่ในใจกลับไม่มีคำตอบ
ช่วงสาย เขาตัดสินใจไปหาพริมที่หอ แต่คนที่หอบอกว่าพริมกลับไปพักที่บ้าน พร้อมกับบอกทางให้เขา
ใช้เวลาไม่นานคเชนทร์ก็มาถึงบ้านของพริม
บ้านไม้สองชั้นสีขาว มีต้นพุดริมรั้ว
ป้าของพริมเป็นคนเปิดประตูต้อนรับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“พริมยังไม่ค่อยดีเลยลูก เป็นไข้สูงเมื่อวานนี้”
เธอพูดพร้อมยื่นแก้วน้ำให้เขา
คเชนทร์พยักหน้า “ผมขอเข้าไปดูได้ไหมครับ แป๊บเดียวก็ได้”
ป้าของพริมมองหน้าเขาแล้วพยักหน้าเบา ๆ
“เข้าไปเถอะ พริมพูดถึงเธอให้ป้าฟังหลายครั้งเลยนะ”
หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อเดินผ่านประตูเข้าไป กลิ่นลาเวนเดอร์ที่คุ้นเคยก็แตะปลายจมูกอีกครั้ง
พริมนอนอยู่บนเตียง ผ้าห่มสีครีมคลุมถึงอก ผมเธอหล่นมาปรกแก้มเล็กน้อย
ใบหน้าซีดจางแต่ยังคงความอ่อนโยนที่เขาจำได้ดี
เขาวางถุงผลไม้และน้ำส้มไว้บนโต๊ะ
ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ข้างเตียง มองเธอเงียบ ๆ
มือข้างหนึ่งของเธอยื่นออกมานอกผ้าห่ม
นิ้วเรียวยังมีคราบหมึกจาง ๆ หลักฐานของการทำงานหนักที่เธอไม่เคยบ่น
เขาเอื้อมมือไปแตะเบา ๆ ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงความร้อนจากไข้
หัวใจเขาเหมือนจะถูกบีบแน่น
“นี่สินะ... เวลาที่กลัวจะสูญเสียใครสักคนจริง ๆ”
ค่ำวันนั้น ป้าของพริมออกไปทำธุระ เขาเลยอาสาอยู่เฝ้าให้ “จนกว่าเธอจะตื่น”
ในห้องเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมหายใจเบา ๆ กับนาฬิกาที่เดินช้า
เขานั่งมองเธอผ่านแสงโคมไฟอุ่น ๆ
เวลาผ่านไปทีละชั่วโมง เขาเริ่มง่วงแต่ไม่อยากหลับ
ตอนตีสอง เขายังนั่งอยู่ตรงนั้น จนหัวพิงโต๊ะหลับไปโดยไม่รู้ตัว
มือของเขายังวางอยู่ใกล้มือของเธอ ระยะที่เพียงขยับนิดเดียวก็จับถึง
เสียงนกร้องปลุกให้พริมค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
เธอมองเห็นร่างของคเชนทร์ที่ฟุบหลับอยู่ตรงโต๊ะ
ผมของเขายุ่งเหยิง เสื้อเปื้อนรอยกาแฟ แต่ใบหน้าดูสงบอย่างที่เธอไม่เคยเห็น
เธอยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน
“ขอบคุณนะ... ที่อยู่ตรงนี้”
เสียงของเธอเบาจนแทบกลืนไปกับลมหายใจ
คเชนทร์สะดุ้งตื่น พลางยกหัวขึ้น “พริม! เธอตื่นแล้วเหรอ เป็นไงบ้าง”
พริมยิ้มบาง “ดีขึ้นแล้ว... แต่เธอสิ นอนท่านั้นไม่เมื่อยเหรอ?”
“ไม่เมื่อยเลย” เขาตอบทันที “ขอแค่เห็นพริมตื่นมาผมก็หายง่วงแล้ว”
ทั้งคู่มองหน้ากันเงียบ ๆ
ในสายตานั้นไม่มีคำพูดใด ๆ แต่เต็มไปด้วยความผูกพันที่ไม่ต้องอธิบาย
ระหว่างที่พริมจิบข้าวต้มที่เขาต้มไว้ เธอพูดเบา ๆ
“พริมไม่คิดเลยนะว่าจะมีคนอยู่เฝ้าแบบนี้ ทั้งคืน”
“พริมอยู่กับผมทุกวันในร้านกาแฟ ผมจะปล่อยให้พริมนอนป่วยคนเดียวได้ยังไง”
พริมยิ้ม “คเชนทร์นี่พูดเหมือนพระเอกนิยายเลย”
“งั้นพริมเป็นนางเอกได้ไหมล่ะ”
เธอหัวเราะจนหน้าแดง แล้วพูดเบา ๆ “อย่าพูดแบบนั้นสิ... พริมเขินนะเนี่ย”
คเชนทร์มองเธอเงียบ ๆ รอยยิ้มของเธอในยามเช้าดูอบอุ่นกว่าดวงอาทิตย์
เขาคิดในใจว่า
“ถ้าโลกนี้มีเหตุผลเดียวที่ฉันถูกส่งกลับมา... อาจเป็นเพราะให้ฉันได้อยู่ตรงนี้ ในวันที่เธอต้องการใครสักคน”
ก่อนกลับ เขาเดินไปหยุดหน้าบ้าน มองต้นพุดริมรั้วที่เริ่มมีดอกขาวสะพรั่ง
พริมยืนอยู่ตรงระเบียง โบกมือให้พร้อมรอยยิ้ม
ภาพนั้นติดตาเขาไปทั้งวัน
คืนนั้น เขาเปิดสมุดบันทึกอีกครั้ง
และเขียนยาวกว่าทุกคืนที่ผ่านมา
“บางที ความสุขไม่ได้อยู่ในวันที่เราหัวเราะด้วยกัน
แต่อยู่ในวันที่เราเฝ้าดูใครบางคนหลับอย่างปลอดภัย
อยู่ในความเงียบ ที่เต็มไปด้วยความห่วงใย
อยู่ในวันที่ไม่มีเธอ แต่ใจฉันยังอยู่กับเธอเสมอ”
เขาวางปากกา ปิดสมุดลง แล้วเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดสนิท
ดาวบางดวงเริ่มส่องแสง
ราวกับกำลังตอบกลับสิ่งที่เขาเพิ่งเขียนลงไป