แสงแดดเช้าวันถัดมาอบอุ่นกว่าทุกวัน
พริมตื่นขึ้นมาพร้อมอาการดีขึ้นเล็กน้อย ไข้ลดลง แต่ยังอ่อนแรง
คเชนทร์นั่งอยู่ตรงข้ามเธอ มือถือแก้วกาแฟอุ่น ๆ ที่เขาชงเองจากครัวเล็ก ๆ หลังบ้าน
เขายิ้มให้เธอเบา ๆ
“วันนี้กลิ่นกาแฟไม่ขมแล้วนะ”
พริมยิ้มตอบ “อืม... กาแฟแก้วนี้มีความห่วงใยผสมอยู่ล่ะสิ”
ทั้งคู่หัวเราะออกมาพร้อมกัน
เป็นเสียงหัวเราะที่เบาและอ่อนโยนจนแสงแดดที่ลอดผ่านผ้าม่านดูนุ่มขึ้น
บนผนังห้องของพริมมีรูปถ่ายหลายใบ รูปเธอกับเพื่อน รูปในชุดนักเรียนมัธยม รูปกับแมวตัวหนึ่ง แต่รูปหนึ่งสะดุดตาคเชนทร์ที่สุดคือรูปพริมตอนเด็ก ๆ ยิ้มอยู่ข้างเตียงคนป่วย มือเธอจับมือหญิงวัยกลางคนที่นอนอยู่บนเตียงด้วยสายตาเต็มไปด้วยความรัก
คเชนทร์มองรูปนั้นอยู่พักใหญ่ จนพริมสังเกตเห็น
เธอเงียบไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดเบา ๆ
“นั่นแม่พริมเองค่ะ... ถ่ายก่อนที่แม่จะจากไปไม่นาน”
คำพูดนั้นทำให้เขาหยุดหายใจชั่วครู่
เสียงของพริมไม่สั่น แต่เต็มไปด้วยความสงบแปลก ๆ เหมือนผ่านการร้องไห้มามากพอจนไม่มีน้ำตาเหลือ
“แม่พริมป่วยเป็นโรคหัวใจค่ะ อยู่โรงพยาบาลเกือบปีเต็ม พริมอยู่เฝ้าเกือบทุกคืน”
เธอหยุดนิดหนึ่ง ก่อนยิ้มบาง ๆ “แม่ชอบให้พริมเล่าเรื่องตลกตอนเรียน บอกว่าเสียงหัวเราะของพริมช่วยให้หายเหนื่อย”
คเชนทร์เงียบ ฟังทุกคำราวกับกลัวทำลายช่วงเวลานั้น
“ตอนแม่เสีย พริมเพิ่งขึ้นปีหนึ่ง...” พริมพูดช้า ๆ
“คืนนั้น ฉันจับมือแม่ไว้แน่นมาก แต่สุดท้ายเครื่องวัดชีพจรก็หยุดแล้วเสียง ‘ปี๊ด’ ยาว ๆ มันยังติดอยู่ในหัวพริมจนทุกวันนี้”
เธอหลับตา สูดลมหายใจลึก
“ตั้งแต่วันนั้น ฉันบอกตัวเองว่าจะเป็นพยาบาลให้ได้”
คเชนทร์นั่งเงียบอยู่นาน เขามองเธอ แล้วพูดเบา ๆ
“เธอเก่งมากเลยนะ พริม... ที่ยังยิ้มได้หลังผ่านเรื่องแบบนั้น”
พริมยิ้มบาง ๆ
“บางครั้งคนเราก็ต้องยิ้มไว้ก่อน ถึงหัวใจจะยังร้องไห้อยู่ข้างในก็ตาม”
คำพูดนั้นเหมือนคมมีดที่ค่อย ๆ กรีดใจเขา ไม่ใช่เพราะสงสาร แต่เพราะเขาเพิ่งเข้าใจ
ว่ารอยยิ้มของเธอ ไม่ได้มาจากความสุขง่าย ๆ แต่มาจาก “ความเข้มแข็ง” ที่ฝังลึก
เขาเผลอพูดออกมาเบา ๆ
“พริมทำให้ผมรู้ว่า... การอยู่ข้างใครสักคนมันสำคัญขนาดไหน”
พริมเงยหน้ามองตาเขา ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยประกายอ่อนโยน
“งั้นคเชนทร์ก็รู้แล้วสิ ว่าทำไมพริมถึงชอบอยู่ในร้านกาแฟมากกว่าที่ไหน ๆ”
“เพราะที่นั่นมีผมอยู่หรือเปล่า” เขายิ้มแกล้งถาม
พริมหลุดหัวเราะ “ไม่ใช่หรอก... เพราะที่นั่น ฉันได้เห็นคนยิ้ม ได้ฟังเรื่องราวของพวกเขา มันเหมือนแม่ยังอยู่ตรงนี้ ผ่านลมหายใจของทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่”
คำพูดของเธอทำให้เขานิ่งงัน
“ผ่านลมหายใจของทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่”
ประโยคนั้นสะท้อนอยู่ในหัวเขานาน
เขาเพิ่งตระหนักว่า นี่คือเหตุผลที่พริมยิ้มให้ทุกคน แม้แต่กับคนแปลกหน้าในร้านกาแฟ
เพราะสำหรับเธอ... “ทุกชีวิตคือของขวัญที่แม่ฝากไว้ให้ดูแล”
คเชนทร์มองเธอด้วยแววตาที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ความรู้สึกบางอย่างในใจเริ่มขยายออกทีละน้อย
อบอุ่น อ่อนโยน และเปราะบาง
เขาอยากยื่นมือไปจับมือเธอ แต่ก็กลัวเธอจะรู้ว่าเขากำลังสั่น
เลยเพียงแค่พูดเบา ๆ
“ผมไม่รู้หรอกนะว่าจะอยู่ในชีวิตพริมได้นานแค่ไหน...
แต่ตราบใดที่ผมยังอยู่ ผมอยากเป็นลมหายใจของใครบางคน เหมือนที่พริมเป็น”
พริมเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้เกิดจากความเกรงใจ หรือมารยาท
แต่เป็นรอยยิ้มที่มาจากใจ
“ขอบคุณนะคเชนทร์... ที่พูดแบบนั้น”
หลังจากวันนั้น พริมฟื้นตัวเร็วขึ้น
แต่คเชนทร์กลับยังอยู่ดูแลต่ออีกหลายวัน ทั้งที่เธอไม่ต้องการพยาบาลพิเศษอีกแล้ว
เขาทำอาหารให้ ล้างถ้วย จัดห้อง อ่านหนังสือพยาบาลกับเธอ
และในบางคืน ทั้งคู่ก็นั่งฟังเสียงฝนด้วยกันโดยไม่พูดอะไร
ไม่ต้องมีคำว่ารัก ไม่ต้องจับมือ
แค่รู้ว่ามีใครอยู่ข้าง ๆ ก็เพียงพอแล้ว
ค่ำวันหนึ่ง ขณะช่วยพริมเก็บผ้าที่ระเบียง
เธอพูดขึ้นเบา ๆ โดยไม่หันมา
“คเชนทร์... เธอเคยกลัวการสูญเสียไหม”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบ
“เคยสิ ตอนที่รู้ว่าแม่ผมจากไป ผมไม่ร้องนะ แค่รู้สึกว่า...โลกมันเงียบเกินไป”
“พริมก็รู้สึกแบบนั้น” พริมพูดช้า ๆ “แต่พริมไม่อยากให้ใครต้องรู้สึกแบบนั้นอีกเลย”
คเชนทร์มองเธอ เงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดอย่างจริงใจ
“งั้นผมจะอยู่ข้างพริม... จนกว่าพริมจะหายกลัว”
พริมเงียบ ก่อนจะพูดเบา ๆ “ขอบคุณนะ”
รุ่งเช้า พริมลุกขึ้นมาชงกาแฟแก้วแรกหลังหายป่วย
เธอยื่นแก้วให้เขา “ลองสิ วันนี้พริมตั้งใจชงที่สุดเลย”
เขารับมา สูดกลิ่นกาแฟที่หอมละมุน
“รสนี้ไม่เหมือนทุกวันเลยนะ”
“เพราะวันนี้มีความสุขผสมอยู่มั้ง” เธอยิ้ม
คเชนทร์หัวเราะเบา ๆ “งั้นขออีกแก้วสิ เผื่อผมจะได้ความสุขเพิ่มอีกหน่อย”
เธอส่ายหน้า “โลภจัง” แต่แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน
เย็นวันนั้น ก่อนเขากลับ พริมเดินมาส่งที่หน้าบ้าน
ลมเย็นพัดกลิ่นดอกพุดจากรั้ว
พริมพูดเบา ๆ
“คเชนทร์รู้ไหม พริมดีใจที่ไม่ต้องอยู่คนเดียวตอนป่วย”
คเชนทร์ยิ้ม “งั้นครั้งหน้าไม่ต้องรอให้ป่วยหรอก แค่ไม่สบายใจ ผมก็จะอยู่ตรงนี้เหมือนเดิม”
เธอหัวเราะเบา ๆ
“อย่าพูดแบบนี้สิ เดี๋ยวใจพริมเต้นแรง”
เขาหัวเราะตอบ “ก็ให้มันเต้นไปสิ อย่างน้อยเราจะได้รู้ว่า...เรายังมีลมหายใจอยู่ด้วยกัน”
พริมมองหน้าเขาเงียบ ๆ ก่อนพูดเบา ๆ
“ลมหายใจของใครบางคน... มันมีค่าจริง ๆ นะคเชนทร์”
และในวินาทีนั้น เขาเพิ่งเข้าใจ —
เธอไม่ได้พูดถึงแม่ หรือใครอื่น
แต่หมายถึง “เขา”