ตอนที่ 11 – แสงจากวันเก่า

1627 Words
ฝนตกในคืนที่ไม่มีพายุ... เสียงหยดน้ำที่กระทบหลังคาเรียบ ๆ ทำให้คเชนทร์นึกถึงบางอย่าง — บางอย่างที่เหมือน “แสงจ้า” ส่องผ่านม่านหมอกในหัวของเขา ช่วงหลัง ๆ นี้ เขาฝันถึงภาพเดิมซ้ำ ๆ โต๊ะทำงานไม้สีเข้มในห้องสมัยทำงานบริษัทใหญ่ หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่แสดงตัวเลขสีแดงกะพริบ และเสียงโทรศัพท์ที่ดังไม่หยุด...ก่อนที่ภาพทั้งหมดจะดับวูบลงเหมือนไฟดับ เขาตื่นขึ้นมาด้วยเหงื่อที่ชื้นเต็มแผ่นหลัง หัวใจเต้นรัวทั้งที่ไม่มีเหตุผล เขาไม่รู้ว่าฝันเหล่านั้นคืออดีตหรืออนาคต แต่ทุกครั้งที่หลับตา ภาพเหล่านั้น “ชัดขึ้น” เรื่อย ๆ ชัดเสียจนเขาเริ่มรู้สึกกลัว คเชนทร์มาถึงร้านกาแฟของพริมในเช้าวันอังคาร อากาศข้างนอกยังเย็นและชื้นจากฝนเมื่อคืน กลิ่นดินผสมกลิ่นกาแฟลอยอยู่ในอากาศ พริมยกถ้วยลาเต้มาเสิร์ฟให้เขาตามเคย “วันนี้คเชนทร์ดูไม่ค่อยสดใสเลยนะคะ” “เมื่อคืนฝันแปลกนิดหน่อย” เขาตอบเรียบ ๆ “ฝันดีหรือฝันร้ายคะ” “มัน...เหมือนจริงเกินไปจนไม่แน่ใจครับ” พริมเงียบไปครู่ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ “บางทีความฝันอาจไม่ได้อยากให้เรากลัว แต่อยากให้เราจำบางอย่างไว้ก็ได้” คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่กลับทำให้หัวใจเขาสะดุด เหมือนเธอรู้ว่าเขากำลังหลงอยู่ในเส้นแบ่งบางระหว่าง “ความจริง” และ “ความฝัน” ช่วงบ่าย เขาไปที่มหาวิทยาลัยเก่าเพื่อเยี่ยมเพื่อนร่วมรุ่นชื่อ ภู ชายหนุ่มที่ในความทรงจำของเขา...เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อ 30 ปีก่อน เขายืนมองเพื่อนพูดคุยหัวเราะกับกลุ่มเพื่อนตรงลานคณะ ทุกอย่างดูปกติและสดใสจนใจหาย “อีกสามวัน...” เขาพึมพำเบา ๆ เขาจำได้แม่น — อีกสามวันจะเกิดฝนตกหนัก และภูจะขับรถกลับบ้านในคืนนั้น...ไม่ถึงบ้าน เขานั่งนิ่งอยู่ใต้ต้นจามจุรี รอจนเพื่อนแยกจากกลุ่มแล้วเดินเข้าไปหา “เฮ้ ภู” “อ้าว เชน! ไม่เห็นมาหลายวันเลย เป็นไงวะ” “ก็เรื่อย ๆ แค่...อยากบอกอะไรนายหน่อย” “อะไร ทำไมดูจริงจังขนาดนั้นวะ” คเชนทร์สบตาเพื่อน — แววตาไร้เดียงสา เต็มไปด้วยชีวิตที่ยังไม่รู้ชะตากรรม เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพูด “ถ้าฝนตกหนัก...อย่าขับรถนะ เอาจริง ๆ นะภู ฉันฝันไม่ดี” ภูหัวเราะเบา ๆ “โห เชน เพิ่งรู้ว่านายก็เชื่อเรื่องฝันด้วย” “ฉันแค่ไม่อยากให้นายเป็นอะไร” น้ำเสียงนั้นจริงจังจนภูชะงักไป ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ “เออ ๆ ไม่ขับก็ได้ เดี๋ยวอยู่บ้านแม่แทน” คเชนทร์ยิ้มจาง ๆ ไม่แน่ใจว่าตัวเองทำถูกหรือเปล่า แต่หัวใจเขาเบาลงราวกับได้วางหินก้อนหนึ่งลงจากบ่า สามวันต่อมา... ฝนตกหนักอย่างที่เขาจำได้ทุกประการ แต่ข่าวอุบัติเหตุที่ควรจะเกิดขึ้น “ไม่มี” ภูโทรมาหาเขาในตอนค่ำ เสียงหัวเราะดังลอดสาย “เชน นายแม่งโคตรแม่นเลยว่ะ ฝนตกโคตรแรง ฉันเลยนอนบ้านแม่จริง ๆ ฮ่า ๆ ๆ” คเชนทร์ยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ แต่ในขณะเดียวกัน เขากลับรู้สึก “บางอย่างขาดหายไป” ไม่ใช่ความกลัว...แต่เป็นความสับสน เหมือนโลกใบนี้ “นิ่งผิดปกติ” ไปชั่วขณะ เสียงฝนหยุดกะทันหัน ไฟในห้องกระพริบวูบหนึ่ง แล้วทุกอย่างกลับมาเงียบสงัด เขามองออกไปนอกหน้าต่าง มีแสงบางอย่างวาบขึ้นบนฟ้า — แสงสีเงินระยับเหมือนสะเก็ดฝัน วินาทีนั้น เขารู้สึกได้ถึง “แรงสั่นสะเทือน” ในอก เหมือนเส้นบาง ๆ ของความจริงกำลังถูกกระตุก เช้าวันรุ่งขึ้น เขากลับมาที่ร้านกาแฟอีกครั้ง พริมมองหน้าเขาแล้วถาม “เมื่อคืนคเชนทร์เห็นแสงประหลาดบนฟ้าไหมคะ?” คเชนทร์ชะงัก “พริมก็เห็นเหรอ?” “ใช่ค่ะ ตอนนั้นฝนเพิ่งหยุดพอดี เหมือนมีอะไรแวบ ๆ ในอากาศ พริมคิดว่าตัวเองตาฝาดเสียอีก” เขายิ้มจาง ๆ “บางทีอาจจะเป็นเพียง...แสงจากวันเก่าก็ได้” พริมเงียบไปชั่วครู่ “วันเก่า...ที่คุณยังจำมันอยู่ใช่ไหมคะ” คเชนทร์พยักหน้า “และบางครั้งผมก็ไม่แน่ใจว่า ผมควรจะจำมันไว้ หรือปล่อยให้มันหายไป” พริมยิ้มอ่อนโยน “ความทรงจำมันเหมือนแสงค่ะ ถึงจะหายไปแต่ก็ยังทิ้งร่องรอยไว้เสมอ” เขามองเธอนิ่ง ๆ แล้วหัวใจกลับอุ่นอย่างบอกไม่ถูก คำพูดของหญิงสาวคนนี้...มักทำให้เขา “สงบ” ได้ในเวลาที่โลกกำลังสั่นไหว เสียงฝนเริ่มตกอีกครั้งในเย็นวันนั้น และในเงาฝน เขาเห็นเงาของตัวเองสะท้อนในกระจก แววตาในกระจกไม่ใช่ของเด็กหนุ่มอายุ 21 — แต่เป็นแววตาของชายวัย 50 ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและการรอคอยบางอย่าง... วันที่ “ภู” รอดชีวิตจากอุบัติเหตุ คเชนทร์เริ่มรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง มันเริ่มจากสิ่งเล็กน้อย... เสียงนาฬิกาที่เคยเดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ กลับกระตุกขาดตอนทุกครั้งที่เขาเหม่อ ใบไม้หน้าร้านกาแฟที่เคยเป็นต้นชบาสีชมพู กลับกลายเป็นดอกสีขาวในเช้าวันถัดมา และที่น่าประหลาดที่สุด — พริมเคยเล่าว่าเธอมีน้องสาวชื่อ พาย แต่เช้าวันนี้ เธอกลับพูดว่า “พริมมีพี่สาวค่ะ” ราวกับเรื่องเดิมไม่เคยมีอยู่จริง เขาไม่กล้าถาม...เพียงยิ้มรับอย่างแผ่วเบา แต่ในใจกลับเต้นแรงเหมือนจะทะลุออกมานอกอก “หรือการช่วยเพื่อนครั้งนั้น...กำลังทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป?” คืนนั้นใต้แสงไฟสลัว เสียงจักจั่นแผ่วเบาในอากาศเย็นและกลิ่นฝนตกใหม่ ๆ คเชนทร์เปิดสมุดบันทึกที่เขาเริ่มเขียนไว้ตั้งแต่ย้อนกลับมาในร่างนี้ — หน้าแรกเต็มไปด้วยตัวหนังสือสวยงาม เป็นรายการสิ่งที่เขา “อยากแก้ไข” แต่บรรทัดสุดท้ายในหน้าที่ 3...เขาจำได้ว่าไม่เคยเขียน “อย่าลืม...ว่าทุกการช่วยเหลือคือการสูญเสียบางสิ่ง” เขานิ่งมองอยู่นาน นิ้วชี้ลูบตามลายหมึกที่ดูเหมือนเพิ่งแห้ง หัวใจเขาเย็นวาบ — ราวกับข้อความนั้นไม่ได้เขียนโดยตัวเอง แต่โดย “อีกคนหนึ่ง” ที่รู้อนาคตของโลกนี้ดีกว่าเขา วันต่อมา เขาไปที่ร้านกาแฟตามเคย พริมกำลังจัดดอกไม้ตรงเคาน์เตอร์ สีหน้าสดใสจนห้องทั้งห้องดูอบอุ่นขึ้นทันตา “คเชนทร์ชอบดอกไม้มั้ยคะ?” เธอถามโดยไม่หันมา “ผมไม่เคยคิดถึงมัน...แต่ช่วงนี้เริ่มชอบกลิ่นมันขึ้นมาแล้ว” “กลิ่นดอกไม้บางชนิดเหมือนความทรงจำค่ะ หอมตอนแรกแต่ก็จางเร็ว” เขายิ้ม “แต่บางความทรงจำ...ไม่เคยจางเลยนะครับ” พริมเงียบครู่หนึ่ง ก่อนหันมามองตาเขา — “คเชนทร์กำลังพูดถึงอดีต...หรืออนาคตคะ?” คำถามนั้นทำให้เขาหยุดหายใจไปชั่วขณะ สายตาของเธอเต็มไปด้วยความอ่อนโยน แต่ในแววตานั้นมี “ความรู้” บางอย่างที่เขาอธิบายไม่ได้ เหมือนเธอ “รู้ทั้งหมด” ตั้งแต่แรก เย็นวันนั้น เขาแวะไปหาภูอีกครั้ง แต่หอพักที่เคยอยู่กลับกลายเป็นอาคารเก่า ๆ ปิดตาย ป้ายชื่อ “ภู” ที่เคยติดอยู่หน้าห้องกลับกลายเป็น “ภูธร” และปีเรียนไม่ตรงกับที่เขาจำได้ คเชนทร์เริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังหลงอยู่ในเงาสะท้อนของอดีต ทุกอย่างยังเหมือนเดิม...แต่ไม่ใช่ทั้งหมด คืนนั้นเขากลับถึงบ้าน ฝนตกอีกครั้ง เสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง แต่แสงวาบกลางท้องฟ้ากลับไม่ใช่ฟ้าแลบธรรมดา — มันเป็นเส้นแสงสีเงินพาดผ่านแนวขอบฟ้า คล้ายเส้นรอยแยกในกระจก เขารีบหลับตา...และในชั่วขณะนั้น เขาเห็นภาพตัวเองใน “อีกโลกหนึ่ง” ชายวัย 50 ปีนอนนิ่งอยู่บนเตียงโรงพยาบาล มีเสียงเครื่องวัดชีพจรดัง “ปี๊บ...ปี๊บ...” อย่างต่อเนื่อง และหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างเตียงนั้น...น้ำตาคลอเบ้า เธอกุมมือเขาไว้แน่น — มือเดียวกับที่ตอนนี้เขากำลังยกขึ้นแตะอกในโลกวัยหนุ่ม “พริม...” เขาพึมพำชื่อเธออย่างแผ่วเบา ภาพนั้นจางหายไปพร้อมกับเสียงฟ้าร้องสุดท้ายของค่ำคืน เขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง...น้ำตาเอ่อโดยไม่รู้ตัว เช้าวันต่อมา เขาไปที่ร้านกาแฟเหมือนเดิม แต่ในร้านกลับไม่มีลูกค้า ไม่มีเสียงเพลง ไม่มีแม้แต่พริม เขาเดินเข้าไปช้า ๆ ทุกอย่างยังอยู่ครบเหมือนเมื่อวาน — แก้วกาแฟที่เธอใช้ ดอกไม้ที่เพิ่งจัด แต่เหนือเคาน์เตอร์ มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยอยู่ตรงนั้นมาก่อน ร่มคันเดิม ที่พริมเคยยื่นให้ในวันที่ฝนตกหนัก... ตอนนั้นเธอบอกว่า “ร่มคันเดียวอาจกันฝนได้ แต่กันเหงาไม่ได้หรอก” ตอนนี้ มันพิงอยู่กับโต๊ะอย่างเงียบงัน — และมีป้ายเล็ก ๆ ผูกไว้ที่ด้ามร่ม เขียนด้วยลายมือที่เขาจำได้ขึ้นใจ “อย่ากลัวแสงจากวันเก่าเลยนะคะ... เพราะบางทีมันอาจพาเรากลับบ้านได้” เสียงลมพัดเบา ๆ กลิ่นลาเต้หอมอ่อน ๆ ลอยมากับอากาศ และในเงาแสงสะท้อนตรงกระจก — เขาเห็นภาพของพริมยืนยิ้มอยู่ตรงนั้น เพียงครู่เดียว...ก่อนจะหายไปพร้อมละอองฝน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD