ฝนตกในคืนที่ไม่มีพายุ...
เสียงหยดน้ำที่กระทบหลังคาเรียบ ๆ ทำให้คเชนทร์นึกถึงบางอย่าง —
บางอย่างที่เหมือน “แสงจ้า” ส่องผ่านม่านหมอกในหัวของเขา
ช่วงหลัง ๆ นี้ เขาฝันถึงภาพเดิมซ้ำ ๆ
โต๊ะทำงานไม้สีเข้มในห้องสมัยทำงานบริษัทใหญ่
หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่แสดงตัวเลขสีแดงกะพริบ
และเสียงโทรศัพท์ที่ดังไม่หยุด...ก่อนที่ภาพทั้งหมดจะดับวูบลงเหมือนไฟดับ
เขาตื่นขึ้นมาด้วยเหงื่อที่ชื้นเต็มแผ่นหลัง
หัวใจเต้นรัวทั้งที่ไม่มีเหตุผล เขาไม่รู้ว่าฝันเหล่านั้นคืออดีตหรืออนาคต
แต่ทุกครั้งที่หลับตา ภาพเหล่านั้น “ชัดขึ้น” เรื่อย ๆ
ชัดเสียจนเขาเริ่มรู้สึกกลัว
คเชนทร์มาถึงร้านกาแฟของพริมในเช้าวันอังคาร
อากาศข้างนอกยังเย็นและชื้นจากฝนเมื่อคืน กลิ่นดินผสมกลิ่นกาแฟลอยอยู่ในอากาศ
พริมยกถ้วยลาเต้มาเสิร์ฟให้เขาตามเคย
“วันนี้คเชนทร์ดูไม่ค่อยสดใสเลยนะคะ”
“เมื่อคืนฝันแปลกนิดหน่อย” เขาตอบเรียบ ๆ
“ฝันดีหรือฝันร้ายคะ”
“มัน...เหมือนจริงเกินไปจนไม่แน่ใจครับ”
พริมเงียบไปครู่ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ “บางทีความฝันอาจไม่ได้อยากให้เรากลัว แต่อยากให้เราจำบางอย่างไว้ก็ได้”
คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่กลับทำให้หัวใจเขาสะดุด
เหมือนเธอรู้ว่าเขากำลังหลงอยู่ในเส้นแบ่งบางระหว่าง “ความจริง” และ “ความฝัน”
ช่วงบ่าย เขาไปที่มหาวิทยาลัยเก่าเพื่อเยี่ยมเพื่อนร่วมรุ่นชื่อ ภู
ชายหนุ่มที่ในความทรงจำของเขา...เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อ 30 ปีก่อน
เขายืนมองเพื่อนพูดคุยหัวเราะกับกลุ่มเพื่อนตรงลานคณะ
ทุกอย่างดูปกติและสดใสจนใจหาย
“อีกสามวัน...” เขาพึมพำเบา ๆ
เขาจำได้แม่น — อีกสามวันจะเกิดฝนตกหนัก และภูจะขับรถกลับบ้านในคืนนั้น...ไม่ถึงบ้าน
เขานั่งนิ่งอยู่ใต้ต้นจามจุรี รอจนเพื่อนแยกจากกลุ่มแล้วเดินเข้าไปหา
“เฮ้ ภู”
“อ้าว เชน! ไม่เห็นมาหลายวันเลย เป็นไงวะ”
“ก็เรื่อย ๆ แค่...อยากบอกอะไรนายหน่อย”
“อะไร ทำไมดูจริงจังขนาดนั้นวะ”
คเชนทร์สบตาเพื่อน — แววตาไร้เดียงสา เต็มไปด้วยชีวิตที่ยังไม่รู้ชะตากรรม
เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพูด
“ถ้าฝนตกหนัก...อย่าขับรถนะ เอาจริง ๆ นะภู ฉันฝันไม่ดี”
ภูหัวเราะเบา ๆ “โห เชน เพิ่งรู้ว่านายก็เชื่อเรื่องฝันด้วย”
“ฉันแค่ไม่อยากให้นายเป็นอะไร”
น้ำเสียงนั้นจริงจังจนภูชะงักไป
ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ “เออ ๆ ไม่ขับก็ได้ เดี๋ยวอยู่บ้านแม่แทน”
คเชนทร์ยิ้มจาง ๆ ไม่แน่ใจว่าตัวเองทำถูกหรือเปล่า
แต่หัวใจเขาเบาลงราวกับได้วางหินก้อนหนึ่งลงจากบ่า
สามวันต่อมา...
ฝนตกหนักอย่างที่เขาจำได้ทุกประการ
แต่ข่าวอุบัติเหตุที่ควรจะเกิดขึ้น “ไม่มี”
ภูโทรมาหาเขาในตอนค่ำ เสียงหัวเราะดังลอดสาย
“เชน นายแม่งโคตรแม่นเลยว่ะ ฝนตกโคตรแรง ฉันเลยนอนบ้านแม่จริง ๆ ฮ่า ๆ ๆ”
คเชนทร์ยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ
แต่ในขณะเดียวกัน เขากลับรู้สึก “บางอย่างขาดหายไป”
ไม่ใช่ความกลัว...แต่เป็นความสับสน เหมือนโลกใบนี้ “นิ่งผิดปกติ” ไปชั่วขณะ
เสียงฝนหยุดกะทันหัน
ไฟในห้องกระพริบวูบหนึ่ง แล้วทุกอย่างกลับมาเงียบสงัด
เขามองออกไปนอกหน้าต่าง
มีแสงบางอย่างวาบขึ้นบนฟ้า — แสงสีเงินระยับเหมือนสะเก็ดฝัน
วินาทีนั้น เขารู้สึกได้ถึง “แรงสั่นสะเทือน” ในอก
เหมือนเส้นบาง ๆ ของความจริงกำลังถูกกระตุก
เช้าวันรุ่งขึ้น เขากลับมาที่ร้านกาแฟอีกครั้ง
พริมมองหน้าเขาแล้วถาม
“เมื่อคืนคเชนทร์เห็นแสงประหลาดบนฟ้าไหมคะ?”
คเชนทร์ชะงัก “พริมก็เห็นเหรอ?”
“ใช่ค่ะ ตอนนั้นฝนเพิ่งหยุดพอดี เหมือนมีอะไรแวบ ๆ ในอากาศ พริมคิดว่าตัวเองตาฝาดเสียอีก”
เขายิ้มจาง ๆ “บางทีอาจจะเป็นเพียง...แสงจากวันเก่าก็ได้”
พริมเงียบไปชั่วครู่ “วันเก่า...ที่คุณยังจำมันอยู่ใช่ไหมคะ”
คเชนทร์พยักหน้า “และบางครั้งผมก็ไม่แน่ใจว่า ผมควรจะจำมันไว้ หรือปล่อยให้มันหายไป”
พริมยิ้มอ่อนโยน “ความทรงจำมันเหมือนแสงค่ะ ถึงจะหายไปแต่ก็ยังทิ้งร่องรอยไว้เสมอ”
เขามองเธอนิ่ง ๆ แล้วหัวใจกลับอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
คำพูดของหญิงสาวคนนี้...มักทำให้เขา “สงบ” ได้ในเวลาที่โลกกำลังสั่นไหว
เสียงฝนเริ่มตกอีกครั้งในเย็นวันนั้น
และในเงาฝน เขาเห็นเงาของตัวเองสะท้อนในกระจก
แววตาในกระจกไม่ใช่ของเด็กหนุ่มอายุ 21 —
แต่เป็นแววตาของชายวัย 50 ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและการรอคอยบางอย่าง...
วันที่ “ภู” รอดชีวิตจากอุบัติเหตุ
คเชนทร์เริ่มรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
มันเริ่มจากสิ่งเล็กน้อย...
เสียงนาฬิกาที่เคยเดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ กลับกระตุกขาดตอนทุกครั้งที่เขาเหม่อ
ใบไม้หน้าร้านกาแฟที่เคยเป็นต้นชบาสีชมพู กลับกลายเป็นดอกสีขาวในเช้าวันถัดมา
และที่น่าประหลาดที่สุด — พริมเคยเล่าว่าเธอมีน้องสาวชื่อ พาย
แต่เช้าวันนี้ เธอกลับพูดว่า “พริมมีพี่สาวค่ะ” ราวกับเรื่องเดิมไม่เคยมีอยู่จริง
เขาไม่กล้าถาม...เพียงยิ้มรับอย่างแผ่วเบา
แต่ในใจกลับเต้นแรงเหมือนจะทะลุออกมานอกอก
“หรือการช่วยเพื่อนครั้งนั้น...กำลังทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป?”
คืนนั้นใต้แสงไฟสลัว
เสียงจักจั่นแผ่วเบาในอากาศเย็นและกลิ่นฝนตกใหม่ ๆ
คเชนทร์เปิดสมุดบันทึกที่เขาเริ่มเขียนไว้ตั้งแต่ย้อนกลับมาในร่างนี้ —
หน้าแรกเต็มไปด้วยตัวหนังสือสวยงาม เป็นรายการสิ่งที่เขา “อยากแก้ไข”
แต่บรรทัดสุดท้ายในหน้าที่ 3...เขาจำได้ว่าไม่เคยเขียน
“อย่าลืม...ว่าทุกการช่วยเหลือคือการสูญเสียบางสิ่ง”
เขานิ่งมองอยู่นาน นิ้วชี้ลูบตามลายหมึกที่ดูเหมือนเพิ่งแห้ง
หัวใจเขาเย็นวาบ — ราวกับข้อความนั้นไม่ได้เขียนโดยตัวเอง
แต่โดย “อีกคนหนึ่ง” ที่รู้อนาคตของโลกนี้ดีกว่าเขา
วันต่อมา เขาไปที่ร้านกาแฟตามเคย
พริมกำลังจัดดอกไม้ตรงเคาน์เตอร์ สีหน้าสดใสจนห้องทั้งห้องดูอบอุ่นขึ้นทันตา
“คเชนทร์ชอบดอกไม้มั้ยคะ?” เธอถามโดยไม่หันมา
“ผมไม่เคยคิดถึงมัน...แต่ช่วงนี้เริ่มชอบกลิ่นมันขึ้นมาแล้ว”
“กลิ่นดอกไม้บางชนิดเหมือนความทรงจำค่ะ หอมตอนแรกแต่ก็จางเร็ว”
เขายิ้ม “แต่บางความทรงจำ...ไม่เคยจางเลยนะครับ”
พริมเงียบครู่หนึ่ง ก่อนหันมามองตาเขา —
“คเชนทร์กำลังพูดถึงอดีต...หรืออนาคตคะ?”
คำถามนั้นทำให้เขาหยุดหายใจไปชั่วขณะ
สายตาของเธอเต็มไปด้วยความอ่อนโยน แต่ในแววตานั้นมี “ความรู้” บางอย่างที่เขาอธิบายไม่ได้
เหมือนเธอ “รู้ทั้งหมด” ตั้งแต่แรก
เย็นวันนั้น เขาแวะไปหาภูอีกครั้ง
แต่หอพักที่เคยอยู่กลับกลายเป็นอาคารเก่า ๆ ปิดตาย
ป้ายชื่อ “ภู” ที่เคยติดอยู่หน้าห้องกลับกลายเป็น “ภูธร” และปีเรียนไม่ตรงกับที่เขาจำได้
คเชนทร์เริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังหลงอยู่ในเงาสะท้อนของอดีต
ทุกอย่างยังเหมือนเดิม...แต่ไม่ใช่ทั้งหมด
คืนนั้นเขากลับถึงบ้าน ฝนตกอีกครั้ง
เสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง แต่แสงวาบกลางท้องฟ้ากลับไม่ใช่ฟ้าแลบธรรมดา —
มันเป็นเส้นแสงสีเงินพาดผ่านแนวขอบฟ้า คล้ายเส้นรอยแยกในกระจก
เขารีบหลับตา...และในชั่วขณะนั้น เขาเห็นภาพตัวเองใน “อีกโลกหนึ่ง”
ชายวัย 50 ปีนอนนิ่งอยู่บนเตียงโรงพยาบาล
มีเสียงเครื่องวัดชีพจรดัง “ปี๊บ...ปี๊บ...” อย่างต่อเนื่อง
และหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างเตียงนั้น...น้ำตาคลอเบ้า
เธอกุมมือเขาไว้แน่น — มือเดียวกับที่ตอนนี้เขากำลังยกขึ้นแตะอกในโลกวัยหนุ่ม
“พริม...” เขาพึมพำชื่อเธออย่างแผ่วเบา
ภาพนั้นจางหายไปพร้อมกับเสียงฟ้าร้องสุดท้ายของค่ำคืน
เขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง...น้ำตาเอ่อโดยไม่รู้ตัว
เช้าวันต่อมา เขาไปที่ร้านกาแฟเหมือนเดิม
แต่ในร้านกลับไม่มีลูกค้า ไม่มีเสียงเพลง ไม่มีแม้แต่พริม
เขาเดินเข้าไปช้า ๆ
ทุกอย่างยังอยู่ครบเหมือนเมื่อวาน — แก้วกาแฟที่เธอใช้ ดอกไม้ที่เพิ่งจัด
แต่เหนือเคาน์เตอร์ มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยอยู่ตรงนั้นมาก่อน
ร่มคันเดิม ที่พริมเคยยื่นให้ในวันที่ฝนตกหนัก...
ตอนนั้นเธอบอกว่า “ร่มคันเดียวอาจกันฝนได้ แต่กันเหงาไม่ได้หรอก”
ตอนนี้ มันพิงอยู่กับโต๊ะอย่างเงียบงัน —
และมีป้ายเล็ก ๆ ผูกไว้ที่ด้ามร่ม เขียนด้วยลายมือที่เขาจำได้ขึ้นใจ
“อย่ากลัวแสงจากวันเก่าเลยนะคะ... เพราะบางทีมันอาจพาเรากลับบ้านได้”
เสียงลมพัดเบา ๆ
กลิ่นลาเต้หอมอ่อน ๆ ลอยมากับอากาศ
และในเงาแสงสะท้อนตรงกระจก — เขาเห็นภาพของพริมยืนยิ้มอยู่ตรงนั้น
เพียงครู่เดียว...ก่อนจะหายไปพร้อมละอองฝน