ฝนยังไม่เลิกพรำ แต่เสียงมันเบาลงเป็นจังหวะที่คุ้นเคยเหมือนการหายใจช้า ๆ ของโลก เช้าวันใหม่ถูกเปิดด้วยไอร้อนจากแก้วลาเต้ที่อุ่นมือ คเชนทร์นั่งซึมอยู่หน้าต่างบานใหญ่ในร้านเก่าแสนคุ้น เขาจับขอบแก้วแน่นโดยไม่รู้ตัว รู้สึกว่าทุกหยดไอน้ำที่ลอยขึ้นมานั้นเหมือนข้อความเล็ก ๆ ที่โลกส่งมาให้เขาอ่าน
ช่วงสองสามวันมานี้ เรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า — ข่าวที่เขาเห็นในความฝันเกิดขึ้นจริง ข่าวหนึ่งเกี่ยวกับสะพานที่ร้าวเล็ก ๆ แล้วกลายเป็นข่าวซ่อมฉุกเฉิน ข่าวอีกชิ้นเกี่ยวกับคนขับมอเตอร์ไซค์ชนที่สี่แยกใกล้ตลาด และบางทีที่ทำให้ใจเขาสั่นที่สุดคือ ชื่อคนบางคนที่เขานึกไม่ออกกลับโผล่ขึ้นในความฝันพร้อมกับรายละเอียดที่ชัดเจนจนน่ากลัว
วันนี้เขาเล่าให้เพื่อนบางคนฟังในห้องสมุด — แบบเล่น ๆ ว่า "ฝันเห็น" เพื่อน ๆ หัวเราะแล้วท้าให้ทายหวย แต่สายตาของพริมที่ปรากฏลอย ๆ ในหัวเขาตอนนั้นไม่ใช่สายตาหัวเราะ แต่กลับเป็นสายตาที่ตั้งคำถาม เธอดูเหมือนคนที่สังเกตคนอื่นอย่างละเอียด และไม่กลัวความจริง
หลังเลิกเรียน เขาไปที่ม้านั่งเก่าใต้ต้นไทร พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นฉากของการดื่มเบียร์และเสียงหัวเราะตอนทำงานกลุ่มเมื่อตอนอายุยี่สิบ เป็นที่ที่ความชอบไม่มีเหตุผล เคยมีคืนสำคัญที่เขาหลงทางในความสำเร็จ แต่วันนี้ เขาหวังเพียงจะได้ยินเสียงโทรศัพท์จากเพื่อนว่า “ไม่เป็นไร ฉันอยู่บ้านแม่คืนนี้” มากกว่าความภาคภูมิใจใดใด
เพื่อนกลุ่มหนึ่งเดินผ่านมา มึงยังดูจริงจังกว่าปกติ เพื่อนคนหนึ่งพูดเสียงดัง “เชน นายรู้อนาคตหรือไงวะ เมื่อเช้านายเดาถูกหมด!”
คเชนทร์ยิ้มแห้ง ๆ แล้วย่นไหล่ “ก็แค่ฝันเห็นน่ะ” คำตอบง่าย ๆ ที่เขาพูดเพื่อไม่ให้ใครสงสัย แต่ในใจกลับดังก้องด้วยคำถามว่า “ถ้ามันไม่ใช่ฝันล้วน ๆ ล่ะ?”
คืนวันนั้น เขาเปิดสมุดบันทึกเล่มเก่าอีกครั้ง — สมุดที่เริ่มจดเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ตั้งแต่วันแรกที่เขาลืมตาในร่างหนุ่ม ตัวอักษรบางบรรทัดแข็งแรง เขียนด้วยมือที่เหมือนคนที่พยายามยึดความเป็นจริงไว้ไม่ให้ลื่นไหล พื้นที่ว่างในหน้ากระดาษสะท้อนความว่างเปล่าในอกของเขา
"19 กรกฎาคม — ฝันเห็นข่าวอุบัติเหตุที่ปากซอย 7; บ่ายข่าวจริง เศษแก้วแตก รถติด"
"21 กรกฎาคม — เห็นภาพเพื่อนชื่อภูขับรถกลับบ้าน เสียงหัวเราะ... ตื่นมาได้ยินภูโทรบอกว่าอยู่บ้านแม่จริง"
เขาอ่านบันทึกแล้วส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย แต่ก้มลงจดต่อ "เสียงผู้หญิงเรียก 'คเชนทร์...ตื่น' ในฝัน — รู้สึกคุ้นชินจนน่ากลัว"
คำว่า “ตื่น” วนเวียนในหัวเขาเป็นคำเตือนหรือเชื้อเชิญ เขาลองตั้งคำถามกับตัวเองหลายครั้ง — ถ้าเขารู้เหตุการณ์ล่วงหน้า เขาควรหยุดหรือเปลี่ยนเหตุการณ์เหล่านั้นไหม ถ้าการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำให้ชีวิตคนบางคนเปลี่ยนไป เขาจะยอมแลกด้วยอะไรได้บ้าง
วันหนึ่งในช่วงบ่าย แสงอ่อนลอดผ่านม่านฝนและตั้งเป็นคัทเตอร์ทำให้ไอน้ำในอากาศระยับเป็นเศษแสง พริมยืนหลังเคาน์เตอร์ เธอชงกาแฟด้วยท่าทางนิ่งสงบ มือที่คุ้นกับแก้ว เธอฟังลูกค้าพูด เธอยิ้ม เธอแค่ทำงานของตัวเอง แต่สำหรับคเชนทร์ ทุกการเคลื่อนไหวของเธอเป็นบทบรรยายความสงบที่เขาอยากเรียนรู้
“คเชนทร์ พริมทำเมนูใหม่ลองชิมไหม” พริมยื่นแก้วเล็กให้ เขารับไปโดยอัตโนมัติ กลิ่นคาราเมลอบอวลรอบจมูก ความอุ่นจากแก้วส่งผ่านเข้ามาจนถึงมือ
“ขอบคุณนะ” เขาตอบ ทั้งที่ใจอยากถามเธอมากกว่านั้น — อยากจะถามว่า “พริมเคยฝันเห็นผมไหม”
“พริมเชื่อเรื่องโลกคู่ขนาดไหม”
“พริมเชื่อเรื่องการย้อนเวลาไหม”
แต่คำถามนั้นหนักเกินกว่าจะถามกับคนที่เพียงแค่เป็นผู้เห็นอกเห็นใจ
บางครั้งเขาพบว่าเพื่อน ๆ เริ่มมองเขาแปลก ๆ เพราะเขาทายเหตุการณ์เล็ก ๆ ได้บ่อยขึ้น เขาทายว่าอาจารย์จะประกาศเลื่อนเวลา ทายว่าร้านซ่อมรถข้างคณะจะปิดเพราะเจ้าของเจ็บป่วย ทายเหตุการณ์ที่เมื่อพูดออกมาคนอื่นก็หัวเราะว่า “เชน นายคงอ่านโพยในหัว” แต่พริม — เธอมองเขาด้วยสายตาที่ต่างออกไป
ในคืนหนึ่งที่สายลมเย็นพัดผ่าน ก้อนเมฆลอยต่ำ เขาเห็นพริมอยู่ใต้แสงไฟถนน เธอกำลังเดินกลับหอพักด้วยร่มคันเล็ก ๆ มือของเธอกุมร่มอย่างมั่นคงเหมือนกันคนที่มีภาระ เธอยิ้มเห็นได้ชัดแม้ในความมืด และคเชนทร์รู้สึกว่ารอยยิ้มนั้นสะท้อนสิ่งที่เขาเองไม่กล้าเรียกชื่อ
ครั้งหนึ่ง เขาลองพูดเล่น ๆ กับคนในคณะถึงเรื่องที่เขารู้ล่วงหน้า “เมื่อคืนฝันเห็นเพื่อนตกงาน พรุ่งนี้เขาจะได้ข่าวดีแทน” เพื่อนบางคนยกนิ้วให้เป็นสัญญาณชื่นชม บางคนหัวเราะขำ แต่พริมแค่เงียบแล้วสบตาเขา เธอมองเขาเหมือนมองคนที่เพิ่งเล่าเรื่องสำคัญ — ไม่ใช่แค่เรื่องตลก
ทั้งสองยืนคุยกันใต้โคมไฟริมฟุตบาธ ฝนหยุด แต่ลมยังเปียกชื้น พริมเล่าเรื่องบ้าน เรื่องแม่ และความยากลำบากเล็ก ๆ ที่เธอไม่อยากให้ใครเห็น เธอมีวิธีเล่าเรื่องที่ทำให้เรื่องเศร้าดูไม่หนักเกินไป แต่ในน้ำเสียงยังมีเงาของความเหนื่อย เมื่อเธอพูดถึงความฝันอยากเปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยหนังสือและรูปถ่ายเก่าๆ คเชนทร์ฟังอย่างเงียบ ๆ
“ถ้างั้นวันหนึ่งเราเปิดร้านด้วยกันนะ” เขาพูดออกไปครึ่งล้อเล่น ครึ่งจริง “ผมจะชงกาแฟให้พริมทุกเช้า”
พริมหัวเราะเบา ๆ แล้วเงยหน้ามองเขาอย่างไม่ค่อยเชื่อ “จริงเหรอคะ?”
“จริงสิ” เขาตอบเสียงแผ่ว — คำพูดนั้นลอยเบาเหมือนไปยังมิติหนึ่งที่เขาไม่เคยไปถึง แต่กลับอยากไป
ใบหน้าพริมอ่อนลงก่อนจะกลายเป็นรอยยิ้มที่คนนอกอาจมองว่าเป็นเพียงความสุขเล็ก ๆ แต่สำหรับคเชนทร์ มันเหมือนนำพาหัวใจไปสู่สิ่งที่เขาไม่เคยกล้า
วันต่อมาเพื่อนบางคนเริ่มพูดถึงเขาในโทนที่ต่างออกไป พวกเขาตั้งคำถามว่าเชน “มีพรสวรรค์” หรือ "อาจเป็นคนบ้า" เสียงกระซิบเหล่านั้นไต่ระดับไปเรื่อย ๆ ในความคิดของเขา มันไม่ทำให้เขาโกรธ แต่มันทำให้เขารู้สึกเปราะบางขึ้น เพราะความรู้นั้นเริ่มใช้กับคนอื่นแล้ว — เขาแทรกเข้าไปในชะตากรรมคนรอบข้างโดยไม่รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงจะเอื้อหรือทำลาย
ในคืนหนึ่ง เขาเห็นเหตุการณ์ในความฝันชัดเจนกว่าทุกครั้ง — เสียงเครื่องยนต์ดัง เสียงล้อเบรก และรูปใบหน้าที่เขาเคยเห็นบนหน้าจอข่าว เขาตื่นขึ้นมาหอบ พยายามโทรหาเพื่อนคนนั้นแต่ไม่มีคนรับสาย หัวใจเขาเหมือนยืดเส้นยืดสาย รอคำตอบที่อาจเปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่ง
เช้าวันรุ่งขึ้น เขารีบไปมหาวิทยาลัย พยายามหาคนคนนั้นให้เจอ และเจอจริง ๆ — เขาพบเพื่อนที่คาดว่าจะมีเหตุ เห็นหน้าแล้วหัวใจเขาผ่อนคลาย เพราะเพื่อนคนนั้นเดินยิ้มและหยอกล้อกับเพื่อนในกลุ่มอย่างมีความสุข
คืนหนึ่งเมื่อกลับมาถึงห้อง เขาวางร่มสีฟ้าไว้มุมห้อง มันกลายเป็นสิ่งที่มากกว่าร่ม มันคือสัญลักษณ์ของการเชื่อมต่อระหว่างเขากับพริม เป็นเครื่องเตือนว่ามีบางคนที่ให้อภัยและเข้าใจโดยไม่ต้องตั้งคำถาม แต่ขณะเดียวกันการมีร่มนั้นก็ทำให้เขาทราบว่าการตัดสินใจเล็ก ๆ ของเขาอาจทำให้โลกในความฝันเปลี่ยนรูปแบบไป
ข่าวเล็ก ๆ ในมหาวิทยาลัยเริ่มเปลี่ยนรูป มันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องโชคดีของเพื่อนคนหนึ่งอีกต่อไป — เรื่องของเขาเริ่มมีผลสะเทือนในวงกว้าง ครูที่เขาเคยรู้ว่าจะพักการสอนกลับปรากฏตัวให้เห็น ครอบครัวของคนที่เขาเคยฝันถึงได้จดหมายที่เปลี่ยนการเดินทาง ทุกอย่างเหมือนถูกแตะแล้วนิ่งลง แต่การนิ่งนั้นไม่แน่นอน
วันหนึ่งกิ่งแก้ว — เพื่อนของพริม — มองหน้าเขาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เหมือนไม่สบายใจ “เชน...เธอรู้ไหมว่าเราฝันถึงบางอย่างเมื่อคืน มันเหมือนกับที่เธอพูดเลย”
คเชนทร์ชะงัก “เธอฝันอะไรเหรอ?”
“ฉันเห็นภาพร้านเก่า ๆ ที่ไม่มีคนเข้า แล้วพอฉันหันไป หน้าตาคนคนนั้นก็คือ...เอ่อ ไม่เป็นไรหรอก” กิ่งแก้วยิ้มแห้ง ๆ แต่ในแววตาเธอมีความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
นั่นคือช่วงที่เขารู้ว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียวในความแปลกนี้อีกต่อไป บางสิ่งกำลังขยับ เขาเห็นภาพซ้อน ภาพซ้อนที่มีทั้งอดีต อนาคต และบางครั้งภาพของโลกอื่น ๆ ที่เขาจำไม่ได้ว่าตัวเองเคยเห็น แต่รู้สึกคุ้นเคยอย่างน่ากลัว
ควันไฟจากเครื่องทำกาแฟพุ่งออกมารอบ ๆ เขายืนดูเงาตัวเองในกระจกระหว่างชั่วโมงเงียบ ๆ ของร้าน แล้วจดบันทึกอีกครั้ง
“ความรู้ที่ไม่มีใครรู้ — ทำให้คนบางคนหายไปจากความทรงจำของผมแล้วกลับมาในรูปแบบอื่น”
“พริมมองผมแปลก ๆ — เธออาจเริ่มรู้แล้ว แต่คงไม่พูด เพราะกลัวจะทำลายสิ่งที่เราอาจมี”
เขาทำได้เพียงกลั้นหายใจแล้วเปิดประตูร้านออกไป ข้างนอกฝนโปรยพอดี เขามองฝนที่ตกและคิดว่า ถ้าความรู้ของเขาเป็นดาบ มันจะปกป้องคนที่เขารักหรือเฉือนทำลายอะไรบางอย่างโดยไม่ตั้งใจ
คืนนั้นเขาเห็นภาพหนึ่งที่ทำให้เขาต้องลุกขึ้นจากที่นอน เดินไปที่หน้าต่าง เขาเห็นภาพสะท้อนของตัวเอง แต่ภาพนั้นไม่คงที่ มันสั่นเป็นจังหวะ ราวกับกระจกกำลังถูกทุบจากฟากอีกฝั่ง ภาพของเขาผสานกับภาพเตียงโรงพยาบาล เสียงเครื่องวัดชีพจรแผ่วขึ้นในความคิด เขาจับธุลีความทรงจำด้วยมือที่สั่น
“คเชนทร์...ตื่นเถอะ” เสียงคุ้นหู — เสียงที่เคยได้ยินในฝันดังแผ่ว เขาขมวดคิ้วแล้วพูดกับตัวเอง “ตื่นแล้ว” แต่หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะ เขากลับลงไปนอนบนเตียง ปล่อยให้สมุดในตักเปิดอยู่ที่หน้าที่เขาเขียนไว้
ก่อนจะหลับ เขาเขียนประโยคสุดท้ายลงในสมุด
“ถ้าความรู้ทำให้ฉันเห็นร่องรอยของคนอื่น ฉันจะพยายามใช้มันเพื่อให้คนอื่นไม่ต้องเจ็บ
และในความมืด เสียงฝนกลายเป็นจังหวะแผ่วที่กอดหัวใจของเขาไว้ — อบอุ่นและเย็นปนกัน ความรู้ที่ไม่มีใครรู้ได้เปลี่ยนจากความลับให้กลายเป็นภาระ และคเชนทร์รู้แล้วว่าเส้นทางต่อจากนี้จะไม่ได้มีแค่กาแฟและรอยยิ้มอีกต่อไป แต่ยังมีการตัดสินใจที่หนักอึ้ง — เพื่อคนที่เขาเริ่มรู้สึกรักมากขึ้นทุกวัน