ตอนที่ 1 – คืนที่ฝนตก

1616 Words
เสียงฝนกระทบกระจกใสของห้องจัดเลี้ยงเป็นจังหวะเบา ๆ คล้ายเสียงลมหายใจของใครบางคนที่เหนื่อยล้าเกินจะเอื้อนเอ่ยคำใดต่อ โลกด้านนอกพร่ามัวด้วยละอองน้ำและแสงไฟนีออนที่ส่องสะท้อนจากพื้นถนนจนดูเหมือนภาพวาดที่ใครบางคนเผลอปาดสีผิดจังหวะ ภายในห้องจัดเลี้ยงใหญ่ แสงจากโคมระย้าสีอำพันส่องกระทบแก้วไวน์และถ้วยช้อนเงินจนแวววับไปทั่ว เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุย และเสียงดนตรีแจ๊สคลอเบา ๆ จากเวที ผสมกันเป็นท่วงทำนองของค่ำคืนแห่งความสำเร็จของบริษัทที่เขามีส่วนร่วมสร้างขึ้นมา คเชนทร์นั่งอยู่ริมโต๊ะ มุมที่ผู้คนมักไม่สังเกตเห็น ใบหน้าเรียบสงบแต่แววตาเต็มไปด้วยความเหงา ความเหนื่อยล้าในรอยย่นเล็ก ๆ ข้างตาบอกเรื่องราวของเวลาได้มากกว่าคำพูดใด ๆ เขายกแก้วไวน์ขึ้นหมุนเบา ๆ สีแดงของมันสะท้อนแสงไฟระยิบระยับคล้ายแสงเทียนที่ริบหรี่ในพายุ ความหวานขมของรสไวน์แตะปลายลิ้น เหมือนเตือนให้ระลึกถึงความจริงข้อหนึ่งว่าชีวิตไม่เคยอ่อนโยนกับใคร เสียงผู้บริหารหนุ่มรุ่นใหม่พูดบนเวทีถึงความสำเร็จในปีที่ผ่านมา ทุกถ้อยคำเต็มไปด้วยพลังและความหวัง เขามองภาพนั้นนิ่ง ๆ ยิ้มบาง ๆ แต่ในใจกลับว่างเปล่าจนหนาว “คุณคเชนทร์ครับ มาถ่ายรูปร่วมกันหน่อยครับ!” เสียงเรียกของใครบางคนดังขึ้น เขาพยักหน้ารับ ก่อนเดินเข้าไปกลางกลุ่มคน ใบหน้าทุกคนยิ้มกว้างเมื่อแฟลชวาบขึ้นหนึ่งครั้ง ในเสี้ยววินาทีนั้น เขาเห็นเงาของตัวเองในกระจกหลังเวที — ชายวัยห้าสิบ ผู้เคยฝันจะสร้างอะไรบางอย่างยิ่งใหญ่ แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่าเขาเหลือเพียงเงา ไม่ใช่ตัวตนจริงอีกต่อไป หลังถ่ายรูปเสร็จ เขากลับมานั่งที่เดิม เสียงเพลงเปลี่ยนจังหวะเป็นบลูส์ช้า ๆ ทว่าความรู้สึกในอกกลับแน่นขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนมีบางสิ่งจุกอยู่กลางอกที่ไม่สามารถกลืนหรือพูดออกมาได้ เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู เข็มสั้นชี้เลขเก้า ยังไม่ดึกมาก แต่สำหรับเขา ค่ำคืนนี้เหมือนผ่านมานานหลายปีแล้ว คเชนทร์ลุกขึ้น เดินออกจากห้องโดยไม่เอ่ยลาใคร รองเท้าหนังขัดเงาของเขากระทบพื้นพรมหนานุ่ม เสียงฝีเท้าค่อย ๆ จางหายไปกับเสียงฝนที่ดังชัดขึ้นเรื่อย ๆ โถงโรงแรมเงียบกว่าที่คิด เพียงเสียงพายุฝนที่ซัดกระจก และแสงไฟสีส้มที่สะท้อนละอองน้ำราวกับมีใครกำลังร้องไห้อยู่ด้านนอก เขายืนมองฝนตกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบร่มจากพนักงานต้อนรับ แล้วเดินออกไปยังลานจอดรถ กลิ่นฝนผสมกลิ่นดินเปียกชื้นลอยแตะจมูก นั่นคือกลิ่นของ “การเริ่มต้น” สำหรับบางคน แต่สำหรับเขา มันคือกลิ่นของ “การสิ้นสุดบางอย่าง” ภายในรถหรูที่เงียบสนิท เขาวางร่มไว้เบาะข้าง เปิดวิทยุเบา ๆ เสียงเพลงแจ๊สคลอขึ้นอีกครั้งเพลงเดียวกับที่เปิดในงานเลี้ยงเมื่อครู่ แต่ตอนนี้ฟังดูเศร้ากว่าหลายเท่า เขาเอนหลังพิงเบาะ หลับตาอยู่ครู่หนึ่ง เสียงฝนบนหลังคารถดังรัวเหมือนใครกำลังเคาะประตูใจที่เขาไม่อยากเปิดอีก เขาเปิดตา สูดลมหายใจยาว ก่อนขับออกจากลานจอด ถนนยามค่ำคืนสะท้อนแสงไฟจากเสาไฟฟ้าทอดยาวเป็นเส้นสายสีทองบนพื้นเปียก ทุกหยดฝนที่กระแทกกระจกหน้าเหมือนคำถามที่เขาไม่เคยหาคำตอบได้ “ชีวิตมันควรจะรู้สึกแบบนี้หรือเปล่านะ…” เขาพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง ในวัยห้าสิบ ปีที่ควรจะเป็นช่วงเวลาของความสงบ เขากลับรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่กลางทางแยกที่ไม่มีป้ายบอกทาง ไม่มีจุดหมายให้มุ่งหน้า มีเพียงความเงียบกับความทรงจำที่ผุดขึ้นไม่หยุด เขาเคยคิดว่า “เวลา” จะช่วยเยียวยาทุกอย่าง แต่เปล่าเลย... มันเพียงทำให้เขาชินกับความว่างเปล่ามากขึ้นเท่านั้น ภาพของเพื่อนร่วมงานที่หัวเราะในงานเลี้ยงเมื่อครู่ยังติดตา แต่เขากลับรู้สึกเหมือนมองพวกเขาจากที่ไกลมาก เหมือนคนที่ยืนอยู่นอกกรอบกระจกของโลก เขาขับช้า ๆ ฝ่าฝนที่ตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ เสียงยางบดถนนเปียกดังกึก ๆ เป็นจังหวะเดียวกับเสียงหัวใจที่หนักอึ้ง มือของเขาวางนิ่งบนพวงมาลัย แสงจากไฟหน้ารถลอดผ่านม่านฝนเป็นลำยาวสว่างวูบวาบ ละอองน้ำแตกกระจายราวกับละอองแสงในความฝัน เขามองป้ายทางโค้งข้างหน้า เห็นเงาแม่น้ำอยู่ลิบ ๆ ใต้สะพานข้าม เขามักเลือกเส้นทางนี้กลับบ้านเสมอ เพราะมันเงียบ และไกลจากเสียงผู้คน “เงียบดี...” เขาคิดในใจ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ แต่รอยยิ้มนั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อหัวใจกลับมาหนักเหมือนเดิม ในความมืดที่มีเพียงไฟหน้ารถสาดไปข้างหน้า เขารู้สึกเหมือนกำลังขับอยู่ในอุโมงค์ที่ไม่มีทางออก ไม่มีสิ้นสุด แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น เขาก็ไม่หยุดขับ เพราะบางครั้ง “การหยุด” ก็เจ็บกว่าการ “ไปต่อ” เขาเอื้อมมือไปเปิดกระจกลงเล็กน้อย ละอองฝนปลิวเข้ามาแตะข้างแก้ม ความเย็นนั้นทำให้เขาสะดุ้งนิด ๆ แต่เขากลับรู้สึก “มีชีวิต” ขึ้นมาเพียงชั่วครู่ “เรายังหายใจอยู่นี่นะ…” เขาคิด แต่กลับไม่แน่ใจว่าเป็นสิ่งดีหรือไม่ เขาคิดถึงบ้าน บ้านหลังใหญ่ที่เงียบราวกับไม่มีใครอยู่ โต๊ะอาหารที่ว่างเปล่า เสียงนาฬิกาเดินซ้ำ ๆ ทั้งคืนเป็นเพื่อนคนเดียวที่ยังซื่อสัตย์ต่อเขา “ชีวิตคนเรามันเหลืออะไร ถ้าไม่มีใครให้กลับไปหา...” เสียงคิดในใจแผ่วเบาแทบกลืนไปกับเสียงฝน เขาเพิ่มเสียงเพลงในรถ ท่วงทำนองช้า ๆ จากแซ็กโซโฟนดังคลอราวกับโลกกำลังกล่อมให้เขาหลับในอ้อมกอดของความเหนื่อยล้า ฝนตกแรงขึ้นอีก ถนนเริ่มลื่น เขาเพ่งมองเส้นขาวบนถนนข้างหน้า แต่สายตาเริ่มพร่าเพราะละอองน้ำและแสงไฟที่สะท้อนกันวูบวาบ “อย่าหลับตอนนี้…” เขาบอกตัวเอง แต่เปลือกตากลับหนักขึ้นอย่างประหลาด เสียงเพลงค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงเสียงฝนที่กลายเป็นเหมือนเสียงคลื่นซัดเข้าฝั่งซ้ำ ๆ เขาเอนตัวพิงเบาะ ในหัวผุดขึ้นคำถามหนึ่งที่วนเวียนมาทั้งชีวิต — “สุดท้ายแล้ว...เราทำงานหนักไปเพื่อใคร?” ไม่มีคำตอบ มีเพียงภาพพร่าเลือนของแสงไฟจากรถคันสวนที่สาดเข้าตาอย่างจัง เขาเผลอหักพวงมาลัยหลบโดยสัญชาตญาณ ล้อรถสะบัดแรง เสียงเบรกกรีดฝ่าความมืดดังลั่น ร่างทั้งร่างถูกเหวี่ยงไปข้างหน้า ภาพสุดท้ายที่เขาเห็น คือเส้นแสงไฟที่บิดเบี้ยว กับหยดน้ำที่แตกกระจายกลางอากาศ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เสียงเหล็กเสียดสีกับราวสะพาน เสียงกระจกแตกเป็นเศษฝนอีกชั้นหนึ่ง และต่อจากนั้น...คือความเงียบสนิท ไม่มีเสียงฝน ไม่มีเสียงเพลง ไม่มีแม้แต่เสียงหัวใจของตัวเอง โลกดับลงช้า ๆ เหมือนใครปิดสวิตช์แสงไฟทีละดวง และในความมืดนั้น — เขารู้สึกเพียงว่า “บางสิ่งกำลังจะเปลี่ยนไป” “หรือว่าชีวิตของเราจะสิ้นสุดที่วันนี้...” เขาคิดก่อนทุกอย่างจะมืดสนิท ...ความมืดค่อย ๆ คลี่ตัวออกทีละชั้น เหมือนม่านหมอกบางที่ถูกแสงบางอย่างขับไล่ช้า ๆ คเชนทร์รู้สึกว่าตัวเอง “ลอย” อยู่ในที่ใดที่หนึ่ง ไร้น้ำหนัก ไร้เวลา เสียงฝนเมื่อครู่ยังแว่วอยู่ไกล ๆ เหมือนเสียงจากอีกโลกหนึ่ง เขาพยายามลืมตา แต่กลับพบเพียงแสงสีทองอ่อน ๆ สาดอยู่รอบตัว กลิ่นอุ่นคล้ายกลิ่นดอกไม้ที่คุ้นเคยแต่อธิบายไม่ได้ลอยแตะจมูก เสียงกระซิบหนึ่งดังขึ้นจากที่ไกลมาก... แผ่วเบาราวกับสายลม “ถึงเวลาแล้ว...คุณต้องกลับไป” เขาขมวดคิ้ว กลับไป? กลับไปไหน... ร่างของเขาร่วงผ่านละอองแสงนับพันที่ลอยฟุ้งเหมือนฝุ่นในแสงอาทิตย์ ภาพตรงหน้าค่อย ๆ ชัดขึ้นเป็นทุ่งกว้างยามรุ่งสาง แสงอาทิตย์อ่อน ๆ สีทองทอดผ่านละอองหมอกบาง ๆ เขามองเห็นเงาของ “ใครบางคน” เดินอยู่ท่ามกลางทุ่งกว้าง หญิงสาวในชุดพยาบาลสีขาวสะอาดตา เธอหันหลังให้เขา เส้นผมยาวสีน้ำตาลเข้มปลิวเบา ๆ ตามแรงลม แผ่นหลังเล็กนั้นให้ความรู้สึกประหลาด — เหมือนเขา “เคยรู้จัก” เธอมานานแสนนาน เขาก้าวเท้าไปข้างหน้า เรียกเบา ๆ “คุณ...” แต่เสียงของเขากลับไม่ออกมา มีเพียงลมหายใจอุ่น ๆ ที่กลายเป็นไอจาง ๆ ลอยสลายกลางอากาศ หญิงสาวหยุดเดิน เธอเอียงหน้าเล็กน้อยคล้ายจะหันกลับมา แสงแดดสาดลงพอดี ทำให้เขาเห็นเพียงเสี้ยวแก้มขาวนวลของเธอ ในวินาทีนั้น — ทุกอย่างเริ่มสั่นไหว ท้องฟ้าเหนือศีรษะเปลี่ยนเป็นสีเทา ฝนบาง ๆ เริ่มโปรยลงอีกครั้ง ละอองฝนซึมเข้าผิว เย็นเหมือนน้ำตาของใครบางคน “อย่ากลัวเลย...” เสียงเดิมกระซิบขึ้นอีกครั้ง แผ่วเบาจนแทบไม่ชัด “ทุกสิ่งกำลังเริ่มต้นใหม่” เขายื่นมือออกไป แต่ทันทีที่ปลายนิ้วจะสัมผัสร่างนั้นทุกอย่างก็ดับวูบลง
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD