คเชนทร์ลองเปิดประตูออกไปข้างนอก เสียงจอแจของหอพักชายดังขึ้นทันที เสียงหัวเราะ เสียงเปิดเพลงสากลเก่า ๆ ที่เขาเคยชอบ เสียงลูกฟุตบอลกระทบกำแพง ทุกเสียงเหมือนเสียงจากอดีตที่กลับมามีชีวิตจริงอีกครั้ง
หัวใจเขาเต้นแรง...แต่ก็เหมือนถูกบีบแน่นในเวลาเดียวกัน
“มันคืออดีตของฉัน…หรือเป็นโลกจำลองที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่กันแน่…”
เขาเดินออกไปเรื่อย ๆ ลมเช้าพัดมากระทบใบหน้า กลิ่นหญ้าเปียกฝนจากเมื่อคืนทำให้รู้สึกอุ่นแปลก ๆ ราวกับโลกนี้กำลังต้อนรับเขาอีกครั้ง
ที่มุมถนน มีร้านกาแฟเล็ก ๆ ชื่อ “Dream Brew” — ร้านที่ตอนนั้นเพิ่งเปิดใหม่ในละแวกมหาวิทยาลัย เขาจำได้ว่าเคยไปนั่งอ่านหนังสือที่นั่นครั้งหนึ่ง แต่ในความทรงจำจริง...ร้านนั้นปิดตัวลงไปตั้งแต่ปี 2002 แล้ว
แต่ตอนนี้มันยังอยู่...และดูเหมือนเพิ่งเปิดในเช้านี้
“มันสมจริงเกินไปแล้ว…” เขาพึมพำ ก่อนตัดสินใจเดินเข้าไป
เสียงกระดิ่งเหนือประตูดังเบา ๆ กลิ่นกาแฟลอยอบอวลในอากาศ เขาหยุดนิ่ง มองไปรอบ ๆ เห็นแสงแดดสาดผ่านกระจกสะท้อนกับควันบาง ๆ จากแก้วกาแฟของลูกค้าสองคนที่นั่งอยู่มุมร้าน
บาริสต้าหนุ่มหน้าคุ้น ๆ ยิ้มให้เขา “สวัสดีครับ รับอะไรดีครับ?”
คเชนทร์อ้ำอึ้ง เขาไม่รู้จะตอบว่าอะไรดี เพราะเขาไม่แน่ใจว่าที่นี่คือโลกไหนกันแน่
“เอ่อ...ลาเต้แก้วนึงครับ”
“รับแบบร้อนหรือเย็นครับ?”
“...ร้อนครับ” เขาตอบพลางยิ้มบาง ๆ แต่ในใจกลับมีคำถามหมุนวนเป็นวงกลม
เสียงเครื่องบดเมล็ดกาแฟดังขึ้นช้า ๆ เป็นจังหวะที่เขาคุ้นเคย — มันคือเสียงเดียวกับที่เขาได้ยินในร้าน “ลาเต้ในฝัน” ของตัวเองในอีกโลกหนึ่ง...โลกที่เขาเป็นเจ้าของร้านกาแฟเมื่ออายุ 50 ปี โลกที่เขาเพิ่ง “จากมา”
มือของเขาสั่นน้อย ๆ เขามองไปรอบร้านอีกครั้ง เหมือนกำลังหาคำตอบว่าที่นี่เกี่ยวข้องกับ “เขา” ในอนาคตหรือไม่
บนชั้นไม้หลังเคาน์เตอร์ มีกรอบรูปเล็ก ๆ รูปหนึ่ง — เป็นภาพถ้วยกาแฟที่มีคำเขียนไว้ว่า
“To dream is to remember.”
หัวใจคเชนทร์เต้นแรงอีกครั้ง
เขาเคยเขียนประโยคนี้เองกับมือ...บนเมนูร้าน “ลาเต้ในฝัน” ที่โลกเดิมของเขา
เขาเกือบวางแก้วกาแฟหลุดจากมือ ความรู้สึกเย็นวูบไหลผ่านกระดูกสันหลัง มันไม่ใช่ความบังเอิญแน่ — เหมือนใครบางคน “ยกเอาความทรงจำของเขามาวางไว้ตรงหน้า”
เขานั่งลงมุมเดิมที่เคยชอบตอนเป็นนักศึกษา — มุมติดหน้าต่าง มองเห็นสนามหญ้าด้านนอก แสงแดดลอดผ่านละอองฝนที่ยังเกาะกระจกเป็นหยด เขายกแก้วกาแฟขึ้นดม กลิ่นหอมละมุนลึกซึ้งจนหัวใจรู้สึกปวดหนึบด้วยความสับสน
“กลิ่นนี้…เหมือนตอนที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ในอีกโลกหนึ่งเลย…”
เขาคิดในใจ พลันนึกถึงเสียงฝนตก เสียงเครื่องยนต์สุดท้าย และความมืดที่กลืนกินทุกอย่างในคืนนั้น
มือเขาสั่นอีกครั้ง — คราวนี้ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะหัวใจเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่ง
บางสิ่งที่เชื่อมโยงสองโลกเข้าด้วยกัน
เขานั่งนิ่งอยู่นาน มองหยดน้ำที่ไหลบนกระจก และความคิดในหัวก็เริ่มพร่าเลือนระหว่าง “อดีตจริง” กับ “โลกที่เหมือนฝัน”
“ถ้าโลกนี้คือโอกาสให้ฉันเริ่มใหม่...ฉันจะไม่หนีอีก” เสียงในใจเขาชัดเจน
แสงแดดสาดลงมาบนโต๊ะพอดีในจังหวะที่เขายกแก้วขึ้นจิบแรก กลิ่นกาแฟหอมละมุนกระทบลิ้น ความขมและหวานผสมกันอย่างแปลกประหลาด เหมือนชีวิตที่ผ่านมาของเขา — ขมจนอยากหนี แต่ก็ยังมีความอ่อนโยนที่อยากจำไว้
เขาหลับตา สูดลมหายใจเข้าลึก แล้วพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง
“บางที...นี่อาจไม่ใช่การย้อนเวลา แต่เป็นการกลับมา...เพื่อเรียนรู้สิ่งที่ฉันยังไม่เข้าใจ”
เสียงเครื่องบดกาแฟดังแว่ว ๆ อยู่ด้านหลังร้าน เหมือนเสียงลมหายใจของใครบางคนที่ยังไม่ยอมเงียบหายไปจากความทรงจำ มันเป็นจังหวะที่ทำให้คเชนทร์รู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในร้านของตัวเองอีกครั้ง ทั้งที่โลกนี้ยังไม่รู้จักเขาในแบบนั้นเลย
เขาแตะปลายนิ้วกับถ้วยกาแฟอีกครั้ง ความร้อนจากแก้วซึมเข้าสู่ผิวช้า ๆ — ความรู้สึกเล็กน้อยแต่กลับทำให้หัวใจอุ่นขึ้นอย่างประหลาด
เสียงหัวเราะจากโต๊ะข้าง ๆ ทำให้เขาหันไป เห็นกลุ่มนักศึกษากำลังถ่ายรูปกัน กาแฟควันกรุ่นบนโต๊ะ กล้องฟิล์มเล็ก ๆ วางอยู่ข้าง ๆ — ทุกสิ่งดูบริสุทธิ์และเรียบง่ายจนเขาอยากจะหยุดเวลาตรงนั้นไว้
“นี่มันคือการย้อนอดีตจริง ๆ… หรือคือโลกจำลองของหัวใจฉัน?”
เขาคิดในใจ ก่อนจะลุกขึ้นยืนและเดินออกจากร้านอย่างช้า ๆ
เมื่อก้าวพ้นประตู เสียงกระดิ่งเหนือบานประตูดัง “กริ๊ง” เบา ๆ อีกครั้ง
เสียงนั้นทำให้เขาสะดุ้ง — เพราะมันคือเสียงเดียวกับที่เขาได้ยินทุกครั้งเวลามีลูกค้าเข้าร้าน “ลาเต้ในฝัน” ที่โลกเดิมของเขา
คเชนทร์ยืนอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง เหมือนจะรอฟังเสียงกระดิ่งอีกครั้ง แต่ทุกอย่างเงียบลง มีเพียงเสียงลมอ่อน ๆ พัดใบไม้สั่นไหว เขาก้าวเดินต่อไปโดยไม่รู้ตัว
ท้องฟ้าเริ่มโปร่ง แดดยามบ่ายอ่อน ๆ ส่องลงบนพื้นหญ้า
เขาเดินกลับเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง — ทางเดินเก่าที่เขาเคยจำได้ทุกก้าวยังอยู่ครบ แต่บางอย่างกลับแปลกตาไป
อาคารเรียนใหม่ที่ไม่ควรมีในปีนั้นกลับปรากฏขึ้น
ป้ายชื่อคณะเปลี่ยนไป
และสิ่งที่ทำให้เขาเริ่มใจเต้นคือ…ป้ายประกาศเล็ก ๆ ข้างกำแพง ที่มีชื่อของเขาอยู่บนนั้น
“ประกาศรายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบคัดเลือกนิทรรศการออกแบบสถาปัตยกรรม – คเชนทร์ วัฒนะธีรากุล”
เขาจำได้ทันทีว่านั่นคือโปรเจกต์ที่ ในอดีตจริงของเขา เขาพลาดไปเพราะลืมส่งเอกสารสมัครตรงเวลา
แต่ตอนนี้ชื่อของเขากลับอยู่ตรงนั้นแล้ว
คเชนทร์ยืนมองป้ายนั้นนิ่งอยู่นาน ความรู้สึกบางอย่างแล่นเข้ามาในอก — ราวกับมีใครบางคนแก้ไข “เส้นเวลา” ให้กับเขาโดยที่เขาไม่ได้ขอ
“หรือว่าโลกนี้…กำลังซ่อมบางสิ่งที่ฉันเคยทำพลาดไว้?”
ลมหายใจของเขาหนักขึ้น เขาเริ่มรู้สึกถึงแรงสั่นไหวบางอย่างในอากาศ — เหมือนเวลาในที่นี้ไม่ต่อเนื่องกันดีพอที่จะเป็นโลกจริง
เขาเดินต่อไปทางสตูดิโอเรียนออกแบบ แสงอาทิตย์ลอดผ่านหน้าต่างกระจกยาวจนเห็นฝุ่นในอากาศเต้นระยิบเหมือนละอองฝัน ทุกสิ่งดูเงียบผิดปกติจนเขาต้องหยุดฟัง
“คเชนทร์...”
เสียงหนึ่งแผ่วเบาลอยมา — เสียงเรียกชื่อเขาอย่างอ่อนโยนจากมุมห้อง
เขาหันไปทันที แต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น
เสียงนั้นเหมือนลอยมาจากอีกที่หนึ่ง — ที่ไกลเกินเอื้อม แต่ใกล้เกินจะลืม
หัวใจเขาเต้นแรง ความเย็นวูบผ่านหลัง มือกำแน่นโดยไม่รู้ตัว เขาเดินช้า ๆ ไปที่โต๊ะไม้ตรงมุมห้อง โต๊ะที่เขาจำได้ว่าเคยใช้ตอนทำโปรเจกต์ปีสุดท้าย
บนโต๊ะมีกระดาษแผ่นหนึ่งวางอยู่
ในกระดาษนั้น มีลายมือเขียนว่า
“ทุกอย่างเริ่มต้นจากการตื่นขึ้นในคืนฝนตก”
คเชนทร์ยืนนิ่งอยู่นาน เหมือนเวลาหยุดไปทั้งห้อง เขามองประโยคนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า — มันคือคำพูดเดียวกับที่เขาเคยใช้เปิดบันทึกประจำวันในวัย 50 ก่อนเกิดอุบัติเหตุ
มือของเขาสั่นไม่หยุด ความจริงกับความฝันเริ่มทับซ้อนกันจนแทบแยกไม่ออก เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกบางสิ่งนำทางอยู่
“ใครกัน...ที่เขียนประโยคนี้ไว้ให้ฉัน?”
เขานั่งลงตรงโต๊ะนั้นอย่างเงียบ ๆ แสงจากหน้าต่างทอดเงายาวบนพื้น เขาเอื้อมมือแตะหมึกบนกระดาษ — มันยังไม่แห้งดีด้วยซ้ำ
หัวใจเขาเริ่มเชื่อในสิ่งที่ไม่ควรเชื่อ — ว่าบางที อาจมีใครอีกคนอยู่ในโลกนี้ด้วย และอาจรู้ว่าเขา “ไม่ใช่คเชนทร์คนเดิมของที่นี่”
เสียงระฆังจากตึกเรียนดังขึ้นตัดความคิด เขาสะดุ้งเล็กน้อย หยิบกระดาษแผ่นนั้นใส่กระเป๋า แล้วเดินออกไปอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าทุกอย่างจะหายไปถ้าเขากะพริบตา
เมื่อเดินถึงหน้าตึก เขาเห็นนักศึกษาสองสามคนยืนคุยกัน เสียงหัวเราะของพวกเขาฟังดูเหมือนเพลงที่หายไปนานในความทรงจำของเขา — บริสุทธิ์ อ่อนโยน และเต็มไปด้วยชีวิต
เขายืนนิ่ง มองภาพนั้นอยู่นาน แล้วจู่ ๆ ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลงอีกครั้ง
เมฆครึ้มปกคลุมเหนือมหาวิทยาลัย ฝนเม็ดแรกตกลงบนไหล่ของเขา
คเชนทร์เงยหน้ามองฟ้า ความรู้สึกปวดหนึบในอกแล่นขึ้นมาอีกครั้ง
“ฝนอีกแล้ว…” เขาพึมพำ
แต่คราวนี้ มันไม่ใช่ฝนธรรมดา — เพราะเสียงฝนที่ตกกระทบพื้นนั้น มีจังหวะเดียวกับเสียงเครื่องยนต์ในคืนที่เขาประสบอุบัติเหตุ
“แกร่ก…แกร่ก…แกร่ก…”
เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อย ๆ ในหัว เหมือนฟ้าผ่ากลางสมอง เขาปิดหูแน่น แต่เสียงยังคงอยู่
มันคือเสียงเครื่องยนต์สุดท้ายที่เขาได้ยินก่อนความมืดกลืนกินทุกอย่างในคืนฝนตก
ภาพฝันเริ่มซ้อนขึ้นตรงหน้า — เสียงยางรถเสียดถนน เสียงฝนกระทบกระจก เสียงหัวใจเต้นกระหน่ำ — ทุกอย่างกลับมาทั้งหมดในชั่ววินาทีเดียว
คเชนทร์ทรุดลงกับพื้น หายใจแรงเหมือนกำลังจะขาดอากาศ
ในขณะเดียวกัน เสียงฝนก็เบาลง... และตามมาด้วยเสียงใครบางคนพูดเบา ๆ ข้างหู
“อย่ากลัวเลย…คุณแค่หลับอยู่ในความฝันของตัวเองเท่านั้น”
เสียงนั้นอ่อนโยนและชัดเจนในหัว
เขาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ — เห็นเพียงเงาร่างของผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ไกล ๆ กลางฝน ใบหน้าเบลอราวกับอยู่หลังม่านน้ำ
“ใคร...” เขาพยายามเรียก แต่เสียงขาดหาย
ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลง เหมือนเวลาหยุดอีกครั้ง — เหลือเพียงเสียงฝนที่ตกช้า ๆ และกลิ่นกาแฟที่ลอยมาจากที่ไหนสักแห่ง