เสียงพลุดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณพระราชวัง ท้องฟ้าสว่างไสวสวยงามจากลูกไฟเล็กๆ การเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่แด่ กษัตริย์องค์ใหม่แห่งฟารีเซียร์
21.30 น.ตรงข้ามกับพระราชวังอาร์บี้ เรย์จอดรถให้ฉันและรอกียะฮ์ลงจากรถ ก่อนจะถอนหายใจอีกครั้ง และน่าจะเป็นรอบที่ร้อยเห็นจะได้ เขาพยายามพูดเพื่อให้ฉันเปลี่ยนใจ ตลอดเวลาที่ขับรถจากโรงแรม จนขณะนี้
“เปลี่ยนใจตอนนี้ยังทันนะเจ เอาไว้พรุ่งนี้ผมจะโทรไปที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ของบริษัทอิสมาแอล ผมรู้จักคนที่นั่นหลายคน ผมจะขอให้เขาช่วย...”
“ไม่ค่ะเรย์” ฉันรีบตัดบทโดยไม่รอให้เรย์พูดจบ เพราะฉันรู้ดีว่ายังไงฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัทอิสมาแอล ก็ไม่มีทางให้ฉันเข้าสัมภาษณ์เด็ดขาด เพราะเป็นคำสั่งของชีคคามิม ไม่มีใครจะกล้าขัดคำสั่งนี่แน่ๆ ถึงจะเป็นการขอร้องของเรย์ก็เถอะ
ฉันแหงนมองท้องฟ้าขณะที่เดินตามหลังรอกียะห์ ผ่านทหารที่ยืนเฝ้ายามตรงประตูทางเข้าอีกชั้นหนึ่ง คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง ลอยเด่นพร้อมดวงดาวที่กำลังเปล่งประกาย
หัวใจฉันรู้สึกพองโตเกินจะบอกได้ว่า เป็นเพราะจะได้พบและสัมภาษณ์ชีคคามิม ที่กำลังปรากฏขึ้น และอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยคุ้มครอง ให้เรื่องราววันนี้ผ่านพ้นไปด้วยดี
รอกียะฮ์เดินนำฉันเข้ามาถึงเขตพระราชฐานชั้นใน ที่ประทับส่วนพระองค์ของชีคคามิม ตึกสีขาวความสูงห้าชั้นสไตล์ยุโรป
เมื่อเดินเข้าไปภายในห้องโถงกลาง ฉันถึงกับตะลึงในความหรูหราและโอ่อ่า ผนังห้องสีขาวงาช้าง ของตกแต่งทั้งหมดล้วนเป็นสีทองเหลืองอร่าม ไม่ว่าจะกรอบรูป แจกัน โคมไฟตั้งพื้นบ่งบอกความมั่งคั่งของผู้อาศัย
พรหมสีแดงเข้มเดินขอบทองทอดยาว ไปจนถึงเชิงบันไดวนหินอ่อนสีดำ ราวจับบันไดเป็นเหล็กทองเหลือง มีภาพวาดแขวนผนังที่เรียงรายไปตลอดแนวทางเดินขึ้นบันได ทุกภาพล้วนเป็นภาพจากศิลปินดังๆ ในยุคเก่า ซึ่งราคาคงไม่อาจประเมินได้
รอกียะฮ์บอกว่าชีคคามิม ประทับอยู่ที่ชั้นสามเพียงลำพัง พระองค์เดียว โดยไม่มีทหารเวรยามเฝ้า จะมีแต่เพียงองครักษ์คนสนิทเท่านั้นที่สามารถเข้าออกได้
เราสองคนเดินขึ้นบันไดวนมาถึงชั้นสาม จากนั้นรอกียะฮ์ก็เลี้ยวไปด้านซ้ายของตึก ตามทางเดินผ่านห้องโถงใหญ่อีกห้อง มีโต๊ะขนาดใหญ่และเก้าอี้นับสิบตัว ที่เป็นเหมือนห้องที่ใช้รับรองแขก และมีห้องเล็กๆ อีกสองสามห้อง
เราเดินไปด้านในสุดของทางเดิน ห้องบรรทมขององค์คามิม รอกียะฮ์หยุดยืนอยู่หน้าประตูบานใหญ่สีทอง ด้านบนเหนือประตูเป็นสัญลักษณ์ประจำพระองค์ เธอหันมาพยักหน้ากับฉัน แล้วใช้มือเคาะที่ประตูสามครั้ง ก่อนจะผลักบานประตูเข้าไป
เมื่อก้าวเท้าผ่านธรณีประตู รอกียะฮ์เกิดลังเลขึ้นมาอีก เธอฉุดดึงมือฉันขึ้นแนบที่แก้มตัวเองอย่างทะนุถนอม มือเธอชื้นและเย็นจัดแถมยังสั่นน้อยๆ น้ำตาเธอไหลเป็นทาง
ฉันรู้ว่ารอกียะฮ์เป็นห่วงและกังวลมากแค่ไหน แต่มาถึงขนาดนี้แล้วมันถอยไม่ได้จริงๆ ฉันไม่สามารถกลับไปมือเปล่า โดยไม่มีบทสัมภาษณ์ของชีคคามิม
เมื่อตัดสินใจว่าจะไม่มีทางล้มเลิกความตั้งใจ ฉันโน้มตัวเข้าไปกอดรอกียะฮ์ไว้แน่น ไม่รู้จะขอบคุณในการช่วยเหลือครั้งนี้อย่างไรดี ถ้าเกิดการสัมภาษณ์สำเร็จผ่านไปได้
คงต้องตอบแทนเธอด้วยเงินหรืออะไรก็แล้วแต่ ที่จะทำให้ชีวิตของผู้หญิงที่น่าสงสารคนนี้ดีขึ้น
หลังจากรอกียะฮ์ออกไปจากห้องแล้ว ฉันยืนนิ่งสายตามองไปที่รูปภาพแขวนผนังของเจ้าของห้อง ความเงียบงันทำให้ได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นตึกตั๊กๆ ก่อนจะรีบเบนสายตามองไปทางอื่นแทน
ด้านหน้าตรงกลางห้องเป็นชุดโซฟารับแขกหลุยส์สุดหรู ที่บุด้วยผ้าลวดลายสไตล์ยุโรป พื้นห้องปูทับด้วยพรมสีเทาเข้ม ปักด้วยดิ้นเงินหนานุ่ม
ผนังฝั่งหนึ่งเป็นกระจกใส ปิดด้วยผ้าม่านหลุยส์สีเทาอ่อนเพียงครึ่งเดียว เพดานห้องสูงน่าจะเกินห้าฟุต
โคมไฟแบบแชนเดอเลียร์คริสทัลขนาดใหญ่ ห้อยลงมาจากเพดานกลางห้อง ทำให้ห้องดูหรูหราอบอุ่นด้วยแสงไฟสีนวลอ่อน
ติดกับผนังด้านในสุดคือ เตียงสี่เสาขนาดคิงไซส์ ผ้าปูที่นอนซาตินอย่างดีสีดำเดินขอบด้วยดิ้นสีทอง น่าจะถูกสั่งทำมาพิเศษเฉพาะกษัตริย์คามิมเท่านั้น
โต๊ะข้างเตียงและข้าวของตกแต่งเองก็เช่นกัน ทุกอย่างล้วนเป็นของราคาแพงทั้งสิ้น ส่วนผนังอีกด้านเป็นชั้นวางหนังสือทั้งแถบ ไม่คิดว่าชีคคามิมจะเป็นคนชอบอ่านหนังสือขนาดนี้
นาฬิกาบนผนังบอกเวลา สี่ทุ่มกว่าแล้ว อีกไม่นานชีคคามิมคงกลับมา รอกียะฮ์แนะนำว่าฉันควรไปซ่อนตัว ในห้องเก็บฉลองพระองค์ก่อน เพราะระหว่างนั้นอาจมีคนเข้ามาพบ แล้วอาจถูกจับตัวไปซะก่อน
เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ฉันนั่งกอดเข่าอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าของชีคคามิม ไร้วี่แววว่าเจ้าของห้องจะกลับมา หรือคืนนี้เขาจะค้างข้างนอก อาจจะมีปาร์ตี้ฉลองจนถึงเช้าก็ได้
ฉันอ้าปากห้าวแล้วพิงหลังไปกับผนัง ด้วยความเมื่อยล้าและเริ่มง่วง กลิ่นหอมแปลกๆ คล้ายกลิ่นธูปหอมของแขก อบอวลอยู่ภายในห้อง ทว่าให้ความรู้สึกผ่อนคลายขึ้น
ดวงตาเริ่มหรี่ลงจนเกือบจะปิดสนิท แม้พยายามสู้กับความง่วงของตัวเองอยู่หลายนาที สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้ความเหนื่อยล้าอ่อนแรงของร่างกาย
ความเงียบเข้าครอบงำ แล้วจากนั้นก็ค่อยๆ ถลำลึก เข้าไปในห้วงของความมืดดำ สมองความคิดว่างเปล่า ล่องลอยยาวนานเท่าใด ฉันก็ไม่อาจรู้ได้...
หากในความฝันยังเห็นภาพใบหน้าของของชีคคามิม นี่ฉันหมกมุ่นเรื่องเขาขนาดเอาเก็บมาฝันเลยเหรอ ใบหน้าอันหล่อเหลาคมเข้ม ทว่าสีหน้ากลับเย็นชา ไม่แสดงออกซึ่งความรู้สึกใด
นัยน์ตาสีดำดุจ้องเขม็งตรงมา พร้อมนั่งไข้วห้างกอดอกอยู่บนโซฟาอีกฝั่ง ภาพตรงหน้าคล้ายกับความจริง มันชัดเจนเกินจะเป็นแค่ความฝัน หัวใจฉันกระตุกวาบขึ้น พร้อมดวงตาที่เบิกกว้างกว่าเดิมหลายสิบเท่า สมองประมวลเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ พร้อมกับร่างกายที่ดีดตัวลุกขึ้นนั่งในทันที
ฉันยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเอง ยังรู้สึกมึนงงว่าเผลอหลับไปตั้งแต่ตอนไหน หลับสนิทขนาดชีคคามิมเข้ามาในห้อง ก็ยังไม่รู้สึกตัว
ก่อนหน้านี้ฉันแน่ใจว่าตัวเอง นั่งซ่อนตัวอยู่ในห้องเก็บฉลองพระองค์ แล้วทำไมถึงมานอนบนโซฟาหลุยส์นี่ได้ ระหว่างที่หลับเกิดอะไรขึ้นบ้าง
"อะแฮ่ม" ชีคคามิมกระแอมเสียงเบา เรียกสติฉันกลับมา
ฉันค่อยๆ ขยับตัว ปล่อยเท้าลงพื้นและนั่งหลังตรง แล้วเงยหน้าขึ้นเพื่อสบตากับเขา
แม้พยายามบอกตัวเองให้สงบอารมณ์ อย่าสติแตกแต่หัวใจมันเต้นรัวไม่หยุด เหงื่อซึมหน้าผาก มือสองข้างที่เย็นเฉียบประสานกันวางบนตัก ด้วยท่าทีที่สำรวมที่สุด
ทว่าสายตาแข็งกระด้างเย็นชา แฝงด้วยความดำมืดที่น่ากลัวและโหดร้าย แต่ทำไมถึงรู้สึกว่าแววตาดุคู่นี้ กำลังซ่อนตัวตนบางอย่างเอาไว้
"อะแฮ่ม" เสียงกระแอมครั้งที่สองของเขาทำให้ฉันหลุดจากภวังค์ ก่อนจะหลุบตาลงต่ำ มองมือตัวเองที่วางอยู่บนตัก
ในใจวุ่นวายหนักกว่าเดิมเพราะสายตาของเขา รวมถึงใบหน้าอันหล่อเหลาคมเข้ม ยิ่งได้มองระยะใกล้แบบนี้ ยิ่งเห็นว่าเขาหล่อจนเป็นพระเอกละครได้เลยทีเดียว เสียดายแค่หน้าดุและแววตาเย็นชาเกินไป
ชีคคามิมขยับตัวลุกขึ้นยืน ฉันแอบเหลือบตาขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง สายตาดุดันยังคงจ้องมองมาอย่างไม่ลดละ บรรยากาศภายในห่องเริ่มอึดอัดหนักขึ้นเรื่อยๆ
ฉันใช้นิ้วจิกลงที่แขน หายใจด้วยความประหม่าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แถมปากยังหนักจนพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว ในหัวคือคิดอะไรไม่ออกแม้แต่คำแก้ตัว ได้แต่ก้มหน้านิ่งอยู่อย่างนั้น รอฟังความคิดเห็นของอีกฝ่ายอย่างร้อนรน
“คุณเป็นใคร ทำไมถึงเข้ามาในห้องนี้ได้” ชีคคามิมพูดภาษาอังอังกฤษอย่างฉะฉาน แต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมา ดุดันและแข็งกระด้าง เอาจริงเอาจัง จนฉันเริ่มตัวสั่นอีกรอบ
แม้จะทำใจไว้แล้วว่าอาจต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ แต่พอเอาเข้าจริงฉันกลับทำตัวไม่ถูกในเวลาที่ถูกจ้องเขม็งแบบนี้ หัวใจมันเต้นโครมครามด้วยความตื่นเต้น ฉันบีบมือที่เย็นเฉียบเข้าหากัน มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเอาไว้เลยสักนิด
ฉันกัดริมฝีปากตัวเอง ไม่กล้าพอที่จะเงยหน้าขึ้นมองคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม
“ลักลอบเข้ามาในห้องบรรทมของกษัตริย์ มีโทษถึงประหารชีวิต” เสียงกระด้างแข็งกร้าวแต่ทรงพลัง ประกาศก้องดังไปทั่วห้องบรรทม ทำลายความเงียบที่แสนอึดอัด
ฉันรวบรวมความกล้าที่มีเงยหน้าขึ้นสบตากับชีคคามิม พระพักตร์ต์ของพระองค์เรียบนิ่งออกจะเย็นชาเสียด้วยซ้ำ พระเนตรสีดำสนิทยังจ้องเขม็งมาอย่างไม่ลดละ
“ขอประทานอภัย คือฉัน รู้ตัวว่าผิดค่ะ ที่ลักลอบ เข้ามา ในห้องบรรทม” ฉันพูดภาษาอังกฤษอย่างตะกุกตะกัก ได้น่าหงุดหงิดตัวเองเป็นที่สุด
“เอ่อคือ ฉันเป็นนักข่าว” เมื่อฉันแนะนำตัวว่าเป็นนักข่าว คิ้วหนาก็ขมวดเข้าหากันทันที
“มาจากสำนักข่าวกู๊ดนิวค่ะ ต้องการสัมภาษณ์คุณ…เอ๊ยพระองค์เพค่ะ” ฉันตื่นเต้นมากจนพูดผิดพูดถูกมั่วไปหมด แต่ชีคคามิมยังนั่งนิ่งฟังอย่างใจเย็น
"ไม่ใช่ชาวฟารีเซียร์ คุณเป็นคนประเทศอะไร" ชีคคามิมยังถามเสียงดุ
"ประเทศไทยค่ะ...เอ่อเพค่ะ" ฉันกัดริมฝีปากตัวเอง เพราะรู้ตัวว่าพูดไม่ถูกต้อง แล้วจึงหลุบตามองนิ้วมือตัวเองอย่างสำนึกผิด
แต่พอก็ได้ยินเสียงถอนหายใจเบาๆ ฉันจึงเหลือบตาขึ้นมองคนตรงข้ามอีกครั้ง ชีคคามิมกำลังลุกขึ้นยืนหากสายตาของเขายังจับจ้องอยู่ที่ฉัน
"ไม่เป็นไร พูดธรรมดาแบบที่พูดปกติเถอะ" แทบไม่เชื่อหูตัวเองว่ากษัตริย์ผู้สูงศักดิ์จะไม่ทรงถือตัว
“ต้องชื่นชมในความกล้าหาญ ที่กล้าลอบเข้ามาถึงในนี้” ชีคคามิมพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่วและน่าฟัง เสียแต่น้ำเสียงยังคงดุทุกคำทุกประโยค
ฉันเงยหน้าขึ้นแล้วส่งยิ้มให้ด้วยความดีใจ อย่างน้อยเขาก็น่าจะใจอ่อนลงบ้างแล้ว
“แต่เสียใจด้วย ผมไม่ให้สัมภาษณ์ และคงต้องส่งตัวคุณให้ตำรวจเพื่อลงโทษ”
เมื่อฟังเขาจบประโยค ฉันก็แทบจะหุบยิ้มลงในทันที
“ได้โปรดเถอะค่ะ ฉันอยากสัมภาษณ์พระองค์จริงๆ อนุญาตให้ฉันสัมภาษณ์เถอะนะคะ” ฉันมองหน้าเขาแล้วส่งสายตาวิงวอนไปยังนัยน์ตาสีดำดุดูลึกล้ำ อีกครั้งที่รู้สึกเหมือนถูกดึงดูดเข้าไปในห้วงภวังค์แปลกประหลาดของนัยน์คู่นี้
“ผมไม่ให้สัมภาษณ์” ชีคคามิมยังยืนยันคำเดิมอย่างหนักแน่น
“ทำไมล่ะคะ คุณมีเรื่องน่าอายอะไรที่ต้องปกปิด หรือกลัวใครจะรู้ความลับอะไรเข้างั้นสิ ถ้างั้นฉันก็คงคิดถูกแล้วล่ะ” ปากฉันเร็วพอกับความคิดที่ไม่กลั่นกรองก่อน คิ้วหนาเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความฉงน
“คุณมันก็แค่คนดีที่ไม่ได้ดีอย่างที่คิด”