กริ๊งๆๆๆๆๆ! … เสียงโทรศัพท์ภายในห้องนอนดังขึ้น
เสียงของมันปลุกฉันให้ตื่นจากการนอนหลับ ซึ่งฉันเพิ่งจะข่มตาลงได้ตอนตีสี่ เพราะมัวแต่นั่งคิดหาวิธีจะหลบหนีไปจากที่นี่ แต่วิธีเดียวที่คิดได้ คงจะต้องกระโดดลงไปจากระเบียงห้องเท่านั้น
โอ๊ยยย…ขาฉันปวดระบมกว่าเมื่อวานอีก รู้สึกว่าร่างกายจะอ่อนเพลียไม่มีเรี่ยวแรงแม้จะลืมตาขึ้นมาเลยด้วยซ้ำ ฉันโอดครวญอยู่ในใจ พลางเปิดตาข้างหนึ่งเหลือบขึ้นมองนาฬิกาบนผนัง นี่มันเพิ่งจะหกโมงเช้าเองนะ ใครกันที่โทรมาแต่เช้า
ฉันเอื้อมมือสะเปะสะปะควานไปหาโทรศัพท์ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ก่อนจะยกหูโทรศัพท์และดึงเข้ามาแนบกับใบหู
“อือ ว่าไงคะ” เสียงฉันงัวเงียเพราะเพิ่งตื่นนอน แต่ได้ยินเสียงหัวเราะฮึของปลายสาย ทำฉันตาสว่างทันที
“อรุณสวัสดิ์ เจณีน” ปลายสายทักกลับอย่างอารมณ์ดี ชีคคามิม!
นี่เขาคงตั้งใจกะจะโทรมาเช็กสินะ ว่าฉันยังอยู่หรือหนีไปแล้ว ถึงได้โทรมาเช้าขนาดนี้
“มีธุระอะไรคะ”
“ผมมีประชุมตอนเจ็ดโมงเช้า”
แล้วไงเกี่ยวอะไรกับฉันมิทราบ
“เจณีน ปกติคุณทานอาหารเช้ากี่โมง” คำถามของชีคคามิมทำให้ฉันเริ่มเอะใจ ทำไมจู่ๆ เขาถึงถามคำถามนี้
“ฉันไม่ทานอาหารเช้าค่ะ” ฉันตอบพลางยกมือขึ้นปิดปากที่กำลังห้าว แต่ปลายสายกลับเงียบเสียงไปสักสิบวินาทีแล้วจึงพูดต่อ
“คุณควรทานข้าวเช้านะ” เสียงเขาดุจริงจังขึ้น
“อีกสิบนาทีเจอกัน ผมจะทานข้าวเช้ากับคุณ แล้วค่อยไปประชุม” สิ้นประโยคนั้นเขาก็กดวางสายไปทันที
ฉันอ้าปากค้างมองโทรศัพท์ที่อยู่ในมือ เขาไม่คิดจะถามฉันกลับบ้างหรือว่าอยากทานด้วยรึเปล่า … โคตรเอาแต่ใจและออกคำสั่งเก่งจริงๆ นะท่านชีค
นี่มันคือเช้าที่แย่ที่สุด ภายใน 10 นาที เขากำลังจะมาแล้ว แต่ฉันยังไม่ได้อาบน้ำแปรงฟัน หรือแม้แต่ลุกจากที่นอนเลย โอ๊ยตายแล้วสภาพฉันตอนนี้โทรมสุดๆ แล้วจะกล้าเผชิญหน้ากับเขายังไงล่ะทีนี้
ทำไมถึงชอบสั่งชอบบังคับให้ทำในสิ่งที่ฉันไม่อยากทำด้วย เขาคิดว่าจะบงการฉันได้ทุกเรื่องจริงๆ งั้นเหรอ
10 นาทีต่อมา
ภายในห้องโถงด้านนอกสว่างด้วยแสงที่ทะลุผ่านผนังกระจก ผ้าม่านถูกเปิดกว้างทำให้เห็นทิวทัศน์เกือบทั่วกรุงฟาเดล ฉันนั่งขดตัวอยู่บนโซฟาหลุยส์
เสียงเคาะประตูดังขึ้นตรงตามเวลาที่บอกไว้ไม่มีผิด ช่างเป็นคนรักษาเวลาได้ดีจริงๆ ฉันค่อนแคะเขาอยู่ในใจ แล้วทันใดประตูก็เปิดออก โดยที่ฉันไม่ต้องเสียแรงเดินไปเปิดเลย
เมื่อเหลือบตาขึ้นมองคนที่เพิ่งเดินผ่านประตูเข้ามา ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำสนิท เดินเข้ามาด้วยท่าทางสง่างดงาม ราวเทพบุตรสุดหล่อ เอาล่ะยอมรับเลยว่าเขาหล่อจริง และทำฉันเคลิ้มได้
แล้วเท้าเขาก็ชะงัก สายตาเขาจ้องมองฉันด้วยความประหลาดใจ คิ้วหนาขมวดเข้า หากปากหยักๆ นั่นกลับโค้งขึ้นเหมือนกำลังกลั้นยิ้มอยู่ ฉันกลายเป็นตัวตลกไปแล้วหรือไง
ฉันก้มมองตัวเองในสภาพชุดนอน กางเกงวอร์มขายาวสีเทา กับเสื้อยืดสีน้ำเงินตัวเก่า ผมยาวรวบขมวดเป็นจุกไว้กลางกระหม่อม ใบหน้าขาวซีดไร้เครื่องสำอาง
ฮึเขาคงคิดล่ะสิ ว่าฉันจะต้องรีบลุกไปอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟันแต่งตัวสวยๆ รอต้อนรับ แต่ไม่! ฉันจะไม่ทำอย่างนั้นเด็ดขาด ฉันไม่ต้องการจะทำอะไรเพื่อเอาใจเขาอีก
เขาต่างหากที่ต้องเกรงใจ และที่สำคัญ เขาควรจะได้เห็นตอนตื่นนอนที่ฉันทั้งน่าเกลียดและโทรม จนแทบดูไม่ได้นี่แหละ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะเปลี่ยนใจเพราะทนรับสภาพแย่ๆ นี้ไม่ได้ก็ได้ ใครจะไปรู้
“อรุณสวัสดิ์อีกครั้งเจณีน คุณอยากทานอะไร” ชีคคามิมถามขณะนั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้าม แล้วพนักงานสาวของโรงแรมก็เข็นรถ ที่เต็มไปด้วยอาหารหลากชนิด มีทั้งข้าวต้มที่เป็นอาหารแบบไทย สลัดผักผลไม้ ขนมปัง ไข่ เบคอน ไส้กรอก และกาแฟ
เรียกว่าเป็นบุฟเฟ่ขนาดย่อมได้เลยนะนั่น
ฉันเหลือบตามองไปที่รถเข็นบรรทุกอาหาร แล้วหันมาหาชีคคามิมเพื่อตอบคำถามของเขา
“กาแฟค่ะ” ฉันไม่หิว แต่รู้สึกง่วงมากกว่า ถ้าให้เลือกกินอะไรสักอย่างเช้าๆ แบบนี้ ก็คงได้แค่กาแฟ นอกนั้นฉันกินไม่ลง
“เจณีน คุณควรทานอาหารเช้าไม่ใช่ทานแค่กาแฟ ตัวคุณถึงได้ผอมแบบนี้ไง” ชีคคามิมพูดเสียงดุ กอดอกมองฉันเหมือนกำลังประเมินตัวฉันอยู่
แล้วมันเรื่องอะไรต้องมาบังคับให้กินโน้นกินนี่ แล้วยังมาวิจารณ์รูปร่างฉันอีก ฉันขยับตัวนั่งหลังตรงกอดอกจ้องชีคคามิมกลับบ้าง
“ฉันไม่ทานค่ะ” ฉันยังคงยืนยันเสียงหนักแน่น และชักสีหน้าบึ้งตึงใส่เขา
“แล้วเลิกยุ่งวุ่นวายกับฉันซะทีเหอะ คุณมีประชุมเช้าไม่ใช่เหรอ รีบทานแล้วก็รีบไปสิ” ฉันจ้องตากับชีคคามิม เหมือนเรากำลังเล่นเกมกันอยู่ ใครหลบตาก่อน คนนั้นแพ้
“เจณีน คุณกล้าไล่ผม งั้นเหรอ” คิ้วหนาขมวดเข้าด้วยความประหลาดใจ
ชีคคามิมพยักหน้าเบาๆ แล้วนิ่งไปชั่วอึดใจหนึ่ง ฉันไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ แต่สายตาเรายังคงจ้องกันนิ่ง
“ผมมีทางเลือกให้คุณสองทาง จะทานอาหารเช้าดีๆ หรืออยากให้ผมเริ่มเล่นเกมของเราตอนนี้เลย” เขาข่มขู่ด้วยเสียงเข้มจริงจัง แล้วโน้มตัวข้ามโต๊ะเข้ามา ก่อนจะดึงข้อมือฉันไปจับเอาไว้
“การประชุมเช้านี้สำคัญมาก แต่ผมสามารถสั่งยกเลิกได้ ถ้าคุณเลือกจะไม่ทานอาหารเช้า ผมจะกดคุณลงบนโต๊ะนี่เลย ต่อหน้าคนพวกนี้” ปลายคางของชีคคามิมพยักพเยิดไปทางองครักษ์ และพนักงานที่ยืนที่ยืนก้มหน้านิ่งอยู่ ท่าทางเอาจริงของเขาทำฉันเริ่มหวั่นใจ บางทีเขาอาจจะเป็นบ้า แล้วทำอย่างที่พูดจริงๆ
“เข้าใจใช้วิธีบังคับนะคะ ท่านชีค” ฉันอดประชดเขาไม่ได้
“ผมเก่งเรื่องนี้เสมอแหละเจณีน บังคับ ขู่เข็ญ หรือแม้แต่ขื่นใจ” ชีคคามิมยิ้มที่มุมปาก ดูเขาจะภูมิใจในด้านมืดของตัวเองซะเหลือเกิน
“นี่เป็นนิสัยจริงๆ ของคุณหรือเปล่า... ด้านมืดที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณ” ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าจริงๆ แล้ว นี่คือนิสัยที่แท้จริงของเขา ดุดัน เอาแต่ใจ และจอมบงการ
“ด้านมืดของผมมีมากกว่าที่คุณคิด เจณีน อยากเห็นมากกว่านี้มั้ย” นัยน์ตาสีดำมีแววของความเจ้าเล่ห์ไม่น่าไว้ใจ
ฉันสะบัดข้อมือออกจากมือของชีคคามิม แล้วผลักอกเขาให้ถอยห่าง เขายอมปล่อยมือและกลับไปนั่งที่เดิม ก่อนจะก้มลงหยิบช้อนกับซ้อมขึ้นมา และเริ่มทานเบคอนกับไส้กรอก
แค่อาหารเช้าทำไมต้องบังคับข่มขู่กันขนาดนี้ด้วย ฉันมองค้อนจอมบงการก่อนจะชี้นิ้วไปที่สลัดผัก แต่ก็ไม่วาย ชีคคามิมยังเจ้ากี้เจ้าการบังคับให้ทานออมเล็ตอีก1จานพร้อมขนมปังอีกหนึ่งแผ่น
6.50 น.
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว พนักงานสาวของโรงแรมก็เข้ามาเก็บจานและเข็นรถออกไปจากห้อง
ชีคคามิมก้มมองนาฬิกาบนข้อมือ และลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เป็นอันว่าเขากำลังจะไปประชุมแล้วสินะ
“ผมต้องไปแล้ว คุณจะกลับไปนอนต่อหรืออยากไปทำสปานวดตัวหรือเปล่า ที่นี่หมอนวดฝีมือดีมากเลยนะ” ชีคคามิมพูด ขณะหยิบเสื้อสูทขึ้นมาสวม
“ขอบคุณค่ะ แต่ฉันแค่อยากจะนอนพักหรือถ้าจะกรุณามากกว่านั้น ช่วยส่งฉันกลับบ้านจะดีมากค่ะ” และคำพูดนั้นของฉันทำให้คิ้วหนาขมวดเข้า
ชีคคามิมเดินอ้อมโต๊ะมานั่งข้างฉัน เขาหันไปสบตากับองครักษ์คล้ายกับส่งสัญญาณว่าให้ออกไป
เมื่อเหลือกันอยู่แค่สองคนแล้ว ชีคคามิมก็โน้มตัวเข้ามาพร้อมกันนั้นก็ใช้มือจับที่เอวและดึงตัวฉันเข้าไปหา มืออีกข้างก็จับที่ไหล่แล้วค่อยๆ ไล้ขึ้นมาที่ลำคอ แล้วใช้นิ้วโป้งแตะที่ริมฝีปากล่างฉันเบาๆ
สายตาเขาที่จ้องมามันร้อนแรง และเต็มไปด้วยความปรารถนา ฉันนั่งตัวแข็งทื่อไม่กล้า เขาจะทำอะไรอีก
“เจณีน ผมขอเตือนเป็นครั้งสุดท้าย อย่าคิดหนีเป็นอันขาด เพราะยังไงผมก็ไม่มีทางปล่อยคุณไปง่ายๆ ล้มเลิกความคิดนี้ไปซะ”
“แล้วเมื่อไหร่คุณจะปล่อยฉัน” ฉันกลั้นใจถามออกไป
“เมื่อเกมของเราจบลง และคุณเป็นผู้ชนะเท่านั้น ผมถึงจะปล่อยคุณไป”
แล้วถ้าฉันแพ้ ฉันก็ต้องอยู่แบบนี้ อยู่ในฐานะนักโทษของเขาตลอดไปงั้นสิ มันไม่ยุติธรรมเลย และฉันไม่ต้องการให้มันเป็นแบบนี้ ฉันอยากกลับบ้าน
“ฉันต้องทำยังไง ถึงจะชนะ” ฉันพูดพึมพำเสียงเบากับตัวเอง
“ทำให้ผมพอใจสิ เจณีน แค่คุณทำให้ผมพอใจมากที่สุดเพียงเท่านั้น” น้ำเสียงของชีคคามิมต่ำลงนุ่มนวลไม่แข็งกระด้างเช่นก่อนหน้านี้ นิ้วมือของเขายังวนเวียนอยู่ที่ริมฝีปากของฉัน
“ฉัน…”
ฉันไม่เคยทำเรื่องอย่างว่า แล้วต้องทำยังไงหรือฉันควรจะยอมตายไปซะ แต่รอกียะฮ์ต้องลำบากแน่ๆ ฉันรู้สึกสับสน ทางเลือกของฉันมีน้อยเหลือเกิน
“ผมชักอยากยกเลิกประชุมเช้านี้แล้วสิ” ว่าแล้วชีคคามิมก็โน้มใบหน้าเข้ามา กดจมูกลงที่แก้ม แล้วไล้จมูกลงไปที่ซอกคอ มือของเขาลูบแผ่นหลังของฉันแผ่วเบา ฉันรู้สึกเสียววาบไปตามแนวกระดูกสันหลัง
“อย่าค่ะ”
ฉันรีบยกมือขึ้นผลักอกของชีคคามิมเอาไว้ แต่เขากลับไม่สนใจ จมูกของเขายังซุกไซที่ซอกคอของฉัน ลมหายใจของเขาเริ่มถี่กระชั้นขึ้น ฉันดิ้นร้นขยับตัวสะบัดออกจากวงแขนของเขา แต่กลับทำให้เขารั้งร่างเข้าไปแนบแน่นกว่าเดิม ฉันรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก
“จะเจ็ดโมงแล้วนะคะ อย่าลืมสิคะว่าคุณมีประชุม ประชุมสำคัญด้วยนะ” ฉันร้องเตือนขึ้น เมื่อขัดขืนอะไรไม่ได้
ชีคคามิมชะงักและยอมปล่อยตัวฉันให้เป็นอิสระ ฉันรีบขยับตัวถอยห่างอย่างโล่งใจ นึกว่าจะต้องโดนเขากดลงบนโต๊ะข้างๆ นี่แล้วจริงๆ
“ผมน่าจะประชุมเสร็จสักสิบเอ็ดโมงครึ่ง” ชีคคามิมพูดพร้อมโน้มตัวเข้ามาหาฉันอีกครั้ง
“หวังว่าถึงตอนนั้น คุณคงจะอาบน้ำและแต่งตัวให้เรียบร้อยแล้วนะ ไม่อย่างนั้นผมจะเป็นคนอาบให้คุณเอง”
คราวนี้ฉันได้เห็นรอยยิ้มกรุ้มกริ่มของชีคคามิมแบบชัดเจน
“อ่อ...สำหรับของหวานหลังอาหารเช้า ผมประทับใจมากเจณีน”
ชีคบ้ากาม! นี่เขาจ้องแต่จะทำเรื่องอย่างว่ากับฉัน จริงๆ น่ะเหรอ แล้วฉันจะเชื่อเขาได้มากแค่ไหน ว่าจะได้สัมภาษณ์เขาจริงๆ เล่นเกมกับคนขี้โกงเราจะชนะเขาได้อย่างไร มีแต่จะเสียเปรียบ และไม่วายคงต้องแพ้ให้เขาอยู่ดี