คนเย็นชาไร้หัวใจ

2077 Words
ฉันกลับเข้าไปในห้องนอนแล้วกระแทกร่างลงบนเตียง ด้วยความง่วงและอ่อนเพลีย เนื่องจากต้องตื่นแต่เช้า แต่ภาพในหัวกลับคิดถึงใบหน้าที่มีรอยยิ้มของเขา มันก่อกวนจิตใจทำหัวใจฉันเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ บ้าจริง! ในห้วงของความมืดดำดึงดูดฉันเข้าไป ยาวนานเท่าใดก็ไม่อาจรู้ แต่สิ่งที่ปลุกฉันให้ตื่นอีกครั้ง คือเสียงของโทรศัพท์เครื่องเดิม ฉันปรือตาขึ้นมองเพดานห้องแล้วก็ต้องนิ่วหน้าด้วยรำคาญ เสียงโทรศัพท์ดังรบกวนจนไม่สามารถนอนต่อได้ ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นนั่งด้วยความงัวเงีย แล้วหันไปคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าปลายสายคือใคร “เจณีน คุณยังหลับอยู่รึเปล่า” ปลายสายถามเสียงเรียบ แต่น้ำเสียงดูกังวลเล็กน้อย “ใช่ แล้วคุณเป็นอะไรมากป่ะ ทำไมต้องโทรมากวนฉันบ่อยๆด้วย” ฉันยังนอนไม่เต็มอิ่ม เลยอดที่จะต่อว่าปลายสายไม่ได้ “ไม่รู้ว่าคุณเป็นคนขี้เซา” ชีคคามิมพูดเสียงเบาลง “การประชุมอาจยาวจนถึงเที่ยง ผมคงไปถึงเลทหน่อย” ขณะที่ชีคคามิมพูดก็ได้ยินเสียงใครบางคนแทรกเข้ามา เขาถอนหายใจแล้วหันกลับไปตอบเสียงห้วน แล้วจึงกลับมาพูดกับฉันอีกที “ผมต้องไปประชุมต่อแล้วล่ะ ไว้จะรีบไปรับคุณนะ เจณีน” “เอ่อ ที่จริงคุณไม่ต้องรีบก็ได้นะคะ หรือถ้าวันนี้ไม่ว่างก็ไม่ต้องมาสิค่ะ” ฉันไม่ได้อยากเจอเขาเลยสักนิด “แต่ผมอยากเจอคุณนะ” หลังจากประโยคนั้น เราต่างเงียบกันไปอึดใจหนึ่ง ฉันไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงอยากเจอนักโทษ หรือเขาคิดจะเล่นเกมอะไรอีกรึเปล่า “แค่นี้ก่อนนะ ผมต้องกลับไปประชุมแล้ว” เขากดวางสายไปแล้ว แต่ฉันยังนั่งค้างอยู่ท่าเดิม อาการง่วงงัวเงียหายเป็นปลิดทิ้ง รู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยดี ฉันรีบจัดแจงอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อย แล้วเดินลงมาจากชั้นสอง ขาระบมจนต้องค่อยๆ เกาะราวบันไดลงมา ฉันไม่ได้ทานยาแก้ปวดหรืออักเสบตั้งแต่เมื่อวานเย็น เพราะลืมถุงยาไว้บนรถของเรย์ เมื่อซาร่าเห็นว่าฉันเดินลงบันไดอย่างทุลักทุเล ก็รีบเข้ามาช่วยพยุง โชคดีที่เธอมีรูปร่างที่สูงกว่าและมีแรงมากกว่า จึงหิ้วปีกฉันได้อย่างสบาย “นี่ซาร่า เธอทำงานอยู่ที่นี่มานานรึยัง” เธอไม่ตอบแต่ส่ายหน้าแทน “ฉันเป็นคนไทยนะ รู้จักประเทศไทยมั้ย” ฉันเริ่มชวนคุย เมื่อหย่อนก้นลงนั่งที่โซฟา เธอพยักหน้า แต่ก็ยังไม่ยอมพูดอยู่ดี ทั้งที่เมื่อคืนเธอพูดและสื่อสารภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี “ซาร่ามีอะไรรึเปล่า ทำไมฉันถามถึงไม่ยอมพูด” ฉันเริ่มเอะใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับสาวใช้คนนี้ ทำไมจู่ๆ ท่าทางเธอจึงเปลี่ยนไป “เอางี้ ถ้าเป็นเพราะชีคคามิมให้พยักหน้า แต่ถ้าเป็นเพราะไม่ชอบฉันให้ส่ายหน้า” แล้วซาร่าก็พยักหน้า ฉันก็เข้าใจทุกอย่างได้ดีว่ามันเกิดอะไร หวังว่าเขาจะไม่ตัดลิ้นเธอทิ้งไปแล้วนะ ฉันถอนหายใจแล้วจ้องหน้าซาร่า “ฉันขอโทษนะซาร่าที่ทำให้เธอต้องมาลำบาก” ไม่รู้ว่าซาร่าโดนข่มขู่อะไรไปบ้าง ฉันรู้สึกเศร้าที่ต้องทำให้คนรอบๆ ตัวต้องมาเดือดร้อน และฉันยังมีความกังวลใจเรื่องของรอกียะฮ์กับเรย์ ไม่รู้ว่าป่านนี้ทั้งสองคนจะเป็นอย่างไรบ้าง 13.00 น. ประตูลิฟต์เปิดออก แล้วชายหนุ่มร่างสูงสง่าก็ก้าวออกมา สายตาเขาพุ่งตรงมาพร้อมเท้าที่ก้าวยาวๆมาหาฉัน ที่กำลังนั่งอยู่บนโซฟาใก้ลระเบียง ใบหน้าเขาค่อนข้างที่จะเคร่งเครียด “ผมขอโทษที่ทำให้รอนาน การประชุมติดพันจนผมไม่สามารถปลีกตัวออกมาก่อนได้ คุณหิวรึยัง เจณีน” ชีคคามิมบ่นพลางขยับเนกไทที่คอให้เลื่อนลงมาเล็กน้อย แล้วจึงแกะกระดุมเม็ดบนออก “ฉันไม่ได้รอคุณค่ะ แล้วฉันก็ยังรู้สึกอิ่มจากอาหารมื้อเช้า ที่ถูกบังคับให้ทานอยู่เลยค่ะ” ฉันพูดเสียงประชด แล้วมุมปากเขาก็กระตุกขึ้น ชีคคามิมเดินมาทรุดตัวนั่งลงข้างๆ ขยับร่างเบียดเข้ามาจนชิด ฉันหันไปจ้องหน้าเขาด้วยความไม่พอใจ แต่ใบหน้าเขากลับโน้มเข้ามาจนริมฝีปากเราแทบจะแตะกันอยู่แล้ว ฉันสัมผัสได้ถึงลมหายใจกลิ่นมิ้น เหมือนเขาเพิ่งจะแปรงฟันก่อนจะมาถึงนี่ “ถ้าคุณยังไม่หิว งั้นเรามาเล่นเกมกันก่อนมั้ย” “ไม่ค่ะ” ฉันรีบปฏิเสธทันที เมื่อเขาขยับใบหน้าเข้ามาเหมือนกำลังจะจูบ ฉันรีบลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ แต่ทันใดนั้นขาฉันกลับเซจะล้มลงด้วยความเจ็บปวด แต่ก็ถูกเขาดึงลงไปนั่งที่ตักแทน … โธ่นี่มันแย่กว่าเดิมอีก! แขนทั้งสองของเขารวบรัดร่างฉันไว้แต่หลวมๆ ฉันจึงพยายามจะดิ้นรนเพื่อจะหนีจากวงแขนเขา “ฉันจะกลับไปนั่งที่เดิมค่ะ” “นั่งตักผมแล้วไม่ดีตรงไหน” “ฉันอึดอัดค่ะ และไม่สะดวกใจมากด้วย” “ทำตัวให้ชินไว้ซะ เพราะเดี๋ยวถ้าขึ้นเตียง คุณจะไม่ได้นั่งแค่บนตักผมนะ รู้มั้ยเจณีน” เขาพูดพลางจูบที่หัวไหล่ฉัน ทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ อยากทำอะไรก็ทำแบบนี้มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ “ฉันยังไม่พร้อมค่ะ ขาฉันยังเจ็บจากอุบัติเหตุสองวันก่อน” ที่จริงฉันอยากจะเปิดรอยเขียวซ้ำที่ขาอ่อนให้เขาได้เห็น แต่ก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นการกระตุ้นเขามากกว่ารึเปล่า “ขอเวลาอีกหน่อยได้มั้ยคะ สักอาทิตย์หนึ่ง” “คุณคิดจะถ่วงเวลาอีกงั้นเหรอ เจณีน” เขารู้ทันแต่ฉันก็ไม่สน เพราะยังไงถ้าสามารถยืดเวลาออกไปได้อีก ก็เท่ากับโอกาสรอดก็มีเพิ่มขึ้น "เปล่านะคะ ตอนนี้ขาฉันปวดบวมช้ำและเจ็บจริงๆ" “แล้วพอจะเดินไหวมั้ย ต้องให้ผมอุ้มคุณรึเปล่า” “ไม่ต้อง...ค่ะ” ฉันรีบปฏิเสธ แล้วก็ได้เห็นรอยยิ้มที่มุมปากหยักๆ บางทีเขาก็อ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ ตกลงว่าเขาเป็นคนแบบไหนกันแน่นะ ชีคคามิม แขนเขาโอบอยู่ที่เอวเพื่อจะช่วยพยุงให้ฉันเดิน เราออกจากห้องจนถึงเข้าไปในลิฟต์ ต่างคนต่างไม่ได้พูดอะไรกันจนประตูลิฟต์เปิดออก องครักษ์สองนายยืนประจำอยู่ที่หน้าลิฟต์ชั้นห้า ทั้งสองโค้งศีรษะลงจนเราเดินผ่าน แล้วจึงหมุนตัวเดินตามในระยะห่างพอสมควร พอเดินมาถึงประตูทางออกก็มีองครักษ์อีกสองคนยืนอยู่ โอ้โห้ต้องมีองครักษ์คอยติดตามเยอะขนาดนี้เลยเหรอ ฉันไม่แปลกใจเลยที่ไม่มีนักข่าวคนไหน ได้เฉียดเข้าใกล้ชีคคามิมแม้ปลายเล็บ นี่เขาเคยรู้สึกอึดอัดบ้างมั้ยนะ "ช่วงนี้การรักษาความปลอดภัยอาจจะเข้มงวดหน่อย ราชิกคิดว่าอาจมีผู้ประสงค์ร้ายกับผม" แล้วสายตาเขาก็หันมองมาที่ฉัน โอ๊ยนี่เขาคิดว่าฉันจะทำร้ายอะไรเขาได้เหรอ มีองครักษ์ล้อมหน้าล้อมเป็นขบวนขนาดนี้ "ฉันไม่มีเจตนาจะเข้าไปทำร้ายคุณเลยนะคะ" "ใช่ อย่างคุณคงทำอะไรผมไม่ได้หรอกเจณีน" น้ำเสียงเขาเหมือนเยาะเย้ย "คุณประเมินฉันต่ำไปมั้ยคะ ชีคคามิม" "นั่นน่ะสินะ บุกรุกเข้ามาถึงห้องบรรทมขององค์คามิมได้ คุณคงไม่ธรรมดา ถ้างั้นผมคงต้องเชื่อราชิก อาจต้องเพิ่มองครักษ์ติดตามให้มากกว่านี้อีก" แล้วก่อนที่ฉันจะได้อ้าปากโต้ตอบเขากลับ เราก็เดินมาถึงรถซูเปอร์คาร์สีดำวาวที่จอดนิ่งอยู่ ชีคคามิมเปิดประตูแบบปีกนกกางขึ้นเหนือศีรษะ ฉันปีนเข้าไปนั่งชุกตัวอยู่ในรถฝั่งข้างคนขับ ห้องโดยสารภายในยิ่งดูหรูหรากว่าภายนอก มันถูกออกแบบมาให้คล้ายกับห้องนักบินขับไล่ ชีคคามิมเข้ามานั่งประจำที่ฝั่งคนขับ แล้วโน้มตัวเข้าหาฉันก่อนจะดึงสายรัดเข็มขัดนิรภัยลงมาคาดให้ “เพื่อความปลอดภัย” ชีคคามิมพูดจบก็ขยับกลับไปนั่งที่ของคนขับ ฉันถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วรถซูเปอร์คาร์ก็ออกตัวพุ่งไปข้างหน้า “เราจะไปไหนกันคะ” ฉันถามขณะที่รถเลี้ยวพ้นจากโรงแรมฮัมดานสู่ถนนใหญ่ “ทานอาหารเที่ยงที่ร้านประจำของผม แล้วหลังจากนั้นผมตามใจคุณว่าอยากให้ผมพาไปที่ไหน” หมายความว่าไง วันนี้เราต้องตัวติดกันตลอดเวลาเลยงั้นเหรอ “ฉันคิดว่าเมื่อคืนโทรศัพท์มือถือของฉัน อาจจะตกหล่นอยู่ในห้องนอนของคุณ ชีคคามิมค่ะ คุณเห็นโทรศัพท์มือถือของฉันบ้างรึเปล่าคะ” ฉันแอบชำเลืองมองใบหน้าด้านข้างของชีคคามิม ใบหน้านิ่งเรียบแต่หล่อเหลาคมคาย เขายังคงตั้งหน้าตั้งตาขับรถต่อไปโดยไม่ยอมตอบคำถาม “ฉันอยากได้โทรศัพท์ของฉันคืนค่ะ” ฉันพูดเสียงดังขึ้น เขาจะทำเป็นเหมือนไม่ได้ยินฉันพูดไม่ได้ แล้วความเร็วของรถซูเปอร์คาร์ก็เริ่มชะลอลงและจอดนิ่งในที่สุด ทันใดนั้นราชิกก็มาหยุดยืนฝั่งคนขับพร้อมกับเคาะกระจกเบาๆ มือข้างขวาถือปืนยกขึ้นเหนือไหล่ออกไปนอกลำตัว องครักษ์คนสามสี่คนก็ทำเช่นเดียวกัน ทุกคนมองไปรอบๆ ด้วยความระแวงระวัง เวรกรรม! ชีคคามิมไม่ได้สนใจราชิกเพียงยกมือข้างหนึ่งขึ้น องครักษ์ทั้งสี่ก็โค้งศีรษะลงและยอมถอยกลับไปยังชุปเปอร์ไบท์นั่งคร่อมรออยู่ด้านหลัง “คุณจะโทรหาใคร เจณีน” ใบหน้าของชีคคามิมค่อยๆ หันมา สายตาของเขาเปลี่ยนไปจากอ่อนโยนเป็นดุดัน “ฉันจะโทรหาใครก็เรื่องของฉัน แต่คุณไม่มีสิทธิ์ยึดโทรศัพท์ฉันไป เอาคืนมานะ” “คุณยังคิดจะหนีอีกเหรอ” “แล้วทำไมต้องจับฉันมาขังด้วย ในเมื่อฉันทำผิดก็ส่งตัวฉันให้ตำรวจเลยสิ” เขาจะมาใช้กฎของกษัตริย์ แล้วมาตัดสินลงโทษตามอำเภอใจไม่ได้ บ้านเมืองมีกฎระเบียบ ที่นี่ก็ไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อนเสียหน่อย “เจณีน คุณอยากไปจากผมนักใช่มั้ย” ชีคคามิมปลดสายรัดเข็มขัดนิรภัยของตัวเอง แล้วทันใดนั้นเขาก็โน้มตัวมาจู่โจมอย่างรวดเร็ว ริมฝีปากของเขาประกบเข้ากับเรียวปากฉัน แม้ว่าจะพยายามใช้พยายามดันตัวเขาออก แต่ก็โดนกดไว้จนหลังติดกับเบาะ ฉันขยับตัวไปไหนไม่ได้เลย และดูท่าชีคคามิมจะไม่ยอมหยุดง่ายๆ เขาใช้นิ้วโป้งดันปลายคางฉันให้เงยขึ้นเพื่อรับกับจูบ ฉันรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก ปลายลิ้นเขาเขี่ยริมฝีปากของฉัน ริมฝีปากของชีคคามิมยังคงบดขยี้ริมฝีปากของฉันด้วยความดุดันร้อนแรง จนลมหายใจของฉันเริ่มติดขัด เหมือนคนหายใจไม่เป็น ฉันไม่เคยถูกจูบแบบจู่โจมขนาดนี้มาก่อน อันที่จริงนี่คือจูบแรกของฉัน เมื่อชีคคามิมจูบจนพอใจแล้วเขาก็ค่อยๆ ถอนริมฝีปากออก เมื่อปากถูกปล่อยให้เป็นอิสระ ฉันรีบสูดลมหายใจเข้าปอด เหมือนคนขาดหายใจไปหลายนาทีพร้อมกับกลืนน้ำลายลงคอ หัวใจฉันเต้นรัวเร็วตัวสั่นด้วยอาการตื่นตระหนกกับเหตุการณ์เมื่อครู่ ฉันหันหน้ามองออกนอกกระจกด้านข้าง โดยไม่กล้ามองหน้าชีคคามิมอีก เขาเองก็ไม่ได้พูดอะไรและขยับกลับไปขับรถต่อ จนขับพามาถึงร้านอาหาร
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD