เช้าวันที่สองในกรุงฟาเดลเมืองหลวงของประเทศฟารีเซียร์ พระอาทิตย์ขึ้นเร็วตั้งแต่หกโมงเช้า ฉันตื่นมาพร้อมความรู้สึกเจ็บปวดและระบมไปทั้งตัว โดยเฉพาะขาทั้งสองข้างที่ทั้งปวดและเขียวช้ำเห็นชัด
“โอ๊ยเจ็บปวดไปทั้งขาเลย” ฉันลุกจากเตียงพร้อมกับโอดครวญด้วยความเจ็บปวด
แต่ถึงแม้จะรู้สึกเจ็บปวดมากแค่ไหน ฉันก็ต้องรีบอาบน้ำแต่งตัวให้เสร็จอย่างรวดเร็ว เพราะไม่อยากให้เรย์มานั่งรอนานเกินไป
แค่นี้ก็รู้เกรงใจจะแย่แล้ว แต่เมื่อลงมาถึงล็อบบี้ เขากำลังนั่งดื่มกาแฟรออย่างใจเย็น
ฉันเดินตรงเข้าไปหาเรย์ เขาเงยหน้าขึ้นมองตั้งแต่หัวจรดเท้า คิ้วขมวดแน่น เหมือนฉันเป็นตัวประหลาด แต่คิดว่าเขาคงรู้สึกแปลกใจมากกว่าที่เห็นเครื่องแต่งกายที่ฉันใส่อยู่
ชุดฮิญาญสีดำสนิทคลุมยาวลงมาถึงข้อเท้า จนชายผ้าเกือบจะลากกับพื้น ศีรษะคลุมทับด้วยผ้าสีเดียวกัน ใบหน้าเองก็ต้องปิดบังเอาไว้เหลือเฉพาะส่วนของดวงตาเท่านั้น ชุดรุมล่ามทำให้เดินไม่ค่อยสะดวกนัก ทั้งหมดนี้เพราะมินนี่ที่อยากให้ฉันกลมกลืนไปกับผู้คนชาวฟารีเซียร์
เรย์อ้าปากเหมือนต้องการจะพูดบางอย่าง แต่ฉันไม่รอให้เรย์แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อชุดที่ฉันใส่ในวันนี้ ฉันจึงรีบเดินนำเขาออกประตูไป โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารถเขาจอดอยู่ตรงไหน
เราสองคนมาถึงพระราชวังอาร์บี้ประมาณเจ็ดโมงครึ่ง พิธียังไม่เริ่มจนกว่าจะถึงแปดโมงเช้าตามกำหนดการ และเมื่อเดินเข้ามาถึงท้องพระโรงซึ่งมีขนาดใหญ่ พื้นที่น่าจะราวๆ สักห้าร้อยกว่าตารางเมตร
พื้นทั้งหมดถูกปูด้วยพรมสีแดงเข้ม ผนังห้องทาด้วยสีขาวสะอาด เสาสีทองแกะสลักลวดลายตามแบบฉบับของชาวอาหรับ
โคมไฟแบบแชงกาเรียคริสทัล แขวนห้อยระย้าลงมาจากเพดาน ส่องแสงเปร่งประกายระยิบระยับ เรียงยาวตั้งแต่หน้าประตูจนถึงในสุด ซึ่งคือด้านหน้าของพระราชบัลลังก์สีทอง ประดับประดาด้วยเพชรพลอยระยิบระยับ เล่นกับแสงไฟที่สาดลงมาจนรู้สึกแสบตา
ฉันรู้สึกตื่นเต้นกับสถานที่หรูหราโอ่อ่าและอลังการ และอดจะทึ่งในความร่ำรวยมั่งคั่งของประเทศนี้ไม่ได้
ขณะกำลังชื่นชมอยู่กับสถานที่ เรย์ก็เดินนำพาฉันมานั่งบนเก้าอี้สำหรับแขกวีไอพี ซึ่งอยู่หน้าสุดห่างจากพระราชบัลลังก์แค่ไม่กี่ฟุต นั่นยิ่งทำให้ฉันตื่นเต้นเข้าไปอีก
ไม่คิดว่าเรย์จะเป็นแขกคนสำคัญของงานขนาดนี้ เขาทำให้ฉันรู้สึกแปลกใจได้อีกแล้ว
8.00 น.แขกเริ่มทยอยเข้ามานั่งจนเกือบเต็มท้องพระโรง เรย์หันไปทักทายกับคนรู้จักด้วยภาษาอาหรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม วันนี้ดูเขาจะอารมณ์ดีมากเป็นพิเศษ
หลังจากนั้นไม่ถึงหนึ่งนาทีทหารชุดสีเขียวเข้ม ก็เดินเรียงแถวก้าวเข้ามา ทุกอย่างในท้องพระโรงจึงหยุดเคลื่อนไหว แม้แต่ฉันเองก็ไม่กล้าขยับตัว ความรู้สึกตื่นเต้นเพิ่มทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ ท้องไส้เริ่มปั่นป่วนไปหมด สายตาฉันกำลังจดจ่อรอคอยการปรากฏตัวของกษัตริย์ฟารีเซียร์
ทหารชุดแรกกำลังเดินแยกแถวออกเป็นสองฝั่ง และตั้งแถวเรียงหน้ากระดานด้านหน้าของราชบัลลังก์สีทอง บนเวทีที่อยู่สูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง เสียงแตรเป่าขึ้นเพื่อเป็นสัญญาณว่ากษัตริย์ของฟารีเซียร์ได้เสด็จมาถึงแล้ว
เวลาของการรอคอยใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว อยากรู้นักว่าคนที่เรียกได้ว่าเพอร์เฟ็คสุดๆ นั้นจะเป็นอย่างไง ฉันอยากเห็นกับตาว่ากษัตริย์คามิมไม่ได้มีความผิดปกติทางกาย หรือมีหน้าตาอัปลักษณ์เกินจะแสดงตัวต่อสื่อและสาธารณชน
ต่อจากนั้นไม่กี่วินาทีก็ปรากฏร่างของบุรุษหนุ่ม รูปร่างโดดเด่นด้วยความสูงน่าจะสักประมาณร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร
ในชุดคลุมสีดำเดินขอบด้วยแถบสีทองที่อก ชุดยาวลงมาถึงข้อเท้า ทับด้วยผ้าคลุมศีรษะสีดำครอบรัดด้วยเชือกถักสีดำสลับทอง
กษัตริย์คามิมพระราชดำเนินเข้ามาภายในท้องพระโรง ด้วยพระพักตร์ต์สงบนิ่งไม่แสดงสีหน้าใด ออกจะดูหยิ่งไปด้วยซ้ำในความรู้สึกของฉัน
พระเนตรสำดำสนิทลึกลับแต่ทรงพลังอำนาจ แต่ดึงดูดสายตาจนไม่อาจละไปที่อื่นได้ คิ้วหนาเข้มทำให้ดูน่าเกรงขาม ซึ่งรับกับจมูกที่โด่งเป็นสันปลายงองุ้มลง ริมฝีปากเม้มปิดสนิท กรอบหน้าล้อมด้วยเคราบางๆ ทำให้ใบหน้าคมเข้มดุดัน ไหล่และอกกว้างบึกบึนสมชายชาตรี
ชีคคามิมเดินหลังตรงสู่บัลลังก์อย่างสง่างาม มั่นคง และสงบนิ่งตลอดจนถึงประทับบนพระราชบัลลังก์สีทอง
ทว่าเพียงเสียวนาทีหนึ่งพระองค์ก็หันมา แค่ชั่ววินาทีของสายตาที่ได้ประสานกัน ฉันรู้สึกเหมือนถูกมนต์สะกด ให้ตกอยู่ในภวังค์ห้วงของความลึกลับจากนัยน์ตาคมคู่นั้น
สายตาถูกตรึงอยู่กับบุรุษผู้สูงศักดิ์ที่นั่งห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว จู่ๆ หัวใจก็เกิดเต้นแรงขึ้นมา แบบไม่เคยเป็นมาก่อน แล้วเสียงเรียกจากเรย์ปลุกฉันให้หลุดจากภวังค์
“เจ คุณโอเครมั้ย เป็นอะไรรึเปล่า”
ฉันไม่ได้ตอบเรย์ เพียงแต่ส่ายหน้าและเบนสายตาไปมองทางอื่นแทน หัวใจเต้นรัวแรงอย่างไม่มีเหตุผล เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นมาที่หน้าผาก แม้อุณหภูมิในท้องพระโรงจะเย็นจัดก็ตาม ฉันไม่ชอบที่ตัวเองรู้สึกประหม่าแบบนี้เลย
หลังจากนั้นยังมีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามานับสิบคน น่าจะเป็นพวกคณะรัฐมนตรีของฟารีเซียร์ ทุกคนแต่งกายแบบเดียวกันทั้งสิ้น ชุดสีขาวคลุมยาวลงมาถึงข้อเท้าทับด้วยผ้าคลุมศีรษะสีแดงลายตาราง
แล้วคณะรัฐมนตรีก็เริ่มพระราชพิธี โดยการทูลเชิญองค์คามิมขึ้นสู่ราชบัลลังก์ และมีพิธีทางศาสนาอีกหนึ่งชั่วโมง ก่อนจะเป็นการกล่าวของนายกรัฐมนตรี และกษัตริย์คามิมกล่าวประกาศการขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการ
หลังเสร็จจากพระราชพิธี ผู้คนเริ่มทยอยออกจากท้องพระโรง แต่ฉันยังยืนเหม่ออยู่ด้านหน้าใก้ลกับทางออก เพราะเรย์ยังติดธุระพูดคุยทักทายกับนายทหารท่านหนึ่งอยู่
แต่ในหัวฉันยังคิดถึงแต่เรื่องของชีคคามิม จะมีวิธีไหนที่สามารถเข้าถึงตัวพระองค์โดยไม่ถูกทหารจับเข้าคุกไปก่อน ความหวังของฉันที่จะได้สัมภาษณ์ชีคคามิม ดูมืดมนเหมือนเดินมาถึงทางตัน หรือฉันต้องกลับบ้านมือเปล่าจริงๆ
ในขณะที่หัวใจเริ่มห่อเหี่ยวและท้อถอย จู่ๆ ฉันก็ได้ยินเสียงเรียกชื่อดังมาจากด้านหลัง
"เจ!" เสียงที่ไม่คุ้นหู ฉันแน่ใจว่านอกจากเรย์ ที่นี่ฉันไม่รู้จักใครเลย และเมื่อหมุนตัวหันกลับไปตามเสียงเรียก ฉันถึงกับต้องแปลกใจไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
เมื่อเจ้าของเสียงนั้น คือผู้หญิง คนที่ฉันและเรย์ช่วยไว้เมื่อคืน ‘รอกียะฮ์’
ฉันจำเธอได้ในทันทีที่เราสบตากัน แม้ใบหน้าของเธอ จะถูกปิดบังไว้ด้วยผ้าคลุมทั้งใบหน้า เหลือเฉพาะส่วนดวงตาเท่านั้น
รอกียะฮ์วิ่งเข้ามาจับมือฉัน พร้อมแววตาที่เต็มไปด้วยความตื้นตัน และดีใจที่เราได้พบกันอีกครั้ง
แม้เราไม่สามารถสื่อสารกันด้วยภาษาพูด แต่เราก็พยายามใช้ภาษามือ ถามไถ่อาการเจ็บป่วยของกันและกัน แต่โชคดีที่เรย์คุยธุระเสร็จและเดินมาร่วมวงสนทนากับเรา โดยเขาทำหน้าที่เป็นล่ามให้
รอกียะห์เล่าให้ฟังว่า หลังจากเหตุการณ์เมื่อคืน เธอหนีสามีไปอยู่บ้านพี่สาว ส่วนอาการบาดเจ็บ ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว แต่ฉันก็ไม่อาจวางใจว่าเธอจะไม่เป็นอะไรจริงๆ
“รอกียะฮ์เธอต้องไปให้หมอตรวจดูนะ ว่าเธอไม่มีอาการซ้ำในอะไร”
“ฉันไม่เป็นอะไรแล้ว โดนแค่นี้ถือว่าน้อยกว่าทุกครั้ง ต้องขอบใจเธอมากนะเจ” ตาของรอกียะฮ์ยิ้ม แต่ลึกๆ แล้วเธอจะเจ็บปวดมากแค่ไหนกันนะ
“เจ ขาของเธอ เป็นอย่างไรบ้าง เจ็บมากมั้ย” รอกียะฮ์ถามพลางทรุดตัวลงไป จับที่ขาฉันด้วยความกังวล
“ไม่เป็นจ๊ะเมื่อคืนไปหาหมอแล้ว หมอตรวจดูแล้วว่าไม่เป็นไร แค่ซ้ำนิดหน่อย ว่าแต่เธอมาทำอะไรที่นี่” น่าแปลกใจที่รอกียะฮ์สามารถ เดินผ่านเข้ามาถึง ด้านในส่วนของท้องพระโรงได้โดยง่าย
“ฉันทำงานในพระราชวังแห่งนี้ เป็นข้าหลวงรับใช้องค์คามิมจ๊ะ” รอกียะฮ์พูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ แต่ฉันอึ้งจนพูดไม่ออก ไม่น่าเชื่อว่าสวรรค์จะฟังคำขอร้องจากฉัน แล้วแผนการในหัวก็เกิดขึ้นในทันทีทันใด
“เรย์ ฉันคิดออกแล้ว ว่าจะขอสัมภาษณ์ชีคคามิมได้ยังไง” ฉันหันมาพูดกับเรย์ และเหมือนเขาจะอ่านใจฉันได้ เพราะเรย์ส่ายหน้าทันที
“ไม่มีทาง เจ ถ้าคุณไม่อยากให้ผู้หญิงคนนี้เดือดร้อนอีก คุณต้องไม่ทำอะไรแบบนั้น”
“เรย์ ได้โปรดเถอะ” คราวนี้ฉันแทบอยากจะกราบขอร้องเรย์เป็นครั้งแรก ที่ต้องการความช่วยเหลือจากเขาจริงๆ
“ฉันมาที่นี่เพื่อต้องการสัมภาษณ์ชีคคามิม ได้โปรดช่วยเหลือฉันอีกครั้งนะคะ” ฉันทำหน้าอ้อนวอนขอร้องเรย์ เขาถอนหายใจและนิ่งเงียบเหมือนกำลังชั่งใจอยู่
“แผนของฉันจะไม่มีใครเดือดร้อน ฉันแค่ต้องการเข้าพบชีคคามิมเท่านั้น จากนั้นฉันจะหาทางขอร้องชีคคามิมเอง ได้โปรดช่วยฉันอีกครั้งเถอะนะ เรย์” ฉันบอกแผนการกับเรย์ เขาถอนหายใจและพยักหน้ายอมช่วยพูดกับรอกียะฮ์ให้
ฉันหันไปทางรอกียะฮ์ เธอขมวดคิ้วคล้ายกำลังสงสัยในบทสนทนาของเรา แต่พอเรย์อธิบายให้ฟัง เธอก็ส่ายหน้าดิกเหมือนกับเรย์ในตอนแรกไม่มีผิด
“ไม่ได้ค่ะ ฉันเสียใจจริงๆ ที่ไม่สามารถช่วยได้”
“รอกียะฮ์ขอร้องล่ะ แค่เธอพาฉันเข้าไป แล้วหลังจากนั้นฉันจะจัดการทุกอย่างเอง ฉันสัญญาจะไม่ทำให้เธอเดือดร้อน” ฉันจ้องตากับรอกียะฮ์เพื่อขอความเห็นใจ
“แต่มันเสี่ยงมากนะเจ ถ้าถูกจับได้ ถ้าองค์คามิมกริ้วและไม่ยอมให้สัมภาษณ์เธออาจจะต้องโดนลงโทษ อาจต้องติดคุก หรืออาจถูกพาไปที่ทะเลทรายและไม่ได้กลับมาอีก” แววตาของรอกียะฮ์มีทั้งความกังวลและความกลัว เธอบีบมือฉันแน่น แต่ฉันไม่มีเวลากลัวอะไรอีกแล้ว เพราะนี่คือโอกาสสุดท้าย
“ไม่ต้องกังวลนะ แค่เธอพาฉันเข้าไปเท่านั้น ได้โปรดเถอะรอกียะฮ์ ไหว้ล่ะฉันมองไม่เห็นทางอื่นเลยนอกจากเธอ เธอเป็นความหวังเดียวของฉันนะรอกียะฮ์” ฉันยังคงอ้อนวอนรอกียะฮ์
เธอดูลังเลหันหน้ากลับไปกลับมาไม่ยอมสบตา ฉันยืนลุ้นตัวโก้งว่าเธอจะตอบตกลงมั้ย และเมื่อเธอพยักหน้า ฉันก็แทบจะกระโดดจนตัวลอย
“ก็ได้ ฉันจะยอมช่วยเธอ ตอบแทนที่เมื่อคืนเธอช่วยฉันไว้ แต่ฉันอยากให้เธอคิดให้ดีๆ นะ องค์คามิมต้องกริ้วมากแน่ๆ ที่ทำแบบนี้ ฉันไม่อยากให้เธอต้องถูกลงโทษ” รอกียะฮ์บีบมือฉันแน่นขึ้นอีก
มือเธอเย็นจัดและสั่นน้อยๆ คงเพราะความหวาดกลัวที่อยู่ภายในจิตใจ แต่มาถึงขั้นนี้แล้วฉันจะไม่ยอมพลาดโอกาสนี้เด็ดขาด ... ฉันรู้ว่าเสี่ยงมาก แต่ก็ต้องลอง
พระอาทิตย์หายลับไปกับขอบฟ้า ความมืดค่อยๆ โรยตัวลงมา ปกคลุมทุกตารางนิ้วของพระราชวังอาร์บี้ งานเฉลิมฉลองยังมีต่อไปทั้งคืน