บทที่ 6 [2/2]

1755 Words
:: :: สุดท้ายแล้วเสี่ยเอกก็ปฏิเสธคำชวนทานข้าวจากคณิตา เขาบอกกับเธอว่ามีธุระกับพ่อซึ่งเขาก็ไม่ได้โกหกแต่อย่างใด เพียงแต่ธุระที่ว่านั้นคือเลาจ์แห่งนี้ ตรัยและน้องชายทั้งสองคนของเขามาเลาจ์อีกแล้ว ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้นั่งในห้องส่วนตัวแต่อย่างใดเพราะอยากเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งโต๊ะร่วมสนุกกับดนตรีสดบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นที่นั่งก็ยังคงเป็นโซนที่ค่อนข้างส่วนตัวอยู่ดี ไม้ตรีเลือกเด็กดริ้งสี่ห้าคนเช่นเดิม ทุกคนมีเด็กๆ นั่งขนาบยกเว้นก็แต่เสี่ยเอกที่ไม่เอาเด็กดริ้ง ภาพของชายหนุ่มที่ระยะนี้ไร้เงาสาวๆ ข้างกายเป็นภาพชินตาของพนักงานและลูกค้าขาประจำที่นี่ไปเสียแล้วเมื่อเจ้าของเลาจ์ไม่เอาเด็กดริ้งจึงไม่มีใครกล้าคะยั้นคะยอ "เรื่องที่ดินของหนูตาไปถึงไหนแล้วล่ะ?" ตรัยถามเรื่อยเปื่อยไม่ได้มีอะไรแอบแฝง เขาก็แค่หาเรื่องมาพูดคุยกับลูกๆ ก็เท่านั้น เสี่ยเอกเองก็ไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยอะไร ดีเสียอีกที่ตรัยถามเรื่องนี้ขึ้นมาก่อนเพราะเขาก็มีเรื่องอยากจะคุยกับพ่ออยู่พอดี "ผมจะคุยกับพ่อเรื่องนี้พอดีเลย" "มีปัญหาอะไร? " "ผมจะหานายหน้าที่ดินคนอื่นมารับหน้าที่ต่อแทนผม" "ทำไม?" "ผมไม่ได้มีเวลาว่างถึงขั้นจะพาคุณตาขับรถข้ามจังหวัดไปดูที่ดินทุกวัน" เสี่ยเอกรู้สึกเบื่อหน่ายกับการที่ต้องเป็นนายหน้าให้กับคณิตาเต็มทน สองสัปดาห์ที่ผ่านมาเขาเสียเวลากับการพาเธอไปดูที่ดินในพื้นที่ต่างๆ ที่เธอต้องการแม้กระทั่งจังหวัดอื่นๆ ในภาคเหนือเธอก็ยังจะไป เสี่ยเอกรู้สึกว่าเขาเสียเวลากับเธอมากพอแล้ว ไม่ว่าเขาจะพาเธอไปดูที่ดินที่ไหนคณิตาก็ไม่เคยถูกใจทั้งนั้น ยกเว้นก็แต่ที่ดินของล้อมเดือนที่เธอถูกใจที่สุด ในขณะเดียวกันเขาก็เลิกเร้าหรือให้ล้อมเดือนขายที่ดินตรงนั้นมาหลายวันแล้ว เพราะคุยเรื่องที่ดินกันที่ไรเขากับเธอมักจะมีปัญหากันตลอด ซึ่งเขาไม่อยากมีปัญหากับล้อมเดือนเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องอีกแล้ว ทะเลาะกันครั้งล่าสุดเมื่อหลายวันก่อนเพราะเขาดันพูดเรื่องที่ดินของเธอขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งคำตอบของล้อมเดือนก็ยังคงเป็นการปฏิเสธขายเช่นเดิมและจบด้วยการที่ทั้งเขาและเธอก็ไม่ได้พูดคุยกันอีก ครั้นจะปรับความเข้าใจก็ดันเป็นช่วงเวลาที่ล้อมเดือนเอาแต่ขลุกตัวอยู่ที่คอนโดเพื่อนเพื่อทำธีสิสจบแต่วันนี้เธอบอกกับเขาว่าว่างแล้วจึงทำให้เขาตัดสินใจนัดเธอมาทานข้าวด้วยกันที่เลาจ์แห่งนี้ เป็นครั้งแรกในรอบสามปีที่เขานัดเจอล้อมเดือนนอกเหนือจากคอนโด แต่ถึงจะนัดเจอกันที่เลาจ์ทว่าเขาก็ยังคงเปิดห้องรับรองส่วนตัวเอาไว้อยู่ดี ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลานัดหมาย เขายังมีเวลาเหลืออีกราวๆ ครึ่งชั่วโมงจึงนั่งคุยกับพ่อและน้องชายต่อ "ถ้ามึงไม่อยากดูแลต่อ ก็หานายหน้ามารับหน้าที่นั้นแทนก็แล้วกัน" ตรัยรู้จักนิสัยลูกชายตัวเองดี นับว่าดีแค่ไหนแล้วที่อีกฝ่ายยอมเป็นนายหน้าให้กับลูกสาวเพื่อนนานถึงสองสัปดาห์ทั้งที่อีกฝ่ายเรื่องมากแค่ไหน ตอนที่เห็นว่าทั้งสองคนไปไหนมาไหนด้วยกันยังทำให้เขาอดคิดไม่ได้เลยว่าทั้งสองอาจจะคบหากันอยู่ก็เป็นได้เพราะนานกว่าสามปีแล้วที่เขาไม่เห็นลูกชายไปไหนกับหญิงสาวสองต่อสอง กระทั่งมาตอนนี้ถึงได้รู้ว่าเขาคิดผิดไปแต่ก็ยังนึกสงสัยอยู่ดี "ฉันมีอะไรจะถามแก" "ถามอะไรครับ? " "แกไม่ชอบหนูตาบ้างเหรอ? " เสี่ยเอกที่กำลังจิบบรั่นดีอยู่แทบจะพ่นมันออกมา ยังดีที่ยั้งตัวเองทันก่อนจะตวัดตามองพ่อด้วยแววตาแขยง "ถามอะไรออกมาน่ะพ่อ? ผมน่ะเหรอชอบคุณตา? " แค่คิดก็ขนลุกแล้ว ผู้หญิงที่ชอบวางตัวสูงส่งและกดข่มคนอื่นอย่างคณิตาไม่ใช่ไทป์ที่เขาชอบและนั่นมันก็ทำให้เขาอดเปรียบเทียบกับล้อมเดือนไม่ได้จริงๆ นอกจากจะแตกต่างกันแล้ว อีหนูของเขานั้นไม่เคยมีนิสัยวางตัวสูงส่งแม้แต่น้อย ทั้งยังเอาอกเอาใจและออดอ้อนเขาอย่างรู้จังหวะ วันไหนที่กลับมาจากทำงานเหนื่อยๆ แค่เห็นเธอเอาอกเอาใจกันมันก็ทำให้เขาหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งแล้ว "เอ้า ก็ช่วงนี้ฉันเห็นว่าหนูตาติดแกแจเลยนี่ ก็นึกว่าคบหากันอยู่" "ไม่ได้คบกัน ผมไม่ได้ชอบคุณตา" ในความรู้สึกของเสี่ยเอก เขารู้สึกรำคาญคณิตาด้วยซ้ำที่เอาแต่ทำตัวตามติดเขาแจ ยิ่งช่วงหนึ่งสัปดาห์หลังมานี้ทั้งโทรหาเขาและส่งข้อความมาแทบจะทุกชั่วโมง หากเขาไม่ตอบข้อความเธอก็จะโทรหาเขาและเมื่อเขาถามว่ามีธุระอะไรหรือเปล่า อีกฝ่ายก็แค่ตอบกลับมาว่าเพราะเขาตอบข้อความเธอช้าเกินไป เหตุผลนั้นทำเอาเสี่ยเอกหัวจะปวด พฤติกรรมของคณิตาคือสิ่งที่เสี่ยเอกเกลียดมากที่สุดและเธอก็ทำให้เขารู้สึกอึดอัด ถ้าไม่ติดว่าเป็นลูกสาวเพื่อนพ่อเขาคงไม่ต้องมารักษาน้ำใจกันเช่นนี้ แต่ที่ทุกวันนี้ยังยอมให้เธออยู่ใกล้นั่นก็เป็นเพราะว่าก่อนหน้านี้พ่อเขากำชับให้ช่วยดูแลคณิตาเพราะฝ่ายนั้นเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศจึงยังไม่มีเพื่อนคนอื่นให้คบหา แรกๆ เขาก็เต็มใจที่จะดูแลเธอในฐานะลูกสาวของเพื่อนพ่ออยู่หรอก แต่เมื่อเธอเริ่มเผยนิสัยที่เขาไม่ชอบออกมาก็ทำให้เขาเริ่มระอาไม่น้อยเลย อีกอย่างเวลาที่เขาควรจะได้อยู่กับล้อมเดือนก็เริ่มหดหายไปด้วยเพราะต้องคอยแบ่งเวลามาเอาใจลูกคุณหนูอย่างคณิตาที่บางครั้งก็งอแงอยากให้เขาพาไปห้างเพื่อซื้อของแบรนด์เนมทั้งที่มันก็ไม่ใช่หน้าที่ของเขา "ถ้าอย่างนั้นก็แย่หน่อยล่ะ ตอนนี้ข่าวแกกับหนูตากำลังดัง" "ข่าวผมกับคุณตาเหรอ? " "เออ ก็เพจอีปี้ขยี้ข่าวมันเอารูปเฮียกับคุณตาอะไรนั่นตอนกินข้าวกับเดินห้างมาลงเพจน่ะสิ พาดหัวข่าวซะใหญ่โตเลย นี่ไง" ไม้โทเป็นฝ่ายไขข้อข้องใจพร้อมกับยื่นโทรศัพท์ที่เปิดหน้าเพจอีปี้ขยี้ข่าวให้เสี่ยเอกที่รีบคว้ามาดูและทันทีที่เสี่ยเอกเห็นพาดหัวข่าวก็ทำเอาลมแทบตีหน้าขึ้นมา ‘หรือคนนี้จะเป็นตัวจริง! ถึงคราวเสี่ย อ.ปิดตำนานเลี้ยงอีหนู!’ อีกแล้วเหรอวะ! อีปี้ขยี้ข่าวนี่เป็นอะไรกับเขานักหนาเนี่ยถึงได้ขยันลงข่าวเขาจริงๆ! "มันเป็นเฟคนิวส์! ผมไม่ได้คบกับคุณตา!" "ไอ้กูก็นึกว่าลูกชายจะแต่งเมียแล้ว" ตรัยพูดเย้าแหย่ลูกชายแต่อีกฝ่ายกลับปฏิเสธเสียงแข็ง "แต่งเมียบ้าบออะไรล่ะ! ผมจะอยู่เป็นโสดไปจนตายนั่นแหละ! ดีกว่าเอาเมียให้รำคาญใจ!" เสี่ยเอกพูดออกมาเสียงดังฟังชัด เพราะยังอยู่ในอารมณ์โมโหจึงทำให้เขาพลั้งพูดอะไรอย่างนั้นออกไปโดยไม่ทันคิด "อ้าว แล้วอีหนูคนนั้นที่มึงซ่อนเอาไว้ล่ะ? " เสี่ยเอกตกใจที่ความลับตลอดสามปีถูกคนเป็นพ่อล่วงรู้ แต่ก็ยังคงท่าทีปกติเอาไว้เช่นเดิม "พ่อรู้ได้ยังไง? " "กูรู้มานานแล้วเถอะ เห็นแอบคบมาหลายปีแต่ไม่เคยเปิดตัวสักที" ตรัยหมายถึงอีหนูของลูกชายที่เคยบอกกับเขาว่าเลี้ยงดูมานานสามปีแล้ว ตอนแรกเขาคิดว่าลูกชายจะคบจริงจังเสียอีก แต่ทว่าคำตอบที่ได้รับนั้นมันก็ชัดเจนเช่นกัน "บอกแล้วไงว่าผมไม่เอาเมีย กินเล็กกินน้อยไปเรื่อยๆ ดีกว่า เบื่อเมื่อไหร่ก็แค่เลิก" เสี่ยเอกไหวไหล่เหมือนกับว่าสิ่งที่เขาทำไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร "แกไม่กลัวเขาจะแสดงตัวว่าเป็นอะไรกับแกหรือไง? " ตรัยหยั่งเชิงถามลูกชายที่นิ่งเงียบไป เสี่ยเอกนึกย้อนถึงอีหนูคนอื่นๆ ที่หลายคนพยายามอยากจะเปิดตัวว่ามีความสัมพันธ์กับเขา แต่เป็นเขาที่บอกเลิกพวกเธอไปเสียก่อน ทว่านั่นก็เป็นเพียงพวกอดีตอีหนูเพราะปัจจุบันล้อมเดือนไม่เคยมีท่าทีอยากจะเปิดเผยความสัมพันธ์กับเขาเลยและเขาก็พึงพอใจในข้อนี้ของเธอมาก "อีหนูของผมคนนี้รู้สถานะตัวเองดีน่า ซุกมาตั้งหลายปีไม่เคยเรียกร้องอะไรจากผม แค่ผมหยิบยื่นเงินเล็กๆ น้อยๆ ให้เธอก็อยู่อย่างสงบเสงี่ยมแล้ว เด็กคนนี้เชื่อฟังผมมากถึงได้อยู่กับผมนานหลายปี" "แล้วแกแน่ใจเหรอว่าเขาจะอยู่กับแกไปตลอด? " "แน่ใจสิพ่อ" "แล้วถ้าวันหนึ่งเขาขอไปจากแกล่ะ?" เป็นอีกครั้งที่เสี่ยเอกนิ่งไป เขากำลังใช้ความคิดก่อนจะตอบกลับผู้เป็นพ่ออย่างไม่ใส่ใจสักเท่าไหร่ "ถ้าอยากไปผมก็ไม่คิดจะรั้งไว้อยู่แล้ว แค่เธอเอ่ยปากผมก็พร้อมปล่อยเธอเหมือนกับอีหนูคนอื่นๆ นั่นแหละ" เห็นท่าทางที่ดูมั่นอกมั่นใจในตัวเองเสียขนาดนั้นแล้วก็ทำให้ตรัยนึกหมั่นไส้ลูกชายตัวเองไม่น้อย ในใจได้แต่ภาวนาขอให้มันรักใครสักคนขึ้นมาจริงๆ แล้วถูกทิ้งสักครั้งและเมื่อนั้นเขาอยากจะรู้นักว่าไอ้ความมั่นใจที่มันมีจะทำให้ยังปากดีอย่างนี้ได้อีกไหม ========================== #รอดูคนปากดีได้เลยค่ะพี่ๆ ขาาา
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD