ม่านรถม้าถูกลมพัดปลิวไสว เปิดทางให้แสงพระจันทร์สีเลือดสาดส่องเข้ามาอาบร่างของสตรีชุดขาว แสงสีแดงฉานนั้นดูราวกับจะหลอมละลายร่างจิ้งจอกให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกับมวลมนุษย์ กระดูกทั่วร่างของนางลั่นกรอบแกรบ ผิวพรรณเปล่งประกายรัศมีนวลใสดุจไข่มุก หางทั้งเก้าที่เคยพวงฟูสลายหายไปกลายเป็นเรียวขาอ่อนอันเรียบเนียน
นางทำสำเร็จแล้ว! นางกลายเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์แล้ว!
แต่ทันทีที่เลือดหยดนั้นไหลลงสู่กระเพาะ ไป๋เซาซางกลับไม่ได้รู้สึกถึงความสดชื่นจากพลังหยางเพียงอย่างเดียว แต่นางกลับรู้สึกถึงเปลวเพลิง ที่ลุกโชนขึ้นกลางอก มันไม่ใช่ความร้อนจากการบำเพ็ญ แต่มันคือความร้อนที่ทำให้สติสัมปชัญญะของนางเริ่มพร่าเลือน
"อึก... เหตุใด..."
ร่างบางที่คร่อมอยู่บนตักแกร่งเริ่มโอนเอน ใบหน้าของนางขึ้นสีระเรื่อจัดราวกับผลผิงกั่วสุกงอม ดวงตาคู่สวยฉ่ำวาวไปด้วยความสับสน นางรู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง กลิ่นสุราคลุ้งอยู่ในโพรงปาก บัดนี้กลับหอมเย้ายวนจนนางอยากจะซุกไซ้ลงไปมากกว่าเดิม
เฉินอี้ที่ถูกกัดจนเลือดไหลไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองแม้แต่น้อย
ทันทีที่ถูกคมเขี้ยวฝังลงบนลำคอ แทนที่จะร้องด้วยความเจ็บปวด เขากลับหลุดเสียงครางต่ำในลำคออย่างลืมตัว ความเจ็บแปลบที่ได้รับในคราแรกนั้นช่างน้อยนิดเมื่อเทียบกับความซ่านสยิวที่ตามมาติด ๆ
เมื่อเรียวลิ้นเล็ก ๆ ของไป๋เซาซางเริ่มละเลียดเลียและดูดดึงหยดเลือดที่ซึมออกมาจากรอยแผล ความรู้สึกเหมือนกระแสไฟอ่อน ๆ พุ่งพล่านไปทั่วร่างหนา ลิ้นของนางช่างนุ่มนวลและชื้นแฉะ ทุกครั้งที่นางออกแรงดูดเม้ม ราวกับนางไม่ได้เพียงแค่สูบเอาหยดเลือดไป แต่กลับกำลังสูบเอาวิญญาณและความเป็นชายของเขาไปพร้อมกันด้วย
"ซี๊ด... แม่นาง"
เฉินอี้หรี่ตาลงมองภาพตรงหน้าด้วยอารมณ์ที่ลุกโชน เขาเห็นเพียงเนินอกที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจของนาง และหยดเลือดสีแดงสดที่ติดอยู่ที่มุมปากอิ่มของหญิงสาว ความเย้ายวนนั้นทำให้เขาลืมความสงสัยไปสิ้นว่านางเป็นใครหรือมาจากไหน
มือหนาที่ร้อนระอุเลื่อนขึ้นไปลูบไล้เส้นผมยาวสลวยของนาง บังคับให้ใบหน้างามที่กำลังมึนเมาจากฤทธิ์สุราในกระแสโลหิตของเขาต้องเงยขึ้นสบตา
"ดูดคอข้าจนพอใจแล้วหรือยัง ในเมื่อเจ้าได้สิ่งที่ต้องการไปแล้ว... ตอนนี้ถึงตาข้าทวงของตอบแทนบ้างล่ะ"
เฉิงอี้ประคองร่างบางลงนอนกับพื้นรถม้า เขาจงใจบดเบียดร่างกายส่วนกลางที่แข็งขืนเข้าหาความนุ่มนิ่มของนาง ไป๋เซาซางที่กำลังมึนจนสติหลุดลอย ร้องครางอื้ออึงในลำคอ
ร่างกายมนุษย์ที่เพิ่งได้รับมาใหม่ช่างไวต่อสัมผัสเหลือเกิน เพียงแค่เขาขยับกายเข้าหา ร่างของนางก็สั่นสะท้านและบิดเร่าด้วยความต้องการที่นางเองก็ไม่เข้าใจ
"ข้า…อืมมม" นางกระซิบชิดริมฝีปากเขา ดวงตาคู่สวยปรือปรอย
เฉินอี้ยิ้มเจ้าเล่ห์ มองหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนา ก่อนจะโน้มใบหน้าลงไปซุกไซ้ซอกคอขาวเนียนของนางคืนบ้าง
ไป๋เซาซางรู้สึกราวกับโลกทั้งใบกำลังพลิกคว่ำ ร่างกายสตรีมนุษย์ที่นางเฝ้าเพียรบำเพ็ญตบะเพื่อให้ได้ครอบครอง เหตุใดมันจึงได้ บอบบางและไวต่อสัมผัส ถึงเพียงนี้ เพียงแค่ถูกฝ่ามือหนาขยับลูบไล้ ผิวพรรณของนางก็ร้อนผ่าวและสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ นางพยายามจะยกมือขึ้นผลักไส แต่วงแขนกลับอ่อนแรงราวนกปีกหัก ทำได้เพียงวางแปะอยู่บนแผงอกแกร่งของเขาอย่างไร้กำลัง
"อา... ร้อนเหลือเกิน..." นางครางแผ่วในลำคอ ดวงตาคู่สวยปรือปรอยฉ่ำวาวด้วยฤทธิ์สุราที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือด
เฉินอี้ไม่ปล่อยให้ขาดช่วง เขาฉกริมฝีปากลงมาบดเบียดอย่างรุนแรง จุมพิตของคุณชายเสเพลนั้นช่างจัดจ้านและช่ำชอง ร่างหนาสอดลิ้นรุกรานเข้ามาภายใน กวาดลิ้นร้อนระอุเข้าไปพัวพันต้อนลิ้นเล็ก ๆ ของจิ้งจอกสาวที่เพิ่งเคยสัมผัสรสรักแบบมนุษย์เป็นครั้งแรก
กึก...
รสคาวเลือดจาง ๆ จากลำคอของเขาที่ยังติดอยู่ที่ปลายลิ้นของนาง ผสมปนเปไปกับกลิ่นสุราแดง ที่หอมตลบอบอวลอยู่ในโพรงปาก ความคาวและความหวานล้ำหลอมรวมกันเป็นรสชาติที่น่ามึนเมาเกินกว่าจะต้านทาน ไป๋เซาซางเบิกตาโพลงด้วยความตกใจในคราแรก ก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลงอย่างพ่ายแพ้ต่อสัญชาตญาณใหม่ในร่างนี้
ลิ้นเล็กของนางที่เริ่มซนเพราะฤทธิ์สุรา เริ่มขยับตอบโต้เขาอย่างเงอะงะแต่เย้ายวนใจยิ่งนัก ทุกครั้งที่ลิ้นของทั้งคู่เกี่ยวกระหวัดกัน นางรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟแล่นผ่านจากปลายลิ้นลงไปสู่จุดกึ่งกลางลำตัวจนหน้าท้องมวนสยิว
"อื้อ..." นางส่งเสียงประท้วงที่ฟังดูเหมือนการอ้อนวอนในลำคอ
เฉินอี้ผละริมฝีปากออกมาเพียงนิด น้ำใสจาง ๆ เชื่อมโยงระหว่างริมฝีปากของทั้งคู่ดูเย้ายวนใจใต้แสงจันทร์สีเลือดที่เริ่มจางลง เขาจ้องมองใบหน้าที่แดงจัดและลมหายใจที่หอบกระเส่าของนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหิวกระหาย
แรงอารมณ์ที่พุ่งพล่านบวกกับฤทธิ์สุราทำให้เฉินอี้ในยามนี้ไม่หลงเหลือความยั้งคิดใด ๆ อีกต่อไป เพราะร่างบางตรงหน้าช่างเย้ายวนราวกับเทพธิดาที่ตกลงมาจากดวงจันทร์ ยิ่งนางทำท่าทางไร้เรี่ยวแรงและขัดขืนอย่างอ่อนระโหย มันกระตุ้นสัญชาตญาณสัตว์ป่าในตัวชายหนุ่มให้ตื่น
มือหนาที่เคยใช้จับจอกสุรา บัดนี้คว้าหมับเข้าที่สาบเสื้อสีขาวบริสุทธิ์ของไป๋เซาซาง ก่อนจะออกแรงทั้งกึ่งปลดกึ่งกระชากจนผ้าเนื้อดีฉีกขาดออกจากกัน
แคว่ก!
ชุดบางเบาหลุดลุ่ยลงไปกองอยู่ที่เอวคอดกิ่ว เผยให้เห็นเรือนร่างสตรีที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ผิวพรรณของนางขาวผ่องดุจสลักจากหยกชั้นเลิศ ท่ามกลางแสงจันทร์สีแดงที่สาดสอดเข้ามาเป็นจังหวะตามการพริ้วไหวของผ้าม่าน
ยอดปทุมถันอวบอิ่ม สองเต้าชูชันอวดโฉมสู้สายตา ปลายยอดอกสีชมพูสดใสสั่นสะท้านตามแรงสะอื้นฮักของนางเอกที่กำลังมึนเมา
"อ่าส์... งามยิ่งนัก เจ้างามกว่าสตรีทุกคนที่ข้าเคยพบมา" เฉินอี้ครางเสียงพร่า ดวงตาคมกริบจ้องมองความสล้างตรงหน้าอย่างไม่วางตา
"คุณชาย! เป็นอะไรหรือขอรับ"
เสียงตะโกนถามจากบ่าวรับใช้ที่บังคับรถม้าด้านนอกดังแทรกเข้ามา ทำให้ไป๋เซาซางสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ สติอันน้อยนิดสั่งให้นางพยายามจะยกมือขึ้นปกปิดทรวงอก แต่มือหนาของเฉินอี้กลับรวบข้อมือทั้งสองข้างของนางไว้ด้วยมือเดียว แล้วกดลงกับพื้นรถม้า
"ไม่ต้องสนใจข้า! เจ้าบังคับรถม้าต่อไปให้ถึงจวนก็พอ... แต่ไม่ต้องเร็วมากนัก ข้าไม่รีบ!" เฉินอี้ตะโกนสั่งเสียงเข้ม รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนมุมปาก
"ขอรับคุณชาย!" บ่าวรับใช้ขานรับ แม้จะสงสัยแต่ก็ไม่กล้าขัดใจเจ้านาย ได้แต่บังคับม้าให้เดินไปตามทางอย่างเนิบนาบ
ไป๋เซาซางใจสั่นรัว ลมหายใจหอบถี่จนทรวงอกอวบอิ่มกระเพื่อมขึ้นลงไหวระริก แสงจันทร์ที่วูบวาบเข้ามาทำให้ยอดอกสีสวยดูฉ่ำวาวและน่ารังแกยิ่งขึ้น นางมองสบตาเฉินอี้ เห็นเงาของจิ้งจอกน้อยที่น่าสงสารสะท้อนอยู่ในแววตาหิวกระหายของเขา
"ท่าน... " นางถามเสียงสั่นพร่า ทั้งที่ร่างกายกลับเริ่มบิดเร่าเบียดชิดเข้าหาเขาอย่างไม่รักดี
เฉินอี้โน้มใบหน้าลงมาหาอกอิ่ม เขาใช้อุ้งมือใหญ่บีบเคล้นทรวงอกนุ่มหยุ่นจนล้นง่ามนิ้ว ก่อนจะอ้าปากงับยอดอกสีชมพูสดนั้นเบา ๆ