ส่วนอีกด้านนึง
ชายหนุ่มลืมตาหลังจากได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังมาสักพัก ฉุกคิดได้โทนเสียงที่ดังเป็นสมาร์ตโฟนของตัวเอง ผงกศีรษะมองหาต้นเสียง แต่มันกลับวางไกลซะเหลือเกินอยู่ข้างกระเป๋าสีดำโน่นแหนะ เขาขี้เกียจไปรับปล่อยให้มันดังอยู่เช่นนั้น กำลังจะผล็อยหลับอีกรอบแต่เหลือบไปเห็นแบงค์สีแดงข้างหมอนเข้าซะก่อน
ร่างสูงลุกพรวดนั่งหยิบเงินขึ้นมาดูซึ่งมีจำนวนห้าใบ ก่อนจะกวาดสายตามองหาคู่นอนพบว่าเธอไม่อยู่แล้ว กระเป๋าสะพายที่น่าจะวางอยู่ก็ไม่มี แสดงว่าไปแล้ว
“เฮ้อ...นี่กูกลายเป็นคนขายตัวไปแล้วเหรอ ห้าพันน้อยชะมัด”
บ่นอุบไปอย่างนั้น ได้เงินฟรีใครบ้างจะไม่เอา...ไหน ๆ ก็ตื่นแล้วชายหนุ่มจึงลุกไปอาบน้ำแต่งตัว ก่อนจะเดินทางกลับพร้อมกับกระเป๋าสีดำ
คงไม่มีวันได้เจอหล่อนอีกแล้วสินะ...
สองอาทิตย์ต่อมา
วันเปิดเทอมในรั้วมหาวิทยาลัยได้เริ่มต้นขึ้น คนอื่นอาจรู้สึกตื่นเต้นดีใจที่ได้ก้าวเท้าเข้าสู่วัยนักศึกษา แต่กับนิวเยียร์ก็แค่เรื่องธรรมดาไม่เคยลิ้มรสความยินดีกับอะไรมานานแล้ว ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่เธอเองก็ยังจำไม่ได้
“ทางนี้นิวเยียร์” เจ้าของเสียงเล็กคือ เหมย หนึ่งในเพื่อนสนิทของนิวเยียร์เรียนมอปลายด้วยกัน ตามกันมาเพราะไม่รู้จะไปเรียนที่ไหนดี ก็เจ้าหล่อนเป็นคนเรียนไม่เก่งเมื่อรู้ว่าเพื่อนรักเรียนที่นี่จึงสมัครตาม
เหมยเป็นหญิงสาวผิวขาว รูปร่างผอมเพรียวไม่ต่างจากคำว่า ‘กุ้งแห้ง’ อวัยวะส่วนไหนที่ควรจะโค้งเว้ากลับแบนราบไม่สมเป็นผู้หญิง มักโดนล้อเรื่องอกไข่ดาวเป็นประจำ กระนั้นก็เป็นคนรักสวยรักงามพอ ๆ กับนิวเยียร์ หล่อนไว้ผมยาวสยายสีดำขลับ ขับใบหน้าหมวยให้ดูโดดเด่น มีนิสัยพูดเยอะ เสียงดัง ทำตัวขวานผ่าซาก ต่างจากอีกคน...
“เบา ๆ หน่อยสิเหมย คนอื่นหันมามองแล้ว” เสียงปรามเป็นของ อ้อม เพื่อนสนิทอีกคนของนิวเยียร์ที่ตามมาจากมอปลายเหมือนกัน หล่อนเป็นคนเรียนเก่งจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำก็ได้ แต่รักเพื่อนมากจึงตามมาเรียนที่นี่อีกคน หล่อนมีนิสัยเรียบร้อย พูดเพราะพูดเบา รูปร่างหน้าตาธรรมดา สนใจเรื่องเรียนมากกว่าการแต่งตัว
สามคนคบกันมานาน มิตรภาพเพื่อนเหนียวแน่นไม่เคยทะเลาะกัน มีแต่ให้คำปรึกษาแลกเปลี่ยนความคิด ปรับทุกข์ปัญหาต่าง ๆ จนรู้เรื่องราวของกันและกันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะปัญหาของนิวเยียร์ที่หนักหนาสาหัสมากกว่าพวกหล่อน
คนถูกเรียกพยักหน้ารับก่อนจะเดินปรี่ไปหาสองสาวที่นั่งรออยู่บนม้าหินอ่อน เพราะเสียงเรียกของเหมยทำให้ผู้คนบริเวณนั้นต่างหันมามอง และไม่ใช่เรื่องยากเลยที่เหล่าผู้ชายทั้งหลายเมื่อได้เห็นนิวเยียร์แล้วจะไม่ตะลึง ใช่! ความสวยของเธอโดนใจครั้งแรกที่พบเจอ แม้จะอยู่ในชุดนิสิตนักศึกษา รองเท้าผ้าใบสีขาวเหมือนคนอื่น แต่ความสวยของเธอนั้นโดดเด่นน่ามองมากกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันเสียอีก
เสียงโห่ร้องแซวดังตามยามนิวเยียร์เดินเข้ามาใกล้ กระนั้นเจ้าตัวก็ไม่สนใจเลยสักนิด ใบหน้าสะสวยกลับบึ้งตึงออกแกมดุบ่งบอกถึงความรำคาญทำให้ไม่มีชายใดกล้าเข้ามาทัก นอกเสียจากทำได้แค่มองตาปริบ ๆ เหมือนหมาวัดอยากเด็ดดอกฟ้าก็ไม่ปาน
“มานานแล้วเหรอ” คนมาใหม่หย่อนสะโพกนั่งเก้าอี้ตัวตรงข้ามเพื่อนทั้งสองคน
“สักพักแล้ว ว่าแต่แกทำไมมาคนเดียว ไม่มากับพี่ปกรณ์เหรอ” เหมยถามต่อพร้อมชะโงกมองให้แน่ใจหาพี่ชายของเพื่อน พวกหล่อนรู้รายละเอียดดีว่าครอบครัวนิวเยียร์เป็นเช่นไร แต่เรื่องที่ไปวันไนท์สแตนด์นั้นเจ้าตัวยังไม่กล้าบอกเพื่อนทั้งสองคน
“ไม่ ฉันนั่งแท็กซี่มา ไม่อยากยุ่งยาก”
“ดีแล้วล่ะเดี๋ยวคนอื่นหาว่าแกเด็กเส้น” อ้อมเสริม
“ว่าแต่วันแรกต้องไปไหนวะ”
“เห็นเขาพูดกันเดี๋ยวอาจารย์เรียกปฐมนิเทศ” อ้อมตอบ
“โต ๆ กันแล้วยังปฐมนิเทศอีก” นิวเยียร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย
“หน่า ๆ ตามธรรมเนียมนั่นแหละ”
“พวกแกไปห้องน้ำกับฉันหน่อยสิ ไม่รู้อยู่ไหน”
“ได้ ๆ”
สามสาวเดินมาห้องน้ำด้วยกัน ซึ่งอยู่ใต้ตึกวิศวกรรมศาสตร์นั่นแหละ หลังจากทำธุระในห้องส้วมเสร็จแล้ว ก็เดินออกมาทาลิปกลอสเสริมความฉ่ำให้กับริมฝีปากอวบอิ่มหน้ากระจก ทั้งนิวเยียร์และเหมยทำเหมือนกัน เว้นแต่อ้อมที่ยืนมองทั้งคู่ผ่านทางกระจกพร้อมกับส่ายศีรษะไปมา ทว่า! เมื่อเห็นหลังมือของเพื่อนสนิทก็อดไม่ได้ที่จะถาม
“สวย ๆ อย่างแกน่าจะไปทำเลเซอร์ลบรอยแผลเป็นนะนิวเยียร์”
“หือ? นี่เหรอ ช่างเหอะก็แค่แผลเป็น มีหรือไม่มีก็ไม่สำคัญ” เจ้าตัวตอบพร้อมกับเก็บลิปสติกใส่กระเป๋าสะพาย
“ผ่านไปตั้งหลายปีแล้ว รอยมันไม่จางไปสักที”
“หน่า ๆ ยัยอ้อม แกก็อย่าบ่นเป็นคนแก่นักเลย ทำตัวเป็นแม่ยัยนิวเยียร์ไปได้” เหมยเสริมก้าวมากอดคอเพื่อน
“ไม่ใช่แค่แม่นิวเยียร์ ฉันจะเป็นแม่แกด้วยเหมย เรียกแม่สิ”
“แม่จ๋าดูดนมหน่อย”
“ดูดนิ้วตีนไหมคะ จะได้หุบปาก”
“แรงมาก”
สองคนหยอกเย้าเป็นเรื่องปกติหัวเราะคิกคักโดยที่นิวเยียร์ไม่มีแม้แต่จะยิ้ม เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เดินออกมาจากห้องน้ำ เป็นจังหวะเดียวกับที่เหล่านักศึกษาหน้าตึกพากันทยอยเดินไปอีกตึกอย่างพร้อมเพรียง สีหน้าแต่ละคนฉายแววเบื่อหน่ายเพราะด้านหลังมีอาจารย์ผู้หญิงคนหนึ่งคอยต้อนคอยไล่ราวกับเป็นวัวเป็นควาย เด็กที่ไหนจะชอบบ้าง
“พวกแกไปอบรมเหอะ เดี๋ยวฉันหนีไปนั่งรอที่อื่น” นิวเยียร์บอกเพื่อน
“เฮ้ย ทำไมเป็นงั้นวะ”
“แกก็รู้ว่าฉันไม่อยากเห็นหน้าพี่ปกรณ์”
“เออ ๆ เข้าใจแล้ว แกนั่งรอแถวนี้นะ พวกฉันจะได้หาเจอง่าย ๆ”
“โอเค”
นัดแนะกันเสร็จ นิวเยียร์ก็หมุนเดินหนีก่อนที่อาจารย์คนนั้นจะเดินมาทางพวกเธอ เพื่อนทั้งสองคนเดินตามนักศึกษาคนอื่นไปรวมกันที่ตึก ส่วนนิวเยียร์เดินมาอย่างไร้จุดหมาย ไม่รู้หรอกว่าส่วนไหนเป็นอะไร ถือซะว่าได้สำรวจไปด้วยในตัว
หญิงสาวเดินเรื่อยเปื่อยลัดเลาะผ่านทางเดินระหว่างตึกไปเรื่อย ๆ พร้อมกับมองป้ายที่บอกไปตึกโน้นตึกนี้ จนกระทั่งเดินตามทางเท้ามาหลังตึกโทรม ๆ หันซ้ายหันขวาคิดว่าน่าจะหลงทางแล้วเพราะแทบไม่เห็นนักศึกษาคนอื่นเลย
ทว่า...
เธอได้ยินเสียงสนทนามาตามลม คิดว่าข้างหน้าน่าจะมีกลุ่มคนอยู่ควรไปถามทางดีกว่า แต่พอเลี้ยวหลังตึกกลับต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นใครคนหนึ่งในกลุ่มที่นั่งกันอยู่
ชายสามคนในชุดช็อปสีแดงเลือดหมูกำลังจับกลุ่มนั่งดูดบุหรี่ไฟฟ้า พ่นควันสีเทาหม่นออกจากปากและจมูก เธอจะไม่ตกใจเลยถ้าคนที่เห็นไม่ใช่เด็กนวดที่ตนมอบความบริสุทธิ์ให้ ร่างบางจำเขาแม่นแม้จะอยู่ไกลกันเป็นเมตร ความอัดอั้นความหนักอึ้งเกาะกุมจนร่างเล็กขยับไม่ได้ ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้เจออีกแถมยังอยู่ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน
เวรกรรมสินะ ไม่ใช่พรหมลิขิตหรอก...
หญิงสาวรีบก้าวถอยหลังหลบหลังตึกในจังหวะที่ชายหนุ่มช้อนตามามองทางเธอพอดี โชคดีที่เขาไม่เห็น
“ไอ้เวย์กูจำได้ว่าสองอาทิตย์ก่อนมึงรับงานนวดแทนพี่โอ๊ตใช่ไหม” เสียงหนึ่งในนั้นถาม
“เชี้ย รู้ดีจริงนะพวกมึง”
“เล่ามาดิเด็ดไหม กี่ท่ากี่น้ำวะ ผู้หญิงสวยไหมวะ”
“หน้าตาธรรมดา เสือกเป็นสาวเวอร์จิ้นอีกจะเด็ดอะไรวะ กูไม่นับเอาเข้าทำเนียบล่าแต้มของกูหรอก”
คำพูดสนุกปากทำให้คนแอบฟังถึงกับเดือดดาลยืนกำมือแน่น แน่นอนว่าคนที่เขาพูดถึงคือเธอ จะให้ดีใจเหรอในเมื่อมันพูดถึงขนาดนั้น
ล่าแต้มพ่อมึงสิ!! ไอ้ชาติชั่ว!! สันดานเลว!! ไอ้พวกผู้ชายเฮงซวยเหมือนกันหมด!!