หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาอันดูดดื่มและรัญจวนใจที่ทำให้ทั้งร่างกายและจิตใจของเมรีดูเหมือนจะถูกหล่อหลอมขึ้นใหม่ในอ้อมกอดของอ้อม ความเงียบสงบก็กลับมาปกคลุมห้องทำงานอีกครั้ง เพียงแต่บรรยากาศรอบกายไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป มันเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความผูกพันที่ลึกซึ้งและความลับที่เพิ่งถูกแลกเปลี่ยนกันระหว่างพวกเธอ อ้อมมองดูเธอด้วยสายตาที่อ่อนโยนกว่าที่เคยเป็นมา ก่อนจะเอ่ยอนุญาตด้วยน้ำเสียงที่ไม่ทำให้ผิดหวังว่าเธอสามารถเข้าไปในห้องเก็บเอกสารลับที่อยู่ติดกับห้องทำงานของนางได้ตามต้องการ ตราบใดที่ยังอยู่ในบริเวณสำนักงานของนาง
ห้องเก็บเอกสารลับแห่งนี้มีเพียงนางคนเดียวเท่านั้นที่เคยเข้าออกอย่างเสรี มีระบบล็อกที่ซับซ้อนและเก็บรักษาเอกสารสำคัญระดับสูงที่ไม่สามารถเปิดเผยให้ใครเห็นได้โดยพลการ การที่นางเปิดทางให้เธอเข้าไปได้จึงราวกับเป็นการเปิดประตูเข้าสู่พื้นที่ลึกสุดในจิตใจของนางด้วยเช่นกัน
เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงช่วงเลิกงาน เมรีไม่ได้รีบกลับบ้านเหมือนเช่นทุกวัน เธอแสร้งทำเป็นยุ่งอยู่กับการจัดระเบียบเอกสารบนโต๊ะจนกระทั่งพนักงานคนอื่นๆ ลากลับไปหมดแล้ว จึงค่อยๆ เดินเข้าไปในห้องเก็บเอกสารลับอย่างระมัดระวัง แสงไฟสว่างวาบขึ้นเมื่อเธอกดสวิตช์ เผยให้เห็นชั้นวางเอกสารไม้สักที่ทอดยาวไปตามความยาวห้อง เต็มไปด้วยแฟ้มหนาแน่นเรียงรายตามลำดับปีและประเภทคดี กลิ่นกระดาษเก่าและสีหมึกที่จางลงลอยมาแตะจมูก สร้างความรู้สึกเหมือนกำลังย้อนเวลากลับไปพบกับเรื่องราวในอดีตที่ฝังลึกอยู่ในความทรงจำของเธอ
นิ้วมือของเธอไล่แตะตามหลังแฟ้มต่างๆ อย่างช้าๆ ดวงตากวาดมองหาเลขที่และชื่อคดีที่คุ้นเคย จนกระทั่งมือหยุดนิ่งที่แฟ้มหนาปานกลางสีน้ำตาลเข้ม ป้ายชื่อเขียนด้วยลายมือชัดเจนว่า: คดีปี 2559: คดีนายเมธา วงศ์อรุณ ฆาตกรรมนายวิชัย ศิริวัฒน์
หัวใจของเมรีเต้นรัวแรงจนแทบจะหลุดออกจากอก นี่คือคดีของพ่อเธอ คดีที่เปลี่ยนชีวิตของพวกเขาทั้งครอบครัวไปตลอดกาล คดีที่ทำให้พ่อต้องจำคุกในข้อหาฆ่าคนตาย แม้ตลอดเวลาที่ผ่านมาพ่อจะยืนยันเสมอว่าเขาไม่ได้ทำ แต่ศาลก็ตัดสินให้ความจริงที่ว่าเขาเป็นคนผิดไปแล้ว เธอเคยพยายามหาข้อมูลเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของพ่อมาหลายปี แต่เอกสารสำคัญหลายอย่างกลับหายไปหรือไม่สามารถเข้าถึงได้ และวันนี้... มันอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว
เมรีกลั้นหายใจเมื่อเปิดฝาแฟ้มออกอย่างระมัดระวัง ทีละนิดราวกับกลัวว่าถ้าเร่งรีบเกินไป ความจริงที่ซ่อนอยู่ภายในอาจจะพังทลายหายไปเสียก่อน กระดาษภายในเรียงเป็นระเบียบอย่างน่าประหลาดใจ เธอเริ่มพลิกอ่านทีละหน้า สายตาไล่ตามบรรทัดข้อความด้วยความตั้งใจสูงสุด ความรู้ทางกฎหมายที่เธอเคี่ยวกรำมาตลอดสิบปีตั้งแต่เริ่มตัดสินใจจะเรียนวิชานี้เพื่อช่วยพ่อ ทำให้เธอสามารถมองข้ามรายละเอียดทั่วไปและจับจุดที่ผิดปกติได้ดีกว่าคนทั่วไป
เธออ่านสรุปคำให้การของพยานปากต่างๆ รายงานการตรวจพิสูจน์หลักฐาน สรุปคำให้การของพนักงานสอบสวน และคำแถลงการพิพากษาของศาลชั้นต้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ทุกครั้งที่อ่านจบ ความรู้สึกไม่สบายใจก็เพิ่มมากขึ้น ทุกอย่างดูราบรื่นและสมเหตุสมผลบนผิวหนัง แต่เมื่อมองลึกลงไปถึงหลักฐานและข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกัน มันกลับเต็มไปด้วยช่องโหว่ที่น่าสงสัยอย่างยิ่ง
"ผลการตรวจเขม่าปืน..." เธอพึมพำกับตัวเองน้ำเสียงสั่นเครือ นิ้วชี้ชี้ไปที่บรรทัดหนึ่งในรายงานผลตรวจทางนิติเวช "ระบุชัดเจนว่าที่มือของพ่อไม่พบคราบเขม่าปืน... แต่ศาลกลับรับฟังเพียงแค่คำให้การของพยานบุคคลเพียงปากเดียว แล้วตัดสินว่าพ่อเป็นคนลงมือทำอย่างเต็มใจ?"
ความไม่ยุติธรรมแล่นปราดเข้ามาในใจอย่างรุนแรง ถ้าพ่อเป็นคนยิงจริงๆ ทำไมไม่มีคราบเขม่าปืนที่มือ? ทำไมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนถูกมองข้าม ในขณะที่คำพูดของคนเพียงคนเดียวกลับถูกยกขึ้นมาเป็นหลักฐานสำคัญที่สุด?
พยานปากสำคัญเพียงปากเดียวที่ทำให้คดีของพ่อพลิกผันไปอย่างสิ้นเชิงคือ นายสมศักดิ์ ผู้ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นผู้เห็นเหตุการณ์โดยบังเอิญ เขาให้ข้อมูลว่าในคืนที่เกิดเหตุ เขาได้เห็นพ่อของเธอยืนถืออาวุธปืนอยู่ข้างศพของนายวิชัยอย่างชัดเจน ตั้งแต่ท่าทางไปจนถึงลักษณะเสื้อผ้า ทุกอย่างดูเหมือนจะตรงกันเป๊ะจนไม่มีทางโต้แย้ง
เมรีรีบพลิกไปยังส่วนท้ายของแฟ้มเพื่อตรวจสอบเอกสารแนบเพิ่มเติม หวังว่าจะพบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพยานผู้นี้ หรือรายละเอียดที่ถูกละไว้ จนกระทั่งมือไปสัมผัสกับแผ่นกระดาษโน้ตขนาดเล็กที่ถูกเสียบซ่อนอยู่ระหว่างหน้าเอกสารสองแผ่น นอกจากนี้ยังเขียนด้วยลายมือที่เธอคุ้นเคยดี... เป็นลายมือของอ้อมอย่างแน่นอน
เธอจับมันขึ้นมาอ่านอย่างตะลึง: นายสมศักดิ์ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อวันที่ 17 เดือนสิงหาคม ปี 2559... ครบกำหนด 3 เดือนพอดี หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา
"เสียชีวิต... หลังจากศาลตัดสินไปเพียงแค่สามเดือน?" เมรีซ้ำคำพูดนั้นเหมือนคนเสียสติ ขนลุกซู่ไปทั่วร่างกาย หัวใจเต้นแรงจนเจ็บแปลบ "นี่มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ... ไม่มีทางที่จะเป็นเรื่องบังเอิญ!"
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในใจอย่างฉับพลันและชัดเจนราวกับมีแสงสว่างสาดส่องลงมาท่ามกลางความมืดมิด มีการตัดตอนพยาน! มีการจัดการให้พยานปากสำคัญที่สุดในคดีนี้ต้องจากไปเสียก่อนที่คดีจะถูกนำไปสู้ต่อในชั้นศาลอุทธรณ์ เพื่อไม่ให้ความจริงที่ซ่อนอยู่ถูกเปิดเผย เพื่อไม่ให้คำให้การของเขาถูกตรวจสอบ สอบปากคำ หรือคัดค้านอีกต่อไป พ่อจึงไม่มีโอกาสพิสูจน์ความจริงอีกเลยเพราะหลักฐานสำคัญที่จะทำให้คดีพลิกกลับกลายเป็นไม่มีอยู่แล้ว
เมรีกำขอบแฟ้มคดีแน่นจนนิ้วขาวซีดจนกระดาษบิดเบี้ยว ร่างกายสั่นระริกด้วยความตื่นเต้นที่ปะปนกับความโกรธเคืองที่ถูกกดเก็บมานานหลายปี น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างไม่รู้ตัว แต่คราวนี้ไม่ใช่น้ำตาแห่งความท้อแท้หรือความสิ้นหวังอีกต่อไป... ความหวังเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเข้มแข็งในส่วนลึกของจิตใจ คดีนี้ไม่ใช่คดีฆ่าคนตายธรรมดา แต่มีเงื่อนงำ มีแผนการร้ายซ้อนอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน
แต่ในขณะเดียวกัน ความสงสัยครอบงำจิตใจของเธออีกครั้ง... ทำไมแฟ้มคดีนี้ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในห้องเอกสารลับของอ้อม? ทำไมนางถึงเขียนบันทึกข้อความเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนายสมศักดิ์เอาไว้? นางรู้เรื่องนี้มาตลอดหรือไม่? นางรู้ว่าคดีของพ่อเธอไม่เป็นธรรมและมีเรื่องราวซ่อนเร้นอยู่หรือเปล่า? และถ้านางรู้... แล้วทำไมนางถึงไม่เคยพูดอะไรกับเธอเลย? ทำไมถึงปกปิดมันไว้ และยิ่งกว่านั้น... นางมีส่วนรู้เห็นหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวทั้งหมดนี้ด้วยหรือไม่?
คำถามมากมายซัดสาดเข้ามาในใจจนไม่อาจหาคำตอบได้ทันที เธอจ้องมองแฟ้มคดีในมือด้วยความรู้สึกที่ขัดแย้งกันล้นเหลือ... ในมือเธอถือความหวังที่จะช่วยกู้ชื่อเสียงกลับคืนให้พ่อ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็อาจจะเป็นหลักฐานที่จะนำพาเธอไปพบกับความจริงที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิตด้วยเช่นกัน