เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงไม่กี่เดือนก็จะถึงกำหนดการสอบเนติบัณฑิต ซึ่งเป็นประตูด่านสำคัญที่จะนำพาเมรีไปสู่เส้นทางทนายความ และเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยเปิดโอกาสให้เธอได้เข้าไปจัดการเรื่องราวของคดีพ่ออย่างถูกกฎหมาย อ้อมจึงแจ้งด้วยความเอาใจใส่ว่าจะจัดเวลาติวพิเศษให้เป็นการส่วนตัวทุกค่ำคืนหลังเลิกงาน ณ ห้องทำงานส่วนตัวที่เงียบสงบและมีเอกสารครบถ้วน เพื่อให้เธอได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ก่อนถึงวันสำคัญ
แต่สิ่งที่เมรีคาดหวังว่าจะเป็นการเรียนการสอนทั่วไป กลับกลายเป็นบทเรียนที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง การติวของอ้อมไม่ได้มีเพียงแค่การอ่านหนังสือและอธิบายเนื้อหา แต่เป็นการผสมผสานระหว่างความรู้ทางกฎหมายและบทเรียนแห่งความเชื่อฟังที่เธอไม่เคยพบเจอมาก่อน
ค่ำคืนนี้เช่นกัน แสงไฟสลัวส่องสว่างเพียงพอให้มองเห็นตัวหนังสือบนแฟ้มกฎหมายหนาๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะ กลิ่นอายของความเป็นกันเองและความลับซ่อนเร้นปกคลุมไปทั่วห้อง อ้อมนั่งอยู่บนเก้าอี้หนังกว้างขวางด้วยท่าทางผ่อนคลาย เอนหลังพิงพนักอย่างสบายขณะที่จ้องมองหนังสือในมือ ในขณะที่เมรีต้องนั่งยุกยิกอยู่บนพื้นไม้ขัดเงา ตำแหน่งระดับเดียวกับขาของเขา มือทั้งสองข้างกำแฟ้มหนังสือไว้แน่นเพื่อพยายามตั้งใจอ่าน แต่ความรู้สึกตื่นตระหนกไม่เคยจางหายไป
"มาตรา 1382 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยเรื่องการครอบครองปรปักษ์... อธิบายมาสิ เมรี" อ้อมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ดวงตาคมกริบจ้องมองร่างบางที่อยู่เบื้องล่างราวกับรอคอยคำตอบที่แม่นยำ
เมรีกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก พยายามตั้งสติท่องจำเนื้อหาที่เพิ่งอ่านผ่านตา "ผู้ใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยสงบ และโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ... ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี... ก็ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้น" เสียงของเธอสะดุดติดขัดเป็นระยะๆ ไม่ใช่เพราะจำเนื้อหาไม่ได้ แต่เพราะฝ่ามืออุ่นของอ้อมกำลังไล่เลี่ยลูบผ่านเส้นผมยาวสลวยของเธอ ช้าๆ ก่อนจะเลื่อนลงมาตามแนวสันหลังที่โดดเด่น ผ่านเนื้อผิวที่ละเอียดอ่อนซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้า สัมผัสที่ทำให้สมาธิทั้งหมดกระเจิดกระเจิงไปหมด
"ถูกต้อง..." อ้อมกล่าวเบาๆ ก่อนจะบีบไหล่เนียนของเธอเบาๆ อย่างช้าๆ "แต่ถ้าสมมติว่าท่องผิด หรือตอบไม่ได้ล่ะ? มีบทลงโทษยังไงบ้าง คุณคิดว่าพอจะรู้ไหม?"
"พี่อ้อม... หนูต้องการสมาธิอ่านหนังสือนิดหน่อยนะคะ" เมรีหันหน้ามาอ้อนวอนด้วยดวงตาที่ฉาบฉวย น้ำเสียงอ่อนหวานปนความหวั่นไหว "ถ้าพี่ทำแบบนี้ หนูจะจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง"
"นี่แหละคือการฝึกสมาธิที่แท้จริง" อ้อมยิ้มรอยยิ้มที่ดูพึงพอใจอย่างยิ่งกับปฏิกิริยาของเธอ เขาเชิดคางเมรีขึ้นด้วยปลายนิ้วชี้ให้สบตา "ในศาลหรือในชีวิตจริง คุณจะไม่ได้เจอแต่สถานการณ์ที่เงียบสงบและเอื้ออำนวยแบบนี้ บางครั้งคุณต้องรู้เรื่องราวแม้ในยามที่ถูกกดดัน ถูกคุกคาม หรือถูกทำให้เสียสมาธิ การฝึกให้จำและเข้าใจสิ่งที่ถูกต้องแม้ภายใต้สภาวะที่ยากลำบากต่างหากที่จะช่วยให้คุณอยู่รอดและชนะคดีได้"
ก่อนที่เมรีจะได้ตอบรับหรือปฏิเสธ อ้อมก็ก้มลงประทับจูบร้อนแรงลงบนริมฝีปากของเธอ ดึงดูดความสนใจทั้งหมดให้กลับมาที่ตัวเขา จากนั้นรวบร่างบางขึ้นมานั่งบนตักกว้างของตัวเองอย่างแน่นหนา มือเรียวปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของเธอออกทีละเม็ด ช้าและชัดเจนราวกับกำลังเปิดเผยความลับทีละนิดที่ต้องรู้จักทีละขั้น
อ้อมใช้สัมผัสทางกายเป็นสื่อกลางในการหล่อหลอมและเคี่ยวกรำความรู้และจิตใจของเธอ ทุกครั้งที่เธอตอบถูก เขาจะประทับรอยจูบอ่อนหวานเป็นรางวัล ทุกครั้งที่เธอลืมหรือตอบผิด การสัมผัสที่เข้มข้นและเร่าร้อนจะมาพร้อมกับคำอธิบายเพิ่มเติมจนกว่าเธอจะเข้าใจและจดจำได้อย่างแม่นยำ ทั้งบทเรียนกฎหมายอันลึกซึ้งที่ต้องใช้เหตุผลวิเคราะห์ และบทเรียนแห่งความไว้วางใจ การเชื่อฟัง และกามารมณ์ที่เขาป้อนให้ทุกค่ำคืนล้วนปะปนรวมเป็นหนึ่งเดียว
เมรีรู้สึกถึงความเปียกชื้นที่หว่างขา น้ำหล่อลื่นไหลเยิ้มออกมาจนกางเกงในแฉะไปหมด อ้อมถอดเสื้อตัวเองออก แล้วจับมือขวาของเธอไปวางบนเนินปทุมถันละเอียดเนียนนุ่มของนาง เธอสัมผัสได้ถึงปลายยอดแข็งชูชัน จากนั้น นางใช้มือเรียวสอดผ่านกระโปรงพีทสั้นใตัหว่างขาของเธอจนเมรีตกใจ มือน้อยๆ ของนางสอดเข้าขึ้นลงแทบนับไม่ถ้วน “พี่อ้อม… อย่าค่ะ” เมรีประท้วงเสียงแผ่ว แต่พี่แกกลับยิ้มมุมปากและใช้มืออีกข้างจับเนินยอดปทุมันของเธอเคล้าคลึงไปมา
เมรีพยายามต่อสู้กับความรู้สึกที่ซับซ้อนภายใน ทั้งความอับอายที่ต้องเรียนรู้ในลักษณะเช่นนี้ ทั้งความหวาดกลัวที่อาจจะผิดพลาด และทั้งความรู้สึกผูกพันที่เพิ่มพูนขึ้นทุกครั้งที่ได้รับการสัมผัสจากนาง แต่เมื่อนึกถึงเป้าหมายที่วางไว้ นึกถึงพ่อที่รอการช่วยเหลือ เธอก็ต้องฝืนใจเรียนรู้ทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน ทั้งการท่องจำบทบัญญัติที่จะนำมาใช้ต่อสู้ในศาล และการเรียนรู้ที่จะยอมจำนนต่ออ้อมในทุกๆ เรื่องตามที่ตกลงไว้ เพื่อแลกกับโอกาสที่จะนำความจริงกลับมาคืนให้กับคนที่เธอรักที่สุด