“ขออนุญาตครับ...ท่านนายพล”
เสียงห้าวทุ้มคุ้นหูดังมาจากประตู ที่ถูกเปิดออกโดยร่างสูงพอกันของอลัน ทำให้เซนเซียที่กำลังนั่งหันหลังให้เกิดอาการใจสั่นหวั่นไหวขึ้นมาในวินาทีนั้น
ทั้งที่คิดเอาไว้แล้วว่า มันน่าจะใช่อลันคนเดียวกัน กับคนที่หญิงสาวเคยมี One night ในช่วงระยะเวลาที่เพิ่งจะผ่านมาได้ไม่นาน
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าออกยาวๆ เพราะต้องการปรับจังหวะลมหายใจเพื่อลดอาการประหม่า เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอลันอีกครั้ง
ด้วยความบังเอิญหรือไม่ ก็ช่างหัวมันไปก่อนเหอะตอนนี้
ยังดีที่เธอนั่งหันหลังให้ เพราะงั้นเขาจึงไม่เห็นว่าหญิงสาวทำสีหน้ายังไง
ตอนนี้หน้าของเธอต้องกำลังเห่อแดงไปแล้วแน่ๆ ถึงแม้จะไม่มีกระจกส่องให้มองเห็นตัวเองเลยก็ตาม
แต่สำหรับอลัน แน่นอนว่าทุกอย่างมันคือความตั้งใจของชายหนุ่มทั้งหมดเลยนั่นละ และมันอาจจะเป็นช่วงจังหวะดีเพราะเขาดันรู้จักพื้นที่บริเวณนั้นแทบทุกตารางนิ้วเลยก็ว่าได้
เพราะอลันเคยเป็นแพทย์ประจำการอยู่ที่ค่ายนั่น เป็นเวลานานกว่าสองปี และออกตะเวนพื้นที่นับครั้งไม่ถ้วน
แล้วก็เป็นความโชคดีอีกอย่าง ที่ลุงของเขาโทรมาถามมันก็เลยเข้าทางกันพอดีไง
แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้น อลันเพิ่งจะได้รู้ในวันนี้ว่าอธิปดีกรมการปกครองลุงของเขานั้น ได้ร่วมมือกันทำงานนี้ลับๆ กับท่านนายพล
แต่ที่เขาไม่รู้ก็คือยายตัวเล็กนั่น เกี่ยวข้องเกี่ยวพันยังไงกัน กับท่านนายพลต่างหาก
เลี้ยงต้อยกันมายังไงก็ไม่รู้สินะ..
อลันถึงได้ฟัดยายเด็กนั่น ตัดหน้าท่านผู้บัญชาการทหารไปก่อนหน้านั้นแล้ว...
ชายหนุ่มเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ของค่าย ตามหลังเซนเซียออกมาได้ในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง
กับการตัดสินใจที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที เพื่อจะตามเธอไปทำภารกิจนี้ด้วยกัน
เมื่อนายพลกลาโหมเห็นตัวจริงของอลันเข้า จากที่คิดเอาไว้ว่าจะให้ชายหนุ่มเดินทางไปกับลูกสาวตามลำพังเพียงสองคน
ในตอนนี้ถึงกับต้องรีบปรับเปลี่ยนแผนการที่วางเอาไว้ก่อนหน้านั้นแทบจะทันที
ร่างสูงโปร่งที่มีโครงหน้าหล่อเหลาคมคาย บาดสายตาของนายพลกลาโหมมากจนเกินไป แถมสถานะของคนตรงหน้ายังโสดสนิท
หากปล่อยให้ทั้งสองคนใกล้ชิดกันขนาดนั้น ลูกสาวคนเดียวของเขา อาจจะหวั่นไหวไปกับผู้ชายคนนี้ได้
อีกทั้งอายุที่ต่างกันมากมายของอลัน ซึ่งมันรวมไปถึงประสบการณ์ทางด้านต่างๆ ด้วยนั่น มันก็ไม่น่าจะไว้ใจกันได้สักเท่าไหร่เลย
เพราะงั้นเคเซนควรจะตัดไฟเสียแต่ต้นลม เขาต้องใช้คนที่น่าไว้ใจให้ตามทั้งสองคนนี้ไปด้วย
อย่างน้อยก็ช่วยให้คนเป็นพ่ออย่างเขาเบาใจ มากกว่ามาคอยระแวงกัน...
รึเปล่าวะ!?
นายพลกลาโหมคงไม่รู้เลยว่า สิ่งที่ท่านกำลังคิดอยู่นั้น...มันคงจะไม่ทันแล้ว...
ใบหน้าดุดันแฝงไปด้วยอำนาจแบบผู้นำ จ้องมองใบหน้าของอลันนิ่งๆ เชิงกำลังอ่านสีหน้าหรือดวงตาของชายหนุ่ม ราวกับต้องการให้ทะลุเข้าไปถึงข้างใน ถึงแม้ท่านผู้บัญชาการจะกดยิ้มนิดๆ ให้กับชายหนุ่มตรงหน้าก็ตาม
“เรายินดีต้อนรับ พันโทนายแพทย์อลัน ให้เข้ามาร่วมทำภารกิจครั้งนี้ รู้จักกันไว้สิ นี่คือเซนเซียคนของเรา ซึ่งผู้พันจะต้องเป็นคนนำทางพาเธอเข้าไปในหมู่บ้าน ที่อยู่ใกล้กันกับค่ายของอีกฝ่าย เพื่อเข้าไปช่วยคนของเรา ที่ถูกพวกมันจับตัวเอาไว้ออกมาให้ได้ ก่อนที่พวกนั้นจะเอาคนของเรามาต่อรอง”
นายพลกลาโหมเว้นจังหวะเพราะคิดว่าอลันคงจะถามเขากลับ หรืออาจมีข้อสงสัย ว่าทำไมท่านนายพลถึงไว้ใจผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ดูยังไงก็ไม่เห็นว่าเซนเชียจะทำงานใหญ่ขนาดนั้นได้สำเร็จอยู่ดี
แต่อลันกลับไม่ถาม ถึงแม้จะต้องการคำตอบมากแค่ไหนก็ตามที
นั่นเป็นเพราะอลันมีความเชื่อมั่น ในตัวของผู้นำระดับประเทศ ดั่งเช่นท่านนายพลเคเซนคนนี้ต่างหาก
ที่สำคัญมากไปกว่าสิ่งอื่นใดนั่น คนอย่างอลันจะต้องหาเหตุผลมาหักล้าง เพื่อพิสูจน์ให้ได้ด้วยตัวของเขาเองเท่านั้น
อลันเลื่อนสายตามองคนข้างกัน ที่หันมาทำท่าตะเบ๊ะให้ ก่อนจะพยักหน้ารับกลับไปด้วยใบหน้าเรียบเฉย เดาทางเขาแทบไม่ถูกเลย
ซึ่งเซนเชียก็มองสบตาเขากลับมาด้วยสีหน้าเดียวกัน ต่างจากความรู้สึกสั่นไหวของหัวใจที่กำลังเต้นรัวแรง ย้อนแย้งกับการกระทำ ที่กำลังแสดงออกมานั่นอย่างเหลือเกิน
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ท่านผู้บัญชาการจึงนำแผนที่มากางลงบนโต๊ะ ก่อนจะอธิบายแผนการที่วางไว้ให้ทั้งสองคนได้ฟัง เมื่อเห็นว่าทั้งคู่รับรู้ทุกอย่าง ท่านผู้นำจึงออกคำสั่งทันที
เซนเซียเดินตามหลังอลันมาติดๆ ในระยะที่ไม่ห่างกันมากนัก ทั้งสองคนต่างก็ไม่ได้พูดอะไรกัน จนกระทั่งทั้งคู่เดินมาถึงหน้าประตูลิฟท์
อลันกดประตูลิฟท์ค้างไว้ ก่อนจะเบี่ยงตัวเชิงบอกให้หญิงสาวเข้าไปก่อน จากนั้นเขาจึงเดินตามเข้าไป
เมื่อประตูลิฟท์ปิดลงแล้วนั่นละ คนตัวใหญ่กว่าถึงได้เอ่ยออกมา เป็นประโยคคำถามตามที่เจ้าตัวได้คิดไว้
“ที่นายพลบอกว่าเธอเป็นคนของท่าน นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอกับท่านนายพล...”
ฟังยังไม่ทันจบประโยคดี เซนเซียก็หัวเราะแทรกขึ้นมาทันที เมื่อได้ยินคำถามนี้จากอลัน
ตามนิสัยขี้เล่นอันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัว