ตอนที่ 14 ค้างเติ่ง

1360 Words
ตอนที่ 14 ค้างเติ่ง ฉันเบิกตาโพลงชนิดที่กว้างจนลูกกะตาจะถลนออกจากเบา เขามั่นอกมั่นใจได้ยังไงว่าฉันคือผู้หญิงที่เขาซื้อมาเอนวันนั้น ฉันว่าฉันก็ไม่ได้พูดอะไรที่บอกว่าตัวเองคือคน ๆ นั้นเลยนะ “นายพูดอะไรของนาย ใครคือผู้หญิงของนายกัน ฉันไม่เคยเจอนายที่ไหนมาก่อน อ่ะ...” ฉันถูกทำให้หยุดพูดเพียงเพราะเขาเลียใบหูของฉันเท่านั้น นะ...น่าอายชะมัด “ทำไมผมถึงมั่นใจว่าเป็นคุณงั้นเหรอ ก็เพราะว่าผู้หญิงในโลกนี้ที่กล้าด่าผมว่าไอ้วิปริต ก็มีแค่ผู้หญิงในคืนนั้น กับคุณยังไงล่ะ แถมยังมีปานแดงต้นแขนนั้นเหมือนกัน และก็กลิ่น ฟืด~~~” เขาไม่พูดเปล่ากลับสูดดมกลิ่นกายฉันตรงบริเวณซอกคอฟืดใหญ่จนฉันสะท้านไปทั้งทรวง จมูกโด่งเป็นสันกดลงบนรอยช้ำที่เดิมที่เขาเคยฝากร่องรอยอารยธรรมเอาไว้ ฉันพยายามจะดิ้นหนี พยายามผลักอกเขาออกไปให้ห่างจากตัว แต่แรงของเขาก็มีมากเกินกว่าร่างบางอย่างฉันจะต้านได้จริง ๆ อีกทั้งสัมผัสที่ช่ำชองของเขากลับทำให้เรี่ยวแรงของฉันที่เคยมีเต็มเปี่ยมค่อย ๆ อ่อนแรงไป กลิ่นน้ำหอมบนกายของเขาที่ฉันเคยแพ้ครั้งหนึ่งยังไง ตอนนี้ก็ยังแพ้อยู่แบบยังงั้น มันกระตุ้นภาพเหตุการณ์ในคืนนั้นให้ย้อนกลับมาอยู่ในหัวอีกครั้งแถมยังชัดแจ่มแจ้งราวกับเพิ่งมามาเมื่อวาน... ‘ฉันควรลืม...แต่ทำไมถึงยังกลับจำ’ ฝ่ามือร้อนของเขาค่อย ๆ เลื่อนต่ำลงไปใต้เสื้อยืดสีดำ บีบเค้นทรวดทรงของฉันอย่างรุนแรงอย่างเอาแต่ใจ ฉันหลุดเสียงครางแผ่วเบาออกมาอย่างหน้าอาย ให้ตายเถอะ ฉันกลับเป็นฝ่ายที่คุมสติของตัวเองไม่ได้แล้ว ฉันแพ้แล้ว ร่างกายมันเริ่มต่อต้าน ทั้งที่สมองบอกให้อย่าเคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสของเขา แต่ร่างกายกลับดันตอบรับทุกอณูที่เขาจับไปตามสัดส่วน ความเร่าร้อนมันพลุ่งพล่านจนรู้สึกเลือดสูบฉีดไปทั่วร่างพานทำให้หูอื้อไปหมด “อ่ะ...หยุดนะ! ไอ้สารเลว!” ฉันด่าเขาด้วยเสียงแหบพร่า ทว่า...ปากด่าก็จริงแต่ดันแอ่นอกตอบรับแรงมือเขาที่กำลังบีบเคล้นกันอย่างเมามันไม่รู้รู้ตัว เควินเขาเริ่มรุกหนักขึ้น เขาเริ่มใช้เรียวลิ้นหนาโลมเลียไปตามติ่งหูและลำคออย่างหื่นกระหาย จูบของเขาดิบเถื่อนเหมือนเคย ฉันเกลียดมากเลยนะ...ใบหน้าที่จองหองเหมือนเป็นผู้ชนะในครั้งนี้ ฉันเกลียดความรวยที่เขาใช้ฟาดผู้หญิง แต่ฉันกลับปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสัมผัสของเขามันคือของจริง มันเป็นสิ่งหนึ่งที่น่ากลัวและฉันก็แพ้มันอย่างราบคาบ มันปลุกเร้าอารมณ์ของฉันจนพุ่งทะลุปรอทจนขีดสุด สุดท้าย...ฉันก็ยอมรับความพ่ายแพ้ หลับตาลงน้อมรับความวาบหวามที่เขามอบให้กัน ทว่า... เควินผละออกจากตัวฉันอย่างกะทันหัน เขาถอยห่างออกไปก้าวหนึ่ง และกลับไปจัดเสื้อผ้าตัวเองให้เข้าที่ด้วยท่าทีที่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “โอเคครับ ในเมื่อไม่อยากทำ ผมก็ไม่บังคับหรอก ยังไงรอบนี้ผมก็ไม่ได้จ้างคุณมาเอนด้วย หึ...” เขาพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบไร้อารมณ์รวมใด ๆ ใบหน้าที่เหมือนปีศาจกำลังเข้าร่างกลับมาเป็นเด็กหนุ่มวิศวะที่ยิ้มแย้มแจกเรี่ยราดเหมือนเคย “เห็นด่าผมขนาดนั้น คงเกลียดกันมาจริง ๆ สินะ งั้นเรามาเซ็นเอกสารให้มันจบ ๆ แล้วก็กลับไปได้เลย” ฉันยืนเหวอ อ้าปากค้างอยู่ที่เดิม อารมณ์ที่ถูกปลุกจนเตลิดไปไกลชนิดกู่ไม่กลับมันดันค้างเติ่งเคว้งอยู่กลางอากาศซะอย่างนั้น ความรู้สึกยุ่งเหยิงในใจฉันตอนนี้ยิ่งกว่าพายุคอนนาโด มันมีทั้งความโกรธ ความงุนงง และความอยากที่ค้างอยู่ ‘มันทรมานมากนะเว้ย ไอ้เด็กบ้านี่กล้าดียังไงมาหยุดเอาตอนนี้!’ ฉันมองแผ่นหลังของเควินที่เดินไปเปิดไฟห้องด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ออก จุกอยู่ที่คอหอย ฉันเกลียดเขามันก็ใช่...ฉันยังเกลียดเขามากเหมือนเดิม ไม่มีความรัก หรือความหลงใหลใบหน้าหล่อเหลานั้นแม้แต่น้อย แต่สิ่งเดียวที่ฉันยอมรับกับตัวเองด้วยความน่าสมเพชคือ ไอ้สัมผัสป่าเถื่อนนั่น กลิ่นของความรุนแรงที่เขาฝากไว้กับร่างกายมันทำให้เลือดฉันสูบฉีดพล่านไปทั้งตัวอย่างไม่เคยมีมาก่อนและฉันก็สลัดมันหลุดไม่ได้จริง ๆ ฉันตบหน้าตัวเองเบา ๆ ก่อนจะจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่ ปรับความรู้สึกที่เตลิดแล้วเดินไปเซ็นเอกสารตรงนั้นเงียบ ๆ “เสร็จแล้วใช่ไหม” ฉันหันไปถามแบบไม่มองตาเขาด้วยซ้ำ “อืม...เรียบร้อยแล้ว จะออกไปรึยัง หรือว่าอยากจะอยู่ต่อ” เขายังมีหน้ามากล้ายิ้มใส่ฉัน...ฉันก็เลยหันไปมองตาขว้างแบบที่ไม่เคยใช้สายตานี้มองใครอาฆาตขนาดนี้มาก่อน “ไปสิ คิดว่าฉันจะอยากอยู่นักรึไง อยากไสหัวออกจากที่นี่จะตายอยู่แล้วย่ะ...” ฉันกำหมัดแน่น เดินกระแทกเท้าผ่านหน้าเขาออกไป โดยไม่หันกลับไปมองเขาอีกเลย... ฉันกลับมาบ้านด้วยความเหนื่อยล้า วันนี้ร้านบะหมี่เฮียซ่งปิดร้านอีกวัน ไม่สิพ่อบอกว่าวันนี้กับพรุ่งนี้ปิดไปเลย เพราะออเดอร์มหาศาลนี้ทำเอาพวกเราสามคน พ่อแม่ลูกหมดแรงตาม ๆ กันไป แต่ถามว่าคุ้มไหม ก็คุ้มแหละวันเดียวได้มาเกือบแสนแนะ (เวลาตีหนึ่ง) ปกติเวลานี้ ถ้าเปิดร้านบะหมี่ก็คงเตรียมตัวใกล้ปิดร้าน ถ้าเป็นวันหยุด ฉันก็นอนไปแล้ว แต่วันนี้ฉันกลับไม่ง่วงเลยสักนิด ร่างกายเหมือนมันตื่นตัวตลอดจนฉันต้องเดินไปมาในห้องนอนตัวเอง หัวใจก็เส้นโครมครามเหมือนอกจะระเบิด ปกติแค่พัดลมก็ทำเอาฉันนอนหลับสบายแล้วนะ แต่ตอนนี้ฉันถึงกับต้องเปิดแอร์ร่วมพัดลมไปด้วย เอาจริงสองสิ่งนี้รวมกันยังไม่สามารถดับไฟราคะในใจฉันได้เลยสักนิด จนฉันยกมือลูบหน้าตัวเองอย่างหัวเสีย พยายามสลัดภาพใบหน้าหล่อเหลาด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันของไอ้เวรนั่นออกไปจากหัว “เกลียด ฉันเกลียดแก ไอ้เควิน ไอ้เวร!” ฉันสบถกับตัวเองด้วยเสียงสั่นเครือ แต่ยิ่งพร่ำเพ้อว่าเกลียดก็ยิ่งทำให้นึกถึงเขา ร่างกายฉันก็ดันนึกถึงความรู้สึกค้างเติ่งนั่นอีกที่เขาจงใจทิ้งไว้ให้มันตีตื้นขึ้นมาจนท้องน้อยฉันปั่นป่วนเขม่วไม่พักเมื่อนึกถึงเหตุการณ์นั้น จนตอนนี้ฉันรู้สึกได้ถึงความเปียกชื้นที่กึ่งกลางกายของตัวเอง... “ไม่นะนี่ฉันกำลังมีอารมณ์เพียงเพราะนึกถึงที่ห้องอุปกรณ์นั้นเหรอ” ฉันไม่อยากจะยอมรับเลย แต่ตรงนั้นของฉันก็สั่นและรู้สึกพล่านจนขมิบไม่พัก ฉันพาขาที่เริ่มสั่นเทาของตัวเองไปทิ้งตัวลงเตียงนุ่ม นอนหงายและปล่อยลมหายใจหอบพร่าออกมาทางริมปากตัวเอง สายตาฉันทอดมองตรงไปยังบานกระจกใหญ่ของโต๊ะเครื่องแป้งที่อยู่ปลายเตียง ภาพบนกระจกสะท้อนกลับมาเป็นฉันในวัยยี่สิบห้าปี ที่มีใบหน้าแดงซ่าน นัยน์ตาฉ่ำปรือ เสื้อกล้ามตัวบางร่นขึ้นไปกองอยู่เหนือหน้าทองแบนราบ เผยให้เห็นหน้าท้องที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจหอบรัว สภาพของฉันแทบดูไม่ได้เลยจริง ๆ ตอนนี้ฉันมันเหมือนยัยร่านคนหนึ่งไปแล้ว
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD