ตอนที่ 6
ฟ้าหลังฝนขอจงสดใส
เรากอดกันแน่นร้องไห้อยู่นาน พูดก็พูด...ตอนนี้ยิ่งเราได้เปิดใจและได้รับรู้ถึงความยากลำบากของพะพายมันยิ่งทำให้ความเป็นเพื่อนของเราแน่นแฟ้นขึ้น
ฉันผละออกจากพะพาย ใช้นิ้วมือปาดน้ำบนใบหน้าเธอด้วยความรักเพื่อน ก่อนจะหยิบซองเงินที่อัดแน่นไปด้วยธนาบัติสีเทาปึกใหญ่ วางไว้บนมือของเพื่อน
“นี่มัน...อะไร” พะพายเงยหน้าเอ่ยมองฉันด้วยความสงสัยเคล้าน้ำตา
“เงินที่มึงควรจะได้นะพาย มึงเอาเงินนี่ไปหาที่พักดี ๆ รักษาตากับยาย ขาดเหลืออะไรมาหาฉัน ไม่ก็มาทำงานร้านบะหมี่บ้านฉันก็ได้ ฉันไม่อยากให้มึงทำงานนั่นอีก” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“หนาด...แต่เงินตั้งหนึ่งล้านนี่ มึงเอามาจากไหน” พะพายตกใจเมื่อเปิดซองและพบว่าเป็นเงินจำนวนหนึ่งล้าน “อย่าบอกนะว่า พวกเด็กเศรษฐีนั่นให้แกมา มันให้มึงเยอะขนาดนี้เลยเหรอ”
“เออ...แลกกับที่มันเอากูทั้งคืนนั้นแหละ” ฉันแค่นเสียงหัวเราะเต็มที่ทำเหมือนไม่รู้สึกอะไรเพราะไม่อยากให้ทำให้เพื่อนรู้สึกผิดไปกว่านั้นอีก “ก็ถือว่าคุ้มอยู่ แต่ฉันไม่ได้ต้องการเงินอยู่แล้วถือว่าที่ไปนั่นก็ได้ในสิ่งที่อยากลองแล้วล่ะ”
“หนาด...มึงเจ็บมากไหม” พะพายที่เริ่มเห็นรอยดูดตรงคอของฉัน พลางลูบด้วยมือที่สั่นเทา “เป็นเพราะฉัน...ฉันทำให้แกต้องมาเจออะไรแบบนี้ ทั้งที่แกไม่ได้ลำบากอะไรเลย ฉะ...ฉันขอโทษ ฉันมันเพื่อนไม่ดี”
“ไม่ต้องโทษตัวเอง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับแกเลย ฉันเองอยากรู้อยากลองเอง ถามว่าเจ็บไหม เจ็บสิ...แต่ตอนนี้ฉันแค้นมากกว่าเจ็บไปแล้วล่ะ” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นในความคิดตัวเองมาก “พาย...เงินนี่มันจะเปลี่ยนชีวิตมึงนะ ใช้มันซะอย่างได้รู้สึกผิดอะไร ส่วนไอ้เควินนั่น กูกับมันต้องได้เห็นดีกันแน่หึ...”
“หนาดแต่ว่าเด็กนั่นมีอิทธิพลมากนะ แกอย่าเอาเรื่องนี้ไปเล่นงานเขาล่ะ เพราะว่าการซื้อขายนี่มันเป็นความลับ”
“ฉันรู้น่า ฉันเองก็สวมรอยเป็นแกเข้าไป ฉันไม่ทำให้แกต้องเดือดร้อนไปด้วยหรอก เอาเป็นว่าตอนนี้แกเลิกงานขายตัวนี่ซะ หาที่อยู่ดี ๆ ไม่ใช่ที่เส็งเคร็งที่นี่มันไม่ปลอดภัยต่อครอบครัวแกเลย แล้วฉันจะขอให้พอจ้างแกมาช่วยงาน ดีไหม”
“อื้อ...” พะพายเงยหน้ามองฉันพร้อมกับเช็ดน้ำตา พยักหน้าตอบรับ
ฉันนั่งอยู่ตรงพื้นห้องน้ำกับเธอจนเธอสงบสติได้ ช่วยเธอเปลี่ยนเสื้อผ้า และให้กำลังใจเธอ
“ยายหิวข้าวรึยัง...จ๊ะ” พะพายพูดกับยายตัวเอง
“หิว แต่ว่าตายังไม่ได้เช็ดตัวให้เลย เอาไว้ก่อนก็ได้เดี๋ยวยายเช็ดตัวให้ตาก่อน” พอฉันเห็นแบบนั้นจึงคิดยื่นมือช่วยเหลือ
“คุณยายคะ เดี๋ยวหนาดทำอาหารให้เอง” ฉันหันหน้าไปทางพะพายที่ยืนทื่องงอยู่ “พาย...แกไปเช็ดตัวให้ตาแกเถอะ เรื่องอาหารไว้ใจฉัน ฉันน่ะอยู่กับครัวมาเกือบยี่สิบปี วัตถุดิบในบ้านมีอะไรฉันจับมาทำอาหารอร่อย ๆ ให้ เชื่อมือฉันรึเปล่าล่ะ”
“อะ...อื้อ ขอบใจมากนะเพื่อนรัก” พอได้เห็นรอยยิ้มของเพื่อนบ้าง แม้จะยังฝืน ๆ อยู่ แต่ก็ทำให้ฉันอุ่นใจบ้าง เอาล่ะ...ถึงเวลาที่ฉันจะโชว์สเตปของเชฟลูกเจ้าของร้านบะหมี่ชื่อดังร้านเฮียซ่งแล้วล่ะนะงานนี้
“มีไข่ มีปลานิล ขิงข่าตะไคร้ก็มี มะนาว พริก อืม...เครื่องครัวพื้นฐานก็มีหมด คิดว่าทำต้มยำปลาน่าจะไหว ไข่เจียวอีกสักหน่อย น่าจะกำลังดี อ่อ...อาจจะต้องทำข้าวต้มอีกสักหน่อย เผื่อคุณยายของพะพายเคี้ยวอาหารลำบาก”
ในขณะที่ฉันทำอาหารอยู่ในครัว ฉันก็ได้ยินเสียงของพะพายที่กำลังเช็ดเนื้อเช็ดตัวคุณตาของเธอ เธอมักจะพูดจาให้กำลังใจคุณตา และคุณยายก็มักจะให้กำลังใจหลานสาวของท่านด้วย จริง ๆ แล้วเป็นครอบครัวที่อบอุ่นเหมือนกันนะ เพียงแต่อุปสรรคมันคือเรื่องเงินก็เท่านั้น
กลิ่นหอมฉุยเริ่มลอยคลุ้งไปทั้งครัว ฉันลองชิมฝีมือตัวเองที่ปรุงอาหารเกือบเสร็จ
“อืม...ฝีมือปลายจวักของเรามันก็ใช่ได้นี้หว่า...” ฉันค่อนข้างพึ่งพอใจกับการทำอาหารมื้อนี้ ทันใดนั้นยัยพายก็ตามเข้ามา
“โห...น่ากินมากมึง มึงทำเองจริง ๆ เหรอ” นัยน์ตาของเพื่อนเหมือนไม่ค่อยจะเชื่อว่าฉันจะทำได้
“มึงคิดว่ากูแสกขึ้นมาได้ไหมล่ะ ก็เห็นอยู่ว่าอยู่ในครัวคนเดียว” ฉันกอดอกมองหน้าเพื่อนด้วยความภูมิใจในฝีมือทำอาหารของตัวเอง “พ่อฉันทำบะหมี่อร่อยแค่ไหน มันก็ส่งต่อมาที่คนเป็นลูกอย่างฉันแหละน่า ฮ่า...” ฉันหัวเราะลั่น
“ดีจัง คุณตา คุณยาย ต้องดีใจแน่ ๆ ที่อาหารมือนี้จะอร่อยกว่ามื้อไหน ๆ”
“อ้าว...อย่าตัดเข้าวงเวียนชีวิตได้ไหม ปะ ยกออกไปทานด้วยกันเถอะ เดี๋ยวหายร้อนจะไม่อร่อย ฉันทำข้าวต้มเปล่าไว้ให้คุณยายของแกด้วยเผื่อท่านฟันไม่ดี”
พะพายถึงกับยกนิ้วโป้งให้ฉัน
“สุดยอดเลยเชฟหนาด”
ฉันเอานิ้วหัวแม่โป้งปัดปลายจมูกไปหนึ่งกรุบ ได้ทีแอคก็ต้องแอคหน่อยล่ะนะ ฮี่...
ฉันกับพะพายช่วยกันนำอาหารมาวางไว้บนพื้นบ้านที่ปูเสื้อกลางลาน
“มึงนั่งพื้นกินข้าวได้ไหม” พะพายหันมาถามด้วยความเป็นห่วง
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ไม่เห็นเป็นอะไรเลยได้ฟิวไปอีกแบบ มึงอย่ากังวลว่ากูจะเป็นลูกคุณหนูที่ทำตัวไฮโซดิ ชีวิตฉันมันก็ลูกพ่อค้าแม่ค้าคนหนึ่งเหมือนกัน ก็แค่ทำมาค้าขายได้ดีก็เท่านั้น ฉันก็คนทั่วไป กินบนพื้นอะไรได้หมดหรอก โธ่...” ฉันพูดเสร็จก็ตักต้มยำปลามาราดข้าวพร้อมตักเข้าปาก
“นั่นสิเนาะ แกออกจะติสขนาดนี้ โพงพางขนาดนี้ จะมาสำอางอะไรได้”
“หน็อยนี่มึงกำลังว่าฉันเหรออีพาย”
“กูไม่ได้ว่ามึงอีหนาด กูพูดความจริง ฮ่า...”
“ทั้งสองคนอย่าทะเลาะกันเลยนะ” คุณยายที่คิดว่าพวกเราทะเลาะกันทั้งที่นี่แหละคือการพูดคุยปกติของพวกเราต่างหาก
“ยายจ๋า ยายไม่ต้องตกใจนะ ที่เห็นนี่น่ะ เราแค่คุยกันปกติจริง ๆ ไม่ได้โกรธอะไรกันเลย” พะพายพยายามอธิบายให้คุณยายของเธอเข้าใจ
ฉันยิ้มพยักหน้า เพื่อย้ำว่าสิ่งที่หลานของท่านพูดเป็นเรื่องจริง
“คุณยายทานข้าวต้มกับต้มยำปลากดีกว่านะคะ หนาดตั้งใจทำสุดฝีมือเลยนะคะ”
“จ๊ะ...ฝีมือหนูใบหนาดอร่อยมากจริง ๆ อร่อยกว่าหลานยายซะอีก”
“คุณยาย...กำลังว่าพะพายเหรอคะ”
กลายเป็นว่าตอนนี้ บ้านหลังโทรม ๆ แห่งนี้กลับมีเสียงหัวเราะ และเต็มไปด้วยความสุข แม้แต่คุณตาที่นอนอยู่บนเตียงก็ยังยิ้มออกมา เอาเถอะ...นี่มันจุดเริ่มต้นของการได้ชีวิตใหม่ของพะพายเท่านั้น จากนี้ฉันก็ไม่รู้ว่าพะพายจะเลือกกลับไปทำงานแบบเดิมรึเปล่า ซึ้งฉันก็คงไปบังคับอะไรไม่ได้ แต่ในฐานะเพื่อน ก็คงช่วยเหลือเท่าที่เราจะช่วยได้ ส่วนเขาจะรับฟังความคิดเห็นแค่ไหน สุดท้ายก็เป็นเจ้าตัวนั่นแหละที่จะตัดสินใจในเส้นทางชีวิตของตัวเอง