ตอนที่ 17
ละครฉากหนึ่ง
(เวลา เที่ยงคืน)
“หนาด~ กูไม่ไหวแล้วมึง โลกมันหมุนติ้ว ๆ แทบยืนไม่ไหว” เสียงยานคางของพะพายดังอู้อี้อยู่ข้างหู ไหงคนที่คอแข็งกว่าฉัน กลับกลายเป็นเมากว่าฉันไปได้เนี่ย
ฉันประคองร่างอันปวกเปียกของเพื่อนรักออกมาที่หน้าร้าน เรียกแอปเลดี้ยัดร่างนางลงไปที่เบาะหลัง พร้อมกับยื่นเงินนี่ให้กับพี่ผู้หญิงที่ขับรถจำนวนหนึ่งพันบาท ก่อนจะบอกโลเคชั่นและย้ำคนขับว่าให้ส่งถึงในบ้านด้วย ซึ่งพี่ผู้หญิงคนขับก็รับปาก แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ถ่ายป้ายทะเบียนรถเข้าแชตตัวเองไว้เพื่อความปลอดภัยล่ะนะ
“กลับดี ๆ นะมึง ถึงแล้วทิ้งข้อความบอกกูด้วยว่าถึงบ้าน”
“อื้อ ถ้า ม่าย ลืม นา~~~” สภาพพะพายเป็นขนาดนี้ฉันว่าลืมชัวร์ ๆ นั่นแหละ จากนั้นฉันก็ปิดประตูรถ ยืนมองแท็กซี่แล่นไปจนลับสายตา
พวกคุณกำลังคิดว่าทำไมฉันไม่ไปส่งเธอที่บ้านใช่ไหม นั่นเป็นเพราะว่าจุดประสงค์หลักของฉันมันยังไม่บรรลุเป้าเลยนะสิ ฉันยังเหลือเป้าหมายที่จะหิ้วผู้ชายสักคนมาทำให้ลืมไอ้เควินนั่นอยู่เลยนะ
ฉันหมุนตัวกะจะกลับเข้าไปที่คลับ ทว่า...ยังไม่ทันได้เข้าประตูคลับกลับเข้าไป ร่างสูงโปรของผู้ชายในเสื้อเชิ้ตพับแขนที่เต้นซ้อนหลังฉันเมื่อครู่ก็ออกมายืนดักหน้าพร้อมกับรอยยิ้มที่คิดว่าตัวเองหล่อกระชากใจที่สุดแล้ว
‘หึ...นายต่างหากที่กำลังติดกับดักฉันน่ะ’
“เพื่อนกลับแล้วเหรอครับ คนสวย” น้ำเสียงของเขานุ่มนวล ดูผิดแปลกไปกับลีลาเต้นเมื่อครู่จริง ๆ ดูท่าจะเป็นเสือผู้หญิงพอตัว สกิลล่าเหยื่อคงแบบช่ำชองขั้นสุดจริง ๆ
ฉันปลายตามองเขานิด ๆ ประเมินด้วยสายตาตั้งแต่หัวจรดเท้า เพราะในคลับมันมืดสลัวมองไม่ชัดหรอก แต่พอมาอยู่หน้าคลับก็ทำให้พินิจใบหน้าเขาได้อย่างชัดเจนแล้วล่ะ
หน้าตาตี๋ ๆ ผิวขาวสะอาด ดูเหมือนพวกพนักงานออฟฟิศโปร์ไฟล์ดี ที่พยายามมาล่าเหยื่อแถวนี้ แต่ถามว่าฉันกลัวไหมก็ไม่ ยังไงฉันก็ต้องการคนที่วันไนซ์เพื่อมาชำระล้างเสนียดตามตัวฉันก็เท่านั้นอยู่แล้วล่ะ ยิ่งพวกได้แล้วหาย ยิ่งชอบเลย
“ค่ะ...เพื่อนของหนาดกลับแล้วค่ะ นางคอพับไปแล้ว” ฉันแสร้งทำหน้าเซ็งพร้อมกับเสียงอ่อนลงเหมือนเสียดายที่เพื่อหนีกลับไปก่อน พลางหลุบตาเล็กน้อยให้ดูเหมือนผู้หญิงที่ประหม่าเมื่อต้องอยู่ต่อหน้าผู้ชายคนเดียว “หนาดเองก็ว่าจะกลับเหมือนกันค่ะ มึน ๆ แล้วด้วย”
“โอ๊ะ กลับคนเดียวมันอันตรายนะครับ ดึกแล้วด้วย” เขาขยับเข้าใกล้มาอีกนิด กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ของเขาไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกเคลิบเคลิ้มอะไรหรอก เอาจริงมันเทียบไม่ได้กับกลิ่นของไอ้บ้านั่นด้วยซ้ำ
‘เฮ้อ...ฉันไม่ควรคิดถึงไอ้บ้านั่นสิ!’
“แล้วคุณ...” ฉันทำท่าทีเลิ่กลั่กเล็กน้อยทำเป็นระแวงผู้ชายแปลกหน้า เขาเองคงรู้ตัวจึงรีบแนะนำตัวเอง
“ผมทิมนะครับ ถ้าคุณหนาดไม่รังเกียจไปนั่งพักดื่มน้ำเย็น ๆ ให้สร่างเมาก่อนไหมครับ?”
‘ไปนั่งพักดื่มน้ำเย็น ๆ งั้นเหรอ มุกควาย ๆ เลยแหละ’
ฉันคิดในใจ ก็แหงสิฉันโตมาในร้านบะหมี่กะดึกนะ เจอขี้เมาและผู้ชายมาทุกรูปแบบมาตลอดยี่สิบปี มีเหรอจะดูไม่ออกว่าไอ้คำว่า นั่งพัก มันหมายถึงอะไร แต่ในเมื่อเขากับฉันมีเป้าหมายแค่ตรงกัน นั่นคือ ‘เอากันสักครั้ง’ งั้นฉันก็พร้อมจะเล่นบทนางเอกผู้ใสซื่อบริสุทธิ์ให้เขาตายใจและตื่นเต้นที่จะได้กินฉันแล้วล่ะ
“เอ่อ...จะดีเหรอคะ? ฉันเกรงใจคุณทิมมาก ๆ ค่ะ” ฉันทำท่ากอดอก ถอยไปครึ่งก้าวเหมือนลังเลที่จะไปกับเขา “หนาดไม่ค่อยคุ้นกับการไปไหนมาไหนกับคนที่เพิ่งรู้จักด้วยสิคะ มันดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ค่ะ”
“ไม่ต้องกลัวนะครับ ผมไม่ทำอะไรหรอก ถ้าคุณหนาดไม่อนุญาต” คุณทิมยิ้มกว้าง นัยน์ตาของเขาเป็นประกายคิดว่าล่อเหยื่ออย่างฉันติดกับแล้ว
“งั้นที่ไหนเหรอคะ ที่เราจะไปนั่งพักกัน”
“โรงแรมผมเป็นไงครับ อยู่ใกล้ ๆ ซอยถัดไปนี่เอง ขับรถไม่ถึงห้านาทีก็ถึง น่าจะสงบแล้วทำให้สร่างเมากว่าในคลับน่ะครับ แถมอากาศก็โล่งโปร่งแอร์เย็น ๆ สร่างเมาเมื่อไหร่ก็ค่อยกลับ อย่างน้อยผมก็วางใจที่ได้ทำให้คุณกลับอย่างปลอดภัยกว่าขับรถกลับตอนเมานะครับ”
“อืม...” ฉันเงียบเหมือนคิดไปครู่นึง ช้อนตามองเขาเหมือนกำลังชั่งใจ ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ “ก็ได้ค่ะ งั้นขอรบกวนไปนั่งพักให้สร่างเมาก่อนกลับแล้วกันนะคะ”
“ครับผม แค่นั่งพัก”
คุณทิมเอาศอกมาแตะกันเบา ๆ เป็นการนำทางก่อนที่เขาจะขึ้นรถมากับฉันแล้วบอกทางให้กัน
เป็นอย่างที่เขาพูด โรงแรมของเขาอยู่ห่างไม่ไกลจากคลับนัก เชื่อไหมล่ะ...จริง ๆ ไม่ใช่ที่พักประจำของเขาหรอก เขาคงโทรมาจองเมื่อกี้แน่ ๆ อาจจะเป็นโรงแรมที่เขาโทรมาประจำเมื่อหิ้วสาวจากคลับนี้ได้นั่นแหละ เพราะดูเหมือนสายตาของพนักงานล็อบบี้ที่มองมามันบอกไว้หมดว่า ‘เปลี่ยนคนอีกแล้วสินะ อะไรทำนองนี้แหละ’
ขณะที่เดินขึ้นลิฟท์ฉันมีท่าทีมึนหัว (แสร้งทำ) จนเซ คุณทิมที่เดินแทบชิดสนิทร่างกัน รีบใช้แขนเข้ามาโอบรั้งที่เอวคอดกิ่วฉันไว้แถมยังกระชับให้ร่างของฉันขยับเข้าไปใกล้กับเขาอีกก่อนจะพาขึ้นลิฟท์ไป
“เป็นอะไรไปรึเปล่าครับ คุณหนาด”
“จู่ ๆ ก็รู้สึกเวียนหัวนิดหน่อยค่ะ ดูท่าฤทธิ์แอลกอฮอล์น่าจะเพิ่งมาแผงฤทธิ์” ฉันยกมือขึ้นมากุมศีรษะก่อนจะทำใบหน้าเหยเก
“เดี๋ยวผมช่วยพยุงนะครับ” น้ำเสียงนุ่มละมุนกระซิบข้างหูกันอย่างแผ่วเบา และฉันก็ทำทีเอียงหัวซบไหล่เขาเหมือนตัวเองแทบเดินไม่ไหว...
‘เอาล่ะบทละครมันเพิ่งจะเริ่มขึ้นต่างหากล่ะพวก’