(เที่ยงคืน)
เวลาล่วงเลยไปจนเกือบเที่ยงคืน บรรยากาศของร้านเริ่มเบาบางลง แต่ผู้คนก็ยังมีทยอยมานั่งทานบะหมี่กันอยู่ คราวนี้ส่วนใหญ่เริ่มเป็นนักท่องราตรีที่อาจจะกลับมาจากคลับ บาร์ มาแวะทาน หรือกระทั่งเด็กมหาลัยที่ทำกิจกรรมจนดึกดื่นและแวะมาทานบะหมี่ให้คลายหิวหลังจากใช้พลังงานในการทำกิจกรรม
และในขณะที่ฉันกำลังก้มลงเช็ดโต๊ะตัวที่อยู่ริมถนน เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซต์บิ๊กไบค์หลายคันก็ดังสนั่นมาแต่ไกล ยิ่งใกล้เข้ามาก็รู้สึกหนวกหูชะมัด
“แม่งจะขี้ไปตายที่ไหนกัน” ฉันสบถออกมาเพราะคิดว่าเครื่องยนต์หนัก ๆ นี้คงผ่านไป แต่แล้วรถมอเตอร์ไซต์บิ๊กไบค์เหล่านี้กลับจอดที่หน้าร้านฉัน
กลุ่มผู้ชายในเสื้อช็อปสีแดงเข้มเดินตรงเข้ามาเป็นกลุ่มใหญ่ราว ๆ แปดคน พวกเขาหัวเราะร่า เอะอะเสียงดังตามประสาวัยรุ่นคึกคะนอง พอฉันเหลือบตาไปมองสัญลักษณ์ที่เสื้อพวกเขาก็รู้ได้ว่าเป็นมหาลัยเอกชนชื่อดังที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับมหาลัยเดิมที่ฉันจบมานั่นเอง
“เฮ้ย! ร้านนี้แหละที่ไอ้เก่งมันบอกว่าลูกสาวเจ้าของเจ้าของร้านสวยสัส ปากจัดยิ่งกว่าแม่ค้าปากตลาด” หนี่งในนั้นโพลงพูดขึ้นพร้อมกับสายตาพยายามกวาดมองจนมาสบตาเข้ากับฉัน
ฉันเม้มฝีปากแน่น เท้าสะเอวมองด้วยความรู้สึกไม่สบอารมณ์ ความรู้สึกรังเกียจ เหมือนเสนียดที่ไม่อยากเข้าใกล้ ฉันน่ะเกลียดทุกคนที่ใส่เสื้อสีนี้
“เน่...จะกินอะไรก็สั่ง อย่ามาเห่าหน้าร้าน หรือพูดอะไรไม่เข้าหู” ฉันวาดออกไปเสียงดังล่ะ ร้านทั้งร้านเงียบกริบไปชั่วขณะก่อนที่เด็กพวกนี้จะโห่ร้องด้วยความชอบใจ
“ว้าว...สวยจริงว่ะ แถมหน้าสดยังโคตรฉ่ำ ไอ้เก่งไม่ได้โม้จริง ๆ เว้ย”
“สมคำเล่าลือจริง ๆ ฉันเคยในโพสต์อยู่ครั้งตอนแรกคิดว่ารูปแต่ง และคงอวยกันเว่อร์ว่านางฟ้าบะหมี่เฮียซ่ง ที่ไหนได้ของจริง ไม่ดิสวยกว่าในรูปอีกว่ะ”
เหมือนจะชม แต่ฉันไม่ดีใจหรอก เพราะฉันได้ยินมันจนคิดว่ามันคือคำบอกเล่าไปแล้ว
ฉันหยิบกระดาษจดออเดอร์พร้อมปากกาเดินไปที่โต๊ะด้วยท่าทีฟึดฟัด พยายามไม่สบตาเด็กพวกนี้ แต่แล้ว...เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของอีกคนที่ตามมารวมกลุ่มเป็นคนสุดท้าย ก็ทำให้ร่างกายยืนแข็งทื่อเพียง
“ไอ้เค...มา ๆ นั่งลงก่อน ลมอะไรหอบให้มึงตามพวกกูมากินได้วะ” หนุ่มวิศวะคนหนึ่งในโต๊ะพูดขึ้น
“ก็แค่เบื่อเลยลองมาทำอะไรที่ไม่เคยอยากทำ”
เสียงที่คุ้นหู ชื่อที่คลับคล้ายคลับคลา กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ลอยแตะจมูกเป็นกลิ่นที่ฉันไม่มีวันลืมเลือน ตอนแรกฉันขอให้เป็นเพราะฉันคิดมากไปเอง
จนกระทั่ง...ฉันเงยหน้ามองเด็กหนุ่มที่เดินเข้ามาร่วมโต๊ะคนสุดท้าย ใบหน้าคมสันที่แสนเย็นชา เยือกเย็น ความหล่อที่ซ่อนปีศาจไว้ เส้นผมไวน์แดงที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อย สายตาที่ซ่อมคมมีดพร้อมจะเฉือนคนสบตาให้ร่างกลายเป็นปุ๋ยผง
‘เควิน’
เขายืนอยู่ตรงหน้าฉันจริง ๆ ซึ่งมาในชุดวิศวะเหมือน ๆ คนอื่น ๆ สายตาที่เคยมองฉันเป็นแค่สินค้า แต่ตอนนี้เขากลับมองมาที่ฉันด้วยความว่างเปล่า เหมือนคนที่ไม่เคยรู้จัก หรือพบกันมาก่อน
มันก็ดีอยู่หรอก แต่ทำไมกันเรื่องเฮงซวยแบบนั้นถึงต้องเป็นฉันที่จำมันได้ดี ความโหยร้าย บ้าคลั่ง กระหน่ำแทงกันไม่ยั้ง บ้าจริง
มือที่ถือออเดอร์ถึงกับสั่นระริก...ไม่ได้ฉันจะมาปล่อยไก่ไม่ได้ ในเมื่อเขาจำฉันไม่ได้มันก็ควรเป็นเรื่องดี ใช่แล้วตอนนี้ฉันคือ ‘ใบหนาด’ ไม่ได้สวมร่างเป็น ‘พะพาย’
“จะกินอะไร ว่ามา...ไม่งั้นฉันจะไปรับออเตอร์โต๊ะอื่นก่อนนะ” ฉันพูดด้วยเสียงห้วนตามประสาที่ฉันเป็น เควินมองมาที่ฉันนิ่ง ๆ สายตาเขาอยู่มองที่ใบหน้าฉันชั่วครู่ก่อนจะเลื่อนมองไปที่ลำคอกัน จุดที่ฉันพยายามใช้ปกเสื้อปิดบังรอยไว้...
“มองอะไร จะสั่งไม่สั่งโว๊ะ!” ฉันเริ่มหัวร้อนก่อนคนในกลุ่มจะหัวเราะแล้วพูดออกมา
“สั่งครับพี่สาว เอาบะหมี่แห้งพิเศษมาเจ็ดถ้วยเลยครับ ไอ้เคมึงจะกินอะไรก็สั่งเลยพวกกูจดกันก่อนหน้าแล้วว่ะ” เด็กหนุ่มในโต๊ะคนหนึ่งสั่ง ก่อนจะหันไปที่เควิน ฉันจดออเดอร์แล้วรอเขาสั่ง แต่เขาก็ดันเงียบไม่สั่งสักที ฉันเลยจะหันกลับไปเพื่อเสียบออเดอร์ ทว่า...มือหนาของเขาก็ดันจับไว้ที่คอมือฉันอย่างฉับพลับ ฉันตกใจจนอุทานออกมา
“เฮ้ย มาแตะเนื้อต้องตัวฉันทำไมเนี่ย” ฉันอุทานออกมาด้วยความตกใจ
สายตาของเควินจ้องมองมาทำเอาฉันรู้สึกตื่นกลัวว่าเขาจะจำได้ แม้ฉันจะพยายามบอกกับตัวเองแล้วว่าวันนี้ลุคของฉันต่างจากคืนนั้นมากราวกับคนละคน ไร้เครื่องสำอางหนาเตอะ ไร้ขนตาปลอมและทาลิปสีแดงฉูดฉาดที่ช่วยปิดบังใบหน้า แต่ทำไมสัญชาตญาณของฉันถึงร้องเตือนให้ระวังเข้าไว้อยู่ดี
มือเขากำข้อมือฉันแน่น จ้องกันคมกริบอย่างพินิจ เขานิ่งค้างเติ่งไปครู่ก่อนเพื่อน ๆ จะเป็นฝ่ายสะกิดเขาเอง
“เฮ้ย..ไอ้เค ระดับมึงยังตะลึงความสวยหน้าสดของพี่สาวนางฟ้าบะหมี่เฮียซ่งด้วยเหรอวะ” เพื่อนคนหนึ่ง พลางตบไหล่เขา
เควินขยับตัวเล็กน้อย นัยน์ตาเขาหรี่ลงมามองที่มือฉันซึ่งกำลังถือกระดาษจดออเดอร์อยู่แถมมันยังสั่นเทาจนแทบเก็บอาการไม่ไหว ฉันพยายามสูดหายใจเข้าลึก ๆ ลบภาพเหตุการณ์นั้นกับเขาออกไปจากสมองก่อนจะทำตัวปกติ มองเขาเป็นพวกไอ้ฉวยโอกาสเหมือนที่ฉันเจอประจำ
“จะสั่งไม่สั่ง แล้วไอ้มือสกปรกนี้เอาลงไปซะ อย่าหาว่าไม่เตือน” ฉันหรี่ตามองด้วยความสะอิดสะเอียด แต่คนในโต๊ะก็หัวเราะร่า มีแต่เด็กนี่ล่ะมั้งที่สีหน้ายังเหมือนเดิม
“เอาบะหมี่น้ำพิเศษ พอดีชอบซดน้ำ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ฉันจึงรีบก้มหน้าเขียนยิก ๆ ลงบนกระดาษจดและพยายามไม่สบตาเขาอีก
“แค่นี้ใช่ไหม” ฉันถามห้วน ๆ น้ำเสียงดุดันเป็นปกติของลูกสาวเฮียซ่งที่เลื่องชื่อ
“ครับพี่นางฟ้า” เด็กหนุ่มวิศวะทุกคนพยักหน้า
“เดี๋ยว...” แต่ก็มีไอ้บ้านี้ ทวงขึ้นมาอีกครั้ง
‘อะไรกันนักหนาเนี่ย ฮ่วย!’
“กลิ่นน้ำหอมที่เธอใช้...กลิ่นอะไร”
“เป็นเด็กเป็นเล็กเสียมารยาท ฉันแก่กว่านายมาเรียกเธอได้ไง ฉันไม่ได้ใส่น้ำหอมอะไรทั้งนั้น จะมาได้กลิ่นน้ำหอมอะไรกัน พูดไม่เข้าท่า...” ฉันตอบอย่างไม่สบอารมณ์แล้วหันหลังไปเสียบออเดอร์ให้ป๊าทำทันที แต่มันเรื่องจริงนะ ฉันไม่ได้ใส่น้ำหอมอะไรจริง ๆ ทุกวันนี้ยังอาบน้ำด้วยสบู่เด็กด้วยซ้ำ เหอะ...
เพื่อน ๆ ในโต๊ะของเขาพากันหัวเราะเสียงดัง
“ฮ่า...ไอ้เค กูไม่เคยเห็นมึงโดนผู้หญิงแหกปากด่ามึงแบบนี้มาก่อนเลยว่า สงสัยพี่สาวนางฟ้าบะหมี่ร้านเฮียซ่งคงเป็นคนแรกเลยใช่ไหมวะ”
“หึ...คนแรกงั้นเหรอ กูก็ไม่แน่ใจหรอกว่ะ เพียงแต่แค่รู้สึกว่ากลิ่นมันคุ้นเคยก็เท่านั้น...”
“เอ๋...กลิ่นคุ้น ๆ ที่มึงว่าหรือจะเป็นพะพายเมื่อคืนก่อนที่ทำให้มึงหลอนขนาดนี้ว่ะ ถ้าชอบขนาดนั้นก็ไม่เรียกมาเอนอีกรอบดิ ตอนกูเอาก็เด็ดอยู่ ไม่คิดว่ามึงจะชอบด้วย”
“งั้นเหรอ ทำไมกูรู้สึกว่าคน ๆ นั้นมันจะไม่ใช่พะพายคนเดียวกับที่มึงเอาวะ”
“บ้าน่า!” บทสนทนานั้นทำให้ฉันเลิ่กลั่ก ฉันไม่อยากฟังอีกแล้ว อยากหลุดพ้นจากวงโคจรที่แวะไปเล่นรอบเดียวนี้สักที...