ตอนที่ 9 ยิ่งเกลียดยิ่งเจอ

1143 Words
ฉันที่กลับมาเสียบออเดอร์ที่รถเข็นจากนั้นฉันก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อ ทั้งรับออเดอร์ และเสิร์ฟบะหมี่โต๊ะก่อนหน้าที่สั่งก่อน ตอนนี้ลูกค้ายังคนทยอยมาไม่ขาด ทว่า... “บรือ~~~” ฉันกลับขนลุกซู่จนแม่ที่ล้างจานอยู่หันมาทัก “เป็นอะไรลูก” “อยู่ ๆ ก็ขนลุกค่ะแม่ หนาวแปลก ๆ” ฉันตอบไปตามความรู้สึก พ่อที่ลวกบะหมี่อยู่ก็หันหน้ามาทางฉัน “อาการร้อนอบอ้าวขนาดนี้ ลื้อบอกว่าหนาวงั้นรึ มาอยู่หน้าเตาไหมอีหนาด” “ฉันยอมหนาวดีกว่าจ๊ะป๊า...” ฉันหยอกพ่อกลับตามประสาพ่อลูกก่อนจะหัวเราะร่าด้วยรอยยิ้ม เอาจริงนะคะ ที่ฉันรู้สึกขนลุกฉันพอจะรู้สาเหตุอยู่ค่ะ ทำไมนะเหรอ ก็สาขาของไอ้เหี้ยหน้าหล่อนั่นแหละ จ้องกันไม่เลิก สายตานิ่งก็จริง แต่มองกันไม่วางตาแบบนี้เป็นใคร ๆ ก็หลอนรึเปล่า ฉันไม่ใช่ผู้หญิงที่บ้าผู้ชายหล่อขนาดนั้น (อาจจะบ้าหน่อย ๆ) แต่ถ้าเหี้ยมาก ๆ ฉันก็ไม่แดกหรอก ไม่ได้หน้ามืดตามัวขนาดนั้น (ถึงคืนนั้นจะแซ่บนัวร์ก็ตาม) “ป๊า! ออเดอร์โต๊ะสิบสอง บะหมี่แห้งพิเศษเจ็ด บะหมี่น้ำพิเศษหนึ่งได้รึยัง” “ยัง! อั๊วกำลังทำอยู่” “รีบเลยป๊า หนาดอยากให้พวกมันรีบกินรีบไสหัวไปอ่ะ” “อะไรของมึงอีหนาด ลูกค้ากลุ่มใหญ่ขนาดนั้น ลื้อจะไปไล่ทำไมวะ ทำงานบริการหัดอดทนมั้ง ใครสั่งใครสอดให้ใจร้อน” พ่อฉันหันมาดู “ก็ป๊านั่นแหละเชื่อแรงจนส่งผลมาถึงฉันเนี่ย” “หน็อย...อีลูกปากดี ลื้อกำลังว่าอั๊ว” “คุณ...ใจเย็น ๆ โมโหอีกก็ทำบะหมี่ช้าอีกนะ” แม่ของฉันมาปราบ เอาจริงการสนทนาของพวกเรามันเหมือนคนไม่ถูกกันแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร แต่ไม่เคยลงมีตบตีกันสักครั้งนะ...คนอื่นมาเห็นคงรู้สึกว่า พ่อต้องรุนแรงลงไม้ลงมือตบตีฉันแน่ แต่เปล่าเลย ปากร้ายแต่ใจดีมาก ๆ โอ๋ฉันสุด ๆ ยิ่งกว่าแม่ซะอีก เวลาเกือบจะตีสอง คนเริ่มบางตา ฉันเองก็เริ่มเก็บโต๊ะอื่น ๆ ที่คนลุกออกไปแล้ว พร้อมกับยิ้มส่งให้กับลูกค้ามากมายที่อัธยาศัยดี ย้ำ...ว่าต้องเป็นลูกค้าอัธยาศัยดีเท่านั้นถึงจะได้รับรอยยิ้มที่จริงใจจากฉัน “ป๊า เมื่อไหร่โต๊ะนั่นจะลุก นี่มันจะตีสองแล้วนะ” ฉันนั่งเท้าคางอยู่ใกล้ ๆ ก็พ่อที่เริ่มทำความสะอาดรถเข็นส่วนแม้ก็เริ่มจัดเก็บจาน “รอให้ใกล้ตีสองอีกหน่อย ลื้อค่อยไปบอกพวกเขา ยังไงนี่ก็ลูกค้าเราถ้าไม่ถึงเวลาปิดร้านก็ไล่ไม่ได้ อีกสิบนาที ว่าแต่คนในโต๊ะนั่นเคยทำให้ลื้อไม่สบายใจรึเปล่า ดูลื้อจะมีปัญหากับโต๊ะนั้นนะ อั๊วก็ไม่เห็นพวกนั่นจะทำอะไรไปมากกว่าโต๊ะอื่น ๆ” “เปล่า แค่ไม่ถูกชะตาน่ะป๊า” ฉันแถไปงั้น “อีหนาด แค่ลื้อไม่ถูกชะตาลื้อก็ทำกิริยาไม่ดีใส่แบบนี้ อั๊วไม่เคยสอนนะ อย่าเป็นแบบนั้น เดี๋ยวคนอื่นหาว่าอั๊วไม่สั่งสอนลูกสาวคนสวย” “จ้า ๆ รับคำสอนจ้า” สุดท้ายฉันก็ไม่อยากเถียงกับพ่อ และหันไปมองกลุ่มโต๊ะเด็กวิศวะ ลูกค้ากลุ่มสุดท้ายนั่น “ไอ้เวรนั่นพออยู่กับเพื่อนก็หน้าตาหล่อเหลา ดูไม่มีพิษมีภัย ใบหน้าก็ดูยิ้มแย้มดี ทำไมเมื่อคืนถึงได้...ดุขนาดนั้นกันนะ เฮ้อ...เหมือนคนละคนจริง ๆ” ฉันส่ายหน้าไปมา เพื่อสลัดความคิดนี้ออกไป ตอนนี้น่าจะเป็นฉันเองมากกว่าที่ควรลืมได้แล้ว เขาก็เหมือนจะไม่รู้ว่าฉันคือพะพาย ถึงเขาจะตามหา...พอไปเจอพะพายตัวจริง เขาก็คงรู้แหละว่าไม่ใช่คนเดียวกัน ต่อให้พลิกแผ่นดินก็คงไม่รู้หรอกว่า คนที่เขามีความสัมผัสเมื่อคืนนั่น พร้อมกับได้เงินล้านมาจากเขา คือ อิใบหนาดคนนี้นี่เอง แต่ถึงอย่างนั้นถ้าเขาดันจำฉันได้ขึ้นมาเมื่อไหร่ ‘วันนั้นจะเป็นวันที่แกต้องคลานเข่ามาขอโทษฉัน ยิ่งกว่าผู้หญิงที่แกเคยทำลายมาแน่นอน!’ จวบจนตีสอง ฉันมองนาฬิกาที่แขวนอยู่ที่รถเข็นด้วยความรู้สึกอึดอัดจนทนไม่ไหว ‘พวกเด็กวิศวะนี่ไม่ยอมลุกสักที ไม่กลับบ้านกลับช่องไปนอนกันรึไง พอแม่จะรู้ไหมว่ามานั่งจ้อที่ร้านบะหมี่จนตีสองเนี่ย’ แน่นอนว่าฉันพึมพำในใจ ฉันตัดสินใจลุกขึ้นเดินเข้าไปที่โต๊ะ กระแทกถาดพลาสติกเพื่อจะเก็บถ้วยที่พวกเขากินกันเสร็จ “ตีสองแล้วค่ะ ร้านจะปิดแล้ว เชิญเช็คบิลแล้วไส...เอ่อ กลับกันได้แล้วค่ะ” ฉันรีบเปลี่ยนคำพูดในเสี้ยววิสุดท้ายเพราะไม่อยากให้พอดุอีกว่าไล่ลูกค้า ตอนนี้พ่อเองก็จ้องเขม็งมาด้วย พวกเขามองท่าทีของฉันก่อนจะหัวเราะร่าออกมา “ฮ่า...พี่สาวดุจริงอะไรจริงเนี่ย หนึ่งในพวกผมไปทำอะไรให้พี่ไม่พอใจรึเปล่าครับ” “ไม่มี...” ฉันตอบห้วน ๆ ด้วยสีหน้าถมึงทึง “โอเคครับ ๆ พวกผมไปก็ได้ เดี๋ยววันหลังจะมาให้ดุใหม่ พอดีพวกผมชอบความรุนแรงน่ะครับ” ฉันยืนกอดอกมองพวกเขาทีละคนจนกระทั่งหยุดสายตาที่เควิน คนที่ลุกขึ้นช้าที่สุด ท่าทีเขานิ่งเฉยจนฉันเริ่มเบาใจ ‘เออ...ดีแล้ว จำฉันไม่ได้ก็ดี รีบ ๆ ไปซะทีโว้ย!’ เสียงในใจฉันก็กู่ก้อง แต่ในจังหวะที่ฉันก้มลงเก็บถ้วยบะหมี่ เควินที่กำลังจะเดินพ้นร้านนกลับหยุดชะงัก หันกลับมามองฉันด้วยสายตานิ่งสงบ ก่อนจะพ่นประโยคที่ทำให้ฉันโมโหจนน็อตหลุด “บะหมี่ก็รสชาติออกจะกลมกล่อม แต่ปากแม่ค้านี่สิ แซ่บจนถึงพริงถึงขิง ไม่ทราบว่า...อย่างอื่นแซ่บด้วยรึเปล่า” คำพูดกวนประสาทที่แฝงไปด้วยนัยยะนั่นแหละที่ทำให้ฉันเลือดขึ้นหน้า ฉันโกรธจนลืมตัว ถกแขนเสื้อขึ้นทั้งสองข้างราวกับพร้อมตีกับคนหุ่นดีหน้าหล่อ แต่นิสัยหมา ๆ เพื่อไล่ตะเพิดออกจากร้านเหมือนที่เฮียซ่งพ่อของฉันเคยสอนว่า ทำดีกับคนที่พูดดี ต่อยตีกับคนที่ปากหมา และเด็กวิศวะที่ชื่อ เควิน นี่ฉันปัดไปอยู่ที่อย่างหลัง
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD