ตอนที่ 10
ปานแดงหาใช่รอยสัก
“ใจเย็น ๆ สิครับพี่สาว”
“คนปากหมาฉันไม่จำเป็นต้องพูดดีด้วยย่ะ” ฉันเท้าสะเอวมองเขม็งไม่วางตา แต่ท่าทีของเควินกลับไม่สะทกสะท้านแถมยังยกยิ้มมุมปากชอบใจ
“อ่อ ที่ตั้งท่าถกแขนเสื้อขนาดนี้ คงเพราะอยากอวดรอยสักสินะ อืม...รอยสักสวยดีนี่” เควินพูดขึ้น เสียงเขานุ่มนวลลงกว่าปกติ นัยน์ตาคมกริบนั่นจ้องมาที่ปานแดงบนแขนของฉัน “รอยสักดูเป็นเอกลักษณ์ดีนะครับ ผมเหมือนเห็นใครสักคนก็สักแบบนี้เหมือนกัน ช่วงนี้มันฮิตเหรอครับสงสัยผมต้องไปสักบ้าง”
ฉันเลือดขึ้นหน้าเต็มสูบ ก่อนที่หัวฉันจะถูกความร้อนระอุเข้าครอบงำ
‘นี่เขากำลังล้อปานแดงฉันแน่ ๆ ใครจะยอมกันเล่า’
“รอยสักบ้าอะไรของนายเป็นแบบนี้ยะ นี่มันปานแดง แหกตาดูซะ” ฉันตวาดใส่หน้าเขาด้วยความโมโหทะลุปรอท “แล้วไอ้ปานแดงนี่มันก็ติดตัวฉันตั้งแต่เกิด จะไปเห็นจากใครที่ไหนได้ยังไง เพ้อเจ้อ ในโลกนี้มีแค่ฉันคนเดียวแล้วที่มีปานแดงที่แขนรูปนี้”
ฉันหอบหายใจถี่พ่นคำด่าเป็นพรวนออกไป จ้องหน้าเขาแทบไม่กะพริบตา เหนื่อยก็เหนื่อย แต่จะหยุด่าก็ไม่ได้ แต่แทนที่เควินจะไม่พอใจหรือสวนกลับมาบ้าน เขากลับยกยิ้มมุมปาก
‘ทำไมเขายังยิ้มได้กัน สมเป็นไอ้พวกวิปริตจริง ๆ แฮะ’
“อ๋อ...มีคนเดียวในโลกงั้นเหรอเหรอ” เขาเน้นคำนั้นหนัก ๆ “เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณที่บอก”
เขายิ้มอีกให้ฉัน มันเป็นยิ้มที่ถ้าคนอื่นมาเห็นก็คงมองว่าเป็นมิตร แต่สำหรับฉัน...คน ๆ นี้ไม่ว่าใบหน้าแบบไหนมันก็อัปรีย์หมดนั่นแหละ
"เฮ้ย! ไอ้เควิน มัวแต่จีบพี่สาวอยู่ได้ มึงน่ะคิดว่าจะจีบผู้หญิงได้ทั้งโลกก็จริง แต่พี่สาวคนนี้น่ะ เขาไม่ชอบมึงหรอกเว้ย ดูหน้าเขาดิ อยากจะถีบมึงในจะขาดแล้วนั่น ฮ่า...” เพื่อนของเขาตะโกนล้อมาจากฝั่งรถบิ๊กไบค์
เควินไม่ได้ตอบโต้เพื่อน เขาเพียงเบนสายตาไปจากฉัน ก่อนจะหันหลังเดินตรงไปหาเพื่อนที่รถ คล้องคอเพื่อนคนนั้นแล้วก้มซุบซิบอะไรบางอย่างที่ฉันไม่ได้ยินหรอก
‘บรื้น~~~~~~’
จากนั้นพวกเขาก็ขับรถออกไปหายลับไปจากสายตาฉัน ฉันยืนนิ่งงันอยู่ที่เดิม ด้วยหัวใจที่เต้นตุบ ๆ ไม่รู้ว่าเพราะเสียใจที่ไม่ได้ถีบหน้า โล่งใจที่เขาจำกันไม่ได้ หรือเสียใจที่ร่างกายฉันมันไม่น่าจดจำขนาดนั้น
แต่ว่านะทำไมเขายอมกลับไปง่าย ๆ แบบนั้น ไม่เห็นบ้าอำนาจ ไม่มีการข่มเหง ฉันนึกว่าถ้าฉันด่าออกไปขนาดนี้ต้องโดนตบแล้วแท้ๆ ราวกับเขากลายเป็นอีกคนที่เหมือนขั้วตรงข้าม เป็นแค่นักศึกษาหนุ่มรวย ๆ ที่แวะมาทานบะหมี่เท่านั้น
‘โอ๊ย! ปวดหัวเว้ย!’ ฉันส่ายหัวไปมา พยายามสะบัดแขนเสื้อลงมาปิดปานแดงตามเดิม
“ลื้อจะยืนนิ่งตรงนั้นอีกนานไหม อีหนาด อั๊วกับแม่ลื้อจะเก็บร้านเสร็จกันอยู่แล้วเนี่ย”
“ป๊า...ฉันแค่ยืนแป๊บเดียวเองกำลังจะไปนี่ไง”
“เหอะ...ลื้อนะเถียงกับไอ้หน้าหล่อนั่นอย่างกับรู้จักกัน ถ้าอั๊วไม่รู้จักว่าลื้อคือลูกอั๊ว อั๊วคิดว่าเป็นผัวเมียทะเลาะกัน”
“ป๊า...ผัวเมียอะไร คนอย่างอิหนาดต้องได้ผู้ชายที่ดีราวกับเทพบุตร รักอิหนาดคนนี้สุดหัวใจ รักเดียวใจเดียวทะนุถนอมรับกับแก้วตาดวงใจ ไม่ตบตี พูดหวานให้กัน และที่สำคัญ ต้องจิตใจดีด้วยจ๊ะถึงจะได้ใจอิหนาดคนนี้”
“ถ้าลื้อจะหาขนาดนั้น อั๊วว่าลื้อตายแล้วเกิดใหม่ก็ไม่เจอเลย เพ้อเจ้อ มาช่วยกันเก็บร้านเร็ว อั๊วง่วง”
“ป๊า! ฮ่วย!” สุดท้ายจบศึกน้ำลายกับเควินแล้ว ต้องมาเจอพ่อตัวเองอีก จนผู้เป็นแม่ได้แต่ส่ายหัว ช่างเถอะวันเลวร้ายนี้ ผ่าน ๆ ไปซะได้ก็ดีนั่นแหละ อยากนอนจะแย่อยู่แล้ว (Zzz)
(เวลาตีสี่)
‘ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก...’ เสียงเคาะประตูดังลั่นสะเทือนไปทั้งห้อง ฉันที่ตั้งนาฬิกาปลุกช่วยพอทุกแปดโมงเช้ากลับต้องตื่นนอนก่อนกำหนด...
ฉันสะลืมสะลือขยี้ตาเบา ๆ พลางลุกขึ้นด้วยสภาพของคนไม่ได้นอน ก็แหงดิปิดร้านตอนตีสอง แต่ตอนนี้ตีสี่ จะเอาที่ไหนมาหลับอิ่มกันล่ะ
“อีหนาด ตื่นรึยังวะ วันนี้งานช้างเข้า ลื้อต้องตื่นมาช่วยอั๊ว” เสียงของพ่อที่ตะโกนผ่านเข้ามาจากหน้าห้อง ฟังดูตื่นเต้นมากกว่าร้อนรนใจ อย่างไม่เคยมีมาก่อน
“รู้แล้วจ้า รู้แล้ว ฉันขอล้างหน้าแปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อผ้า เดี๋ยวตาลงไปนะป๊า” ฉันขานรับก่อนจะรีบล้างหน้าล้างตาให้พอสดชื่น แปรงฟันเสร็จสรรพ สวมเสื้อยืดหลวม ๆ กับการเกงขาผ้าขายาวที่ใส่สบายที่สุด รวบผมห้างม้าสูงเพื่อเตรียมรับมือกับการทำงานครั้งใหญ่ที่นาน ๆ ทีจะมีครั้ง แต่ว่าฉันก็ยังไม่รู้หรอกว่างานช้างที่พ่อว่าหมายถึงงานอะไร
ฉันลงมาถึงหลังบ้านซึ่งเป็นครัวแยกออกจากตัวบ้านหลัก ฉันตกใจตาค้างกับปริมาณวัตถุดิบกองพะเนิน ทั้งตะกร้าเส้นบะหมี่สด หมูแดง ลูกชิ้น และหม้อซุปยักษ์ขนาดใหญ่ เอาจริงนะ ออเดอร์ที่ว่าหนัก ๆ ก็ไม่เคยเตรียมของเยอะมากขนาดนี้ ดูท่าพ่อแม่ฉันน่าจะยังไม่ได้นอนเลยมากกว่า ถึงไปสั่งมาได้ขนาดนี้
“ป๊า...งานช้างอะไรกัน จำเป็นต้องสั่งของมาเยอะขนาดนี้เลยเหรอ” ฉันถามพลางเดินไปรวมกลุ่มกับพ่อแม่
“ก็เออสิ จู่ ๆ เมื่อกี้ตอนตีสองกว่า ๆ ทางสโมสธนักศึกษาวิศวะบอกว่ามีงานใหญ๋ อยากได้บะหมี่ของร้านอั๊วไปเลี้ยงนักศึกษา”
“มันจะเชื่อได้เหรอป๊า โทรมาตีสองแถมบอกว่าเป็นสโมสรนักศึกษาอีก พวกก่อกวนรึเปล่า” ฉันคิ้วขมวดสงสัย ก่อนจะหันไปทางแม่ที่กำลังล้างผัก
“จริงจ๊ะลูก ตอนแรกแม่ก็คิดเหมือนลูกเลยว่าพ่อโดนก่อกวนรึเปล่า แต่ว่าเขาโอนเงินเต็มจำนวนมาให้เลยนะ แถมโอนเกินมาด้วย เขาบอกว่าเป็นทิป”
“เกือบเท่าตัวเลยต่างหาก” พ่อของฉันพูดไปยิ้มไป หน้าบานเป็นกระด้ง “ทางนั้นบอกว่าประทับใจรสชาติที่ได้กินพร้อมกับบริการที่ดีของร้านอั๊ว ก็เลยตัดสินใจสั่งด่วนเลย”
“เหอะ ๆ แล้วที่บอกว่างานช้างนี่เขาสั่งมาเท่าไหร่ ป๊าเล่นซื้อวัตถุดิบมากมายขนาดนี้ไม่เสียเหรอ”
“ไม่หรอกอั๊วคำนวนมาดีแล้วน่าจะพอดีเป๊ะ”
“แล้วมันเท่าไหร่กันป๊า ของเป็นจำนวนที่แน่ชัด”
“ห้าร้อยชุด”
“ว่าไงนะ ห้าร้อยชุด บ้าน่า...”
“ลื้อไม่เชื่อเหรอดูนี่ ยอดโอนห้าหมื่นบาท”
ฉันถึงกับยื่นแข็งทื่อ มันก็น่าดีใจอยู่หรอกที่ออเดอร์มากขนาดนี้ แต่คนสามคนจะทำบะหมี่ห้าร้อยชุดทันได้ยังไงฉันคิดไม่ตกเลยแถมต้องส่งก่อนเที่ยงด้วยเนี่ยสิ
‘สวรรค์ของพ่อ นรกของฉันชัด ๆ’