ตอนที่ 11
บะหมี่ห้าร้อยชุด
วิบากกรรมของฉันวันนี้ได้เริ่มต้นขึ้น เราสามคนช่วยกันทำบะหมี่หมูแดง และน้ำซุปหอมกรุ่น ถึงห้ารอยชุดด้วยความเหนื่อยยาก ตอนแรกยังไงฉันก็มองภาพที่จะทำเสร็จไม่ออกจริง ๆ นะ กระทั่งที่แม่ของฉันผู้ที่เก่งในการจัดสรรเวลาและหน้าที่ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อพอทำตามแผนของแม่แล้วนั้น มันเสร็จทันจนได้ แถมยังมีเวลานั่งพักหายใจหายคออีกราวสามสิบนาที
“ป๊าว่าแต่บะหมี่ห้าร้อยชุดนี่ใครจะไปส่งล่ะ” ฉันหันไปถามป๊า
“มึงไงอีหนาด”
“ห๊า...ฉันเหรอ ทำไมเป็นฉันล่ะ”
“ลื้อจะให้คนแก่อย่างอั๊วกับแม่ลื้อไปส่งในมหาลัยงั้นรึ เอาสมองส่วนไหนคิด...”
“แต่ว่าฉันไม่อยากไปมหาลัยนั่น แถมยังเป็นวิศวะอีก เราจ้างคนไปส่งดีไหมป๊า...”
“จะไปจ้างให้เสียเงินอีกทำไมเล่า กว่าจะได้เงินมาก็ลำบาก บ้านเราก็มีรถขับ ลื้อเองก็มีใบขับขี่”
“แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่...ลื้อปฏิเสธแบบนี้ หรือว่ามีลับลมคมในอะไรกับอั๊วรึเปล่า”
“ปะ...เปล่าซะหน่อย เฮ้อ...” ฉันถอนหายใจแรงอย่างจำนน “ก็ได้ ๆ หนาดไปส่งเองก็ได้”
‘ใครจะบอกพ่อได้เล่าว่าฉันไม่อยากไปคณะวิศวะของมหาลัยนั่น เพราะฉันกลัว...กลัวที่จะเจอไอ้เวรนั่นก็เท่านั้นเอง’
(เวลา สิบเอ็ดโมงครึ่ง)
ก่อนเวลานัดหมายสามสิบนาที ฉันขับรถกระบะร้านบะหมี่เฮียซ่งเคลื่อนเข้ามาจอดที่ลานกว้างของตึกคณะวิศวะ ฉันมองลอดผ่านกระจกรถออกไปแล้วได้แต่ถอนหายใจ ทำไมนะเหรอตอนนี้ตรงด้านหน้าซึ่งเป็นลานเกียร์ เต็มไปด้วยนักศึกษาซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชายในเสื้อช็อปสีแดงเลือดหมูนับร้อยที่เดินพลุ่งพล่านไปมาก แถมเสียงโหวกเหวกน่ารำคาญ ก็ดังจนแทบจะได้ยินทะลุมาที่รถกระบะของฉันได้เลย
เอาจริงปกติฉันคุ้นชินกับการที่มีคนเสียงดังเยอะ ๆ แท้ ๆ แต่กับที่นี่ มหาลัยที่คิดว่ามีไอ้เควินอยู่ มันก็รู้สึกรำคาญขึ้นมาเฉยเลยน่ะสิ จะว่าอคติไปแล้วก็ได้แหละว่าตอนนี้ภาพลักษณ์เด็กวิศวะมาดเท่ห์ในสายตาฉันถูกทำลายไปเพราะกลุ่มเพื่อนของไอ้เควินไปเรียบร้อยแล้วอย่างสิ้นเชิง
ฉันทำใจอยู่ครู่หนึ่ง สูดลมหายใจเข้าเต็มปอดจากนั้นจึงก้าวลงจากรถกระบะ...และทันทีที่เหล่าเด็กนักศึกษาชายเห็นฉันก็กรู่ร้องแซวกันยกใหญ่
‘โอ๊ย! ถึงฉันจะรู้ตัวว่าสวย ก็ใช่ว่าจะชอบให้ใครมาเอ่ยชมอะไรขนาดนั้นนะ’
“นั่นมันพี่สาวนางฟ้าบะหมี่คนดังนี่หว่า...” เพียงเสียงชายหนุ่มวิศวะคนหนึ่งพูดขึ้นทุกคนในบริเวณลานกว้างก็หันมาสนใจฉันเป็นจุดรวมสายตา เสียงคำวิจาร์ณเรื่องรูปร่างหน้าตาฉันลอยเข้ามาให้ฉันได้ยินจนอยากดึงเจ้าเด็กพวกนี้มาเรียงตัวด่า...ว่ามันเสียมารยาทแค่ไหนที่มาพูดเรื่องรูปลักษณ์หน้าตาหน้าเจ้าตัวแบบนี้ แม้คำเหล่านั้นจะออกไปทางชื่นชม บางคนก็พูดแบบตรงไปตรงมาว่าว่าตัวเล็ก เด็ดจริงอะไรก็ตามเถอะ
และบางคนยิ่งมีความกล้ากว่าใคร บางคนที่ว่าคือมาที่เกือบสิบกว่าคนเดินตรงดิ่งเข้ามาพร้อมกับเอ่ยปากพูดเหมือนกันทุกคนนั่นคือ
“เดี๋ยวผมช่วยถือไปที่สโมสรคณะวิศวะครับพี่สาวคนสวย”
ฉันจึงได้แต่ยิ้มหวานรับน้ำใจจากเด็กพวกนี้ ยังไงซะการที่ฉันจะแบกทั้งหมดนี่คนเดียวมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว และฉันก็ไม่อยากเดินไปกลับหลายเที่ยวด้วย
ทว่า...พวกเขายังไม่ได้ทันเดินไปหยิบบะหมี่แห้งหมูแดงที่หลังรถกระบะก็มีเสียงของใครสักคนที่สามารถทำให้พวกเขาเหล่านี้หยุดชะงักได้ แม้กระทั่งฉันเองด้วย
“มาแล้วเหรอครับ...แม่ค้าบะหมี่คนสวย
น้ำเสียงนุ่มทุ้ม แต่แฝงด้วยความร้ายกาจดังขึ้นจากด้านหลังของกลุ่มนักศึกษาชายวิศวะที่เดินมาก่อนหน้า แม้ฉันจะยังไม่เห็นหน้าเจ้าตัวคนพูด ฉันก็รู้ว่าเป็นใคร
กลุ่มเด็กวิศวะที่มาก่อนหน้าสลายตัวอย่างรวดเร็ว และแทนทีด้วยกลุ่มของพวกของเควินดูเหมือนเจ้าตัวนั่นแหละที่ดูเป็นหัวโจกกว่าใคร อาจเพราะรูปลักษณ์หน้าตาที่หล่อบาดใจสาว(คนอื่นไม่ใช่ฉัน) ท่าที่นิ่งสงบ แต่นัยน์ตาซ่อนความร้ายกาจไว้ทำให้เขาดูโดดเด่นมากให้หมู่คนทั้งลานก็ว่าได้ แต่ฉันคงจะทำท่าที่กระโตกกระตากไม่ได้หรอก ต้องทำตัวเหมือนไม่เคยมีเรื่องกับเขามาก่อน และเป็นแค่แม่ค้าบะหมี่คนหนึ่งนั่นแหละค่ะ
“เอาบะหมี่ไปไว้ตรงไหนคะ จะได้รีบทำรีบเสร็จ” ฉันถามเสียงแข็งนิด ๆ แต่ก็ไม่ได้เหมือนตะคอกอะไรนะ แล้วก็ไม่สบตาเขาด้วยฉันกลัวว่า ฉันจะทนก่นด่าไม่ไหวเข้าน่ะสิ
“รีบทำรีบเสร็จ งั้นเหรอครับ...” เขาพูดแบบนั้นก่อนจะเดินขึ้นมานำหน้าคนอื่น ๆ แล้วยืนอยู่ตรงหน้าฉันก่อนจะพูดเบา ๆ ให้ได้ยินสองคน “แต่ผมไม่ใช่คนแบบนั้น ผมมันพวกค่อย ๆ ทำ ทำนาน ๆ ซ้ำ ๆ ซะด้วย”
ฉันกัดฟันแน่น จะโพลงด่าออกมาก็ไม่ได้ ได้แต่กำหมัดในมือเพื่อระบายความโมโหได้เท่านั้น ฉันสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อพูดตอบโต้
“ฉันแค่มาส่งบะหมี่ค่ะ ส่งแล้วหน้าที่ของฉันก็เสร็จไม่ใช่รึไงกัน”
“อ่าวเฮียซ่ง พ่อของคุณใบหนาดไม่ได้บอกเหรอครับว่า งานนี้ลากยาวไปจนบ่ายสาม แล้วผมก็ยืมตัวลูกสาวเขาคอยแจกจ่ายให้กับนักศึกษาที่นี่ที่จะเวียนมารับบะหมี่”
“พ่อไม่เห็นบอกฉันเลย มันไม่ใช่หน้าที่ของฉันนี่”
“แต่สโมสรโอนตังค์ค่าตัวคุณไปหาพ่อคุณแล้วนะครับเพิ่มอีกตั้งสองหมื่น เป็นเจ็ดหมื่น”
“ฉันไม่ทำ!” ฉันตอบเสียงแข็ง
“ก็ได้ผมไม่มีสิทธิ์บังคับคุณอยู่แล้ว ยังไงผมก็ไม่เดือดร้อน แต่คนที่เดือนร้อนคือร้านบะหมี่เฮียซ่งมากกว่า เพราะถ้าเกิดว่าพี่สาวคนสวยไม่ทำ ผมก็ต้องเคลมไปที่ร้านเฮียซ่ง และการที่ผมโพสต์ลงโซเชียลมันก็ไม่ผิด เพราะผมจ่ายเงินแล้วดิ...”
“นี่นาย...นายมัน~~~” ฉันหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ ทำไมรู้สึกอิตานี่มัดมือชกให้ฉันอยู่ที่นี่ ทั้งที่เขากับฉันไม่น่าจะรู้จักกันแท้ ๆ หรือสันดานข่มเหงผู้หญิงจะอยู่ในสายเลือดกัน เป็นไทป์ผู้ชายที่ฉันเกลียดจริง ๆ “ก็ได้ ๆ ฉันจะนั่งเฝ้าแจกจนจบพอใจยัง”
“...” เขาไม่ตอบแต่กลับยักคิ้วเท่านั้น
“ฉันจะขนไปได้รึยัง...แล้วต้องขนไปไว้ไหน”
“ผมให้พวกเพื่อน ๆ สโมสรหิ้วบะหมี่เอง คุณแค่เดินตามมาก็พอ”
“ไม่ต้อง! ฉันทำเองได้น่ะ” ฉันยังคงปฏิเสธไม่อยากจะรบกวนให้พวกเขาอยู่ใกล้ฉันเท่าไหร่นักยอมทำคนเดียวยังจะดีกว่าต้องมานั่งเสวนาด้วย