ฉันถกเสื้อขึ้นเตรียมพร้อมจะเดินไปหลังรถกระบะหิ้วถุงบะหมี่
“อย่าดื้อสิครับ” เขาพึมพำเสียงเบาให้ฉันได้ยิน ก่อนจะขว้าข้อมือฉันที่มีปานแดงอยู่
เขามองไปที่ต้นแขนฉันนิ่ง ๆ รอยยิ้มยกมุมปากที่ทำให้ฉันรู้สึกใจเต้นรัวจนผิดปกติ ก่อนที่จะพูดกับฉัน
“ปานแดงนี่ ยิ่งดูยิ่งคุ้นเคยจริง ๆ นะครับ มันเหมือนผมเคยเห็นจริง ๆ นะครับ อดคิดไม่ได้ว่าโลกมันจะกลมกว่าที่คิด”
“ปล่อยนะ!” ฉันสะบัดข้อมือฉันออกอย่างแรง ใจเต้นแทบหลุดจากเบ้าไม่ใช่เขินอายอะไร แต่มันเหมือนคนล่กที่กลัวโดนขุดความลับที่เก็บงำไว้น่ะสิ
“ชู่ว~~~” เขาทำท่าเงียบ “อย่าเสียงดังไปสิครับ หรือว่าอยากให้คนอื่น ๆ ได้ยินที่ผมกำลังจะพูด ผมไม่ได้มาหาเรื่องคุณพี่สาวคนสวยนะครับ แค่จะบอกว่าคุณเหมือน...”
“มะ...เหมือนใครอีกกัน” ปากฉันเริ่มสั่น
“ผมอาจจะรู้สึกไปเองก็ได้ครับ เพราะว่าคุณก็เป็นแค่แม่ค้าบะหมี่หน้าสดที่ดูซื่อดี แต่ทำไมกัน ถึงมีรอย กับ กลิ่น เหมือนผู้หญิงที่ผมเคยจะนอนมาด้วยคืนก่อน”
ฉันชาไปทั้งตัว ความลับที่ซ่อนไว้แตกไปแล้วเหรอ หรือว่าเขาแค่หยั่งเชิงกันแน่ ไม่ได้ฉันต้องทำตัวให้ปกติเข้าไว้สิ
“ฮ่ะ...ฮ่ะ...ฮ่ะ... จะเป็นแบบนั้นได้ยังไง เห็นแบบนี้ฉันก็เลือกคนนะ แล้วอย่างนายก็ไม่ใช่สเปกฉัน จะเป็นคนที่เคยนอนกับเด็กหนุ่มอย่างนายได้ไงกัน แต่ว่านะ...จำแม้กระทั่งคู่นอนตัวเองไม่ได้เนี่ย สำส่อนไม่เบานะคะ” ฉันได้ทีตอกกลับไปอย่างเจ็บ ๆ คัน ๆ บ้างล่ะนะ
“โห...แรงว่ะ ผมเป็นตัวตั้งตีตีเลือกร้านบะหมี่พี่เลยนะ พูดแบบนี้ทำร้านจิตใจลูกค้ามากครับ” จากนั้นเขาก็หันไปหาเพื่อนที่อยู่ด้านหลัง “พวกมึง ช่วยกันขนไปไว้ที่ใต้ตึกลานประชุมคณะที มีตั้งห้าร้อยห่อจะให้พี่สาวบะหมี่ขนคนเดียวได้ไง”
“เออ พวกกูรอช่วยอยู่แล้ว แต่มึงนั่นแหละไอ้เคเต๊าะเขาไม่เสร็จสักที กูเองก็อยากเต๊าะพี่สาวคนสวยมั้ง”
“พูดมากรีบเลยเว้ย”
“เหอะ...” เพื่อนหลาย ๆ ทำหน้ากรอกตาบน จากนั้นพวกเขาก็ไปหิ้วบะหมี่แห้ง คนล่ะถึงยักษณ์ เอาจริง ห้าร้อยห่อมันเยอะมาก ๆ เลยนะถ้าฉันเทียวเดินเองละก็ คงราวสอบรอบได้เลยละมั้ง มันมีน้ำซุปด้วยนะสิ เครื่องปรุงอีกต่างหาก
ฉันเดินตามพวกเขาห่าง ๆ ก่อนจะมายืนประจำที่หลังโต๊ะยาวตัวใหญ่ใต้ตึกลานประชุมของคณะวิศวะ ตะกร้าบะหมี่หลายร้อยห่อ ถูกวางเรียงรายไว้ด้านหลัง ดีหน่อยที่รถของพ่อมีผ้ากันเปื้อนของร้านไว้อยู่ ไหน ๆ ก็มายืนแจกแล้ว ก็ใช้โอกาสนี้โปรโมตร้านไปเลยแล้วกัน บางทีถ้าร้านฉันเต็มอยู่ตลอด ไอ้บ้านี่กับเพื่อนของเขา อาจจะไม่ต้องแวะมาทานก็ได้
ฉันที่ตอนแรกรวบผมหางม้ายาว ตอนนี้กลับต้องมาทำทรงผมดังโงะแทนเพื่อให้คล่องกับการทำงานที่ต้องยืนแจกคนเดียวแบบนี้ พอคิดว่ามันคืองานของฉัน ฉันก็ลืมทุกสิ่งที่ทำให้รกสมองไปได้ ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม
“เชิญค่ะ บะหมี่แห้งหมูแดงเฮียซ่งค่ะ รับคนล่ะห่อได้เลยนา~~~” ใบหน้าสดสวย รอยยิ้มละมุนของฉันแจกจ่ายให้กับบรรดานักศึกษาที่เริ่มมาต่อคิวรับบะหมี่แห้งที่ทางสโมสรคณะวิศวะแจกจ่ายให้กับคนร่วมกิจกรรม
ทว่า...ตอนแรกฉันคิดว่าการมายืนแจกบะหมี่ของร้านตัวเองที่ถูกจ้างกับนักศึกษาจำนวนที่นั่งอยู่ในลานตอนนี้ ก็ดูไม่ได้เกินกว่าจะรับมือไม่ไหว...
แต่แล้วใครจะคิดว่าเรื่องที่ฉันมายืนแจกบะหมี่ด้วยตัวเอง จะแพร่สะพัดไปทั่วลานกิจกรรมอย่างกับไฟลามทั่วทุ่ง ภายในไม่กี่สิบนาที แถวที่คิดว่ารับมือสบายตอนนี้กลับยาวเหยียดออกไปจนมองไม่เห็นปลายหาง แล้วบะหมี่ห้าร้อยห่อมันจะพอรึไง แถมบางคนรับแล้วยังชวนคุ้ยจ้อ ทำอย่างกับฉันเป็นไอดอลเปิดงานจับมือซะอย่างนั้น
“โห...พี่สาวครับ ทำไมตัวจริงสวยกว่าในรูปที่เห็นในโซเชียลขนาดนี้ครับ” เด็กปีสองคนหนึ่งส่งยิ้มหวานให้ฉันตอนมารับของ น้องคนนี้ก็หล่อมาก ๆ จิ้มลิ้มเชียว แถมตอนนี้ยังมองฉันแทบไม่กะพริบตา “รับบะหมี่จากพี่สาวแบบนี้ ดูท่าผมไม่ต้องเติมน้ำตาลแล้วครับ”
“ทำไมละคะ” ฉันยิ้มตอบ
“เพราะแค่เห็นพี่ผมก็หวานจนน้ำตาลขึ้นแล้วครับ”
จากนั้นเสียงโห่แซวด้วยความชอบใจก็ดังขึ้น ฉันยิ้มหวานรับมุกนี้ไปอย่างไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก มันก็น่ารักดี บอกแล้วว่าฉันน่ะจะดีกับคนที่มีมารยาท และพูดจาดีเท่านั้น
“ใครบอกว่าพี่สาวปากจัดว่ะ ไม่เห็นเป็นแบบนั้นสักนิด ว่าแต่ผมรับบะหมี่จากพี่สาวแล้ว ขอรับเบอร์โทรเป็นของแถมได้ไหมครับ”
“ถ้าอยากกินบะหมี่มากขนาดนั้น เบอร์ร้านอยู่ที่หน้าห่อบะหมี่แล้วค่ะ อ่านออกใช่ไหม?” ฉันลงน้ำหนักเสียงนิด เพราะบางคนเริ่มได้ใจ
“โอ๊ย! ดุจังเลยครับพี่สาว ดุแบบนี้ผมชอบ ไว้ผมจะไปซื้อที่หน้าร้านแน่นอนครับ” เสียงแซวดังไม่ขาดสาย พวกเด็กวิศวะร้อยพ่อพันแม่เข้าแถวเรียงคิวรุมล้อมโต๊ะฉันจนฉันเริ่มหายใจไม่ออก ทุกคนพยายามเข้าใกล้ พยายามหาเรื่องคุย ได้บะหมี่แล้วก็ไม่ยอมถอยออกไป ส่วนที่หนักสุด คือแกล้งทำขอหล่นข้าง ๆ ฉันเพื่อจะได้ก้มเก็บของมองเรียวขาฉันได้ ให้ตายเถอะไอ้พวกเด็กพวกนี้
ฉันพยายามหันซ้ายหันขวาเพื่อหาทางหนีทีไล่ จริง ๆ ถ้าไม่มีเรื่องบะหมี่นี่ฉันด่าสวนไปหมดแล้ว แต่ตอนนี้ฉันแบกชื่อร้านบะหมี่เฮียซ่งอยู่ ถ้าฉันแสดงกิริยาไม่งามออกไปมีหวัง โดนเอาไปโพสต์ลงโซเชียลจนร้านอาจจะถูกแบนได้ เพราะมีร้านจำนวนไม่น้อยที่ลูกค้าหายไปเกินครึ่งทั้งที่อร่อยมากขนาดนั้น เพียงเพราะข่าวลือมั่ว ๆ หรือโดนโจมตีจากชาวเน็ตล่ะนะ
ทว่า...ฉันดันไปสบตาเข้ากับคน ๆ หนึ่งที่นั่งอยู่ในมุมของเต้นท์อำนวยการ จะเป็นใครไปได้นอกจาก เควินที่นั่งไขว่ห้างอยู่ตรงนั้น ในมือกำลังควงปากกาเล่นทำเท่ แถมยังจับจ้องมาที่ฉันและพวกผู้ชายที่รุมล้อมไม่วางตา
‘ทำไมฉันรู้สึกว่า เด็กนี่กำลังแกล้งฉัน อยากให้ฉันเจอสถานการณ์หนักหน่วงแบบนี้’
“พี่ใบหนาดคนสวยครับ” จู่ ๆ มีเสียงเด็กวิศวะที่โต๊ะเรียกดึงสติฉัน
“คะ ว่าไงคะ” ฉันพยายามทำตัวให้กลับมาทำหน้าที่ตัวเอง
“ที่คอพี่...”
“ที่คอทำไมเหรอคะ”
“เหมือนมีรอยแดง ๆ ครับยุงกัดรึเปล่า” สิ้นทำทักท้วง ทำเอาฉันสะดุ้งตัวโหยง มือสั่นจนเกือบทำห่อบะหมี่หลุดมือ ฉันรีบขยับคอเสื้อขึ้นมาปิดร้อยแดงจาง ๆ นั่นทันที
“ฮ่ะ...ตาดีนะเรา เมื่อกี้พี่เพิ่งตบยุงที่คอมาจริง ๆ อ่ะรับบะหมี่ไปได้แล้วค่ะ”