ตอนที่ 3 จำยอม (NC)

1476 Words
หลังจากที่ผ่านค่ำคืนแห่งความดิบเถื่อนไปแล้วและกลับมาสงบลง ฉันค่อย ๆ ลืมตาขึ้นในความมืดที่ยังพอมีแสงไฟจากโคมไฟข้างเตียงส่องอยู่ เพียงฉันขยับร่างกายไปเพียงนิด ความเจ็บปวดรวดร้าวก็ชัดขึ้นทุกอนูของร่างกาย “อื้อ...ปวดจัง” ฉันหันไปมองข้าง ๆ ไม่พบไอ้เวรนั่นอยู่ข้างกาย ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ และสบถออกมาสุดแรง “ไอ้เวร! ขอให้ไม่ตายดี บรื้อ~~~ หนาวจังเลย” ลมแอร์เย็น ๆ กระทบเข้ากับผิวกายเปลือยเปล่าของฉัน แถมตามร่างกายก็เต็มไปด้วยร่องรอยอารยธรรมอีก จะไม่ให้ฉันโกรธมากได้ไง พ่อแม่ชุบเลี้ยงฉันมายี่สิบห้าปี ไม่เคยทำให้ผิวฉันเป็นรอยสักครั้ง แต่ไอ้บ้านั่นดันทั้งจูบ ดูด ไปทั่วตัว ความรู้สึกสยิวเสียวซ่านแล่นแปร๊บไปตามจุดอ่อนไหวของร่างกาย “ใบหนาดแกต้องจำความเจ็บปวดมากกว่าความเสียวสิโว้ย” ฉันพยายามสลัดความคิดบ้า ๆ นั่นก่อนจะหยัดตัวขึ้นเพื่อสวมใส่เสื้อผ้าของตัวเองที่กองอยู่ปลายเตียง แต่ยิ่งขยับร่างกาย ความเจ็บปวดก็แล่นพล่านตั้งแต่สะโพกไปจนถึงกลางหลัง แต่ที่หนักหน่วงสุดคงเป็นที่หว่างขาฉัน ยิ่งเดินไปมาแล้วมันเสียดสีอาการปวดหนึบร้าวร้านยิ่งทำให้ฉันแทบร้อง ฉันต้องกัดฟัดแน่น น้ำตาที่เหือดแห้งไปแล้วเริ่มคลอเบ้าขึ้นมาอีกครั้ง ภาพเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อคืนไหลย้อนเข้ามาในหัวเหมือนหนังที่ฉายซ้ำจากที่พยายามจะปลงกลับต้องเก็บงำความแค้นไว้ในจิตใจเพิ่มขึ้นมา ไอ้เควินนั่นใช้ร่างกายของฉันเป็นเครื่องระบายอารมณ์กระแทกกระทั้นร่องกันไม่หยุด ปล่อยน้ำกามนั้นเข้าเต็มร่องไปพัก แม้ฉันจะสติเลือนราง ปากร้องขอให้เขาหยุด แต่ไอ้ปีศาจผมไวน์แดงนั่นกลับยิ่งตอกย้ำความป่าเถื่อนใส่กันไม่ลดละ กระทั่ง...ทำให้ฉันหมดสติ “ไอ้เวรนั่นไม่อยู่แล้วสินะ ดูท่าคงไปเอาผู้หญิงที่เขาซื้อบริการต่อมาอีกล่ะสิ ตอนนี้คงเป็นโอกาสเดียวที่ฉันจะออกไปจากที่นี่ได้” ทว่า...ก่อนที่ฉันจะลุกขึ้นไปหยิบเสื้อผ้าสายตาดันไปหยุดที่โต๊ะข้างเตียง ธนบัตรสีเทาหนาเป็นปึกวางเด่นตระหง่านอยู่ตรงนั้น นี่คือค่าตอบแทนที่เขาได้ร่างกาย(ซิง)ของฉันไปงั้นเหรอ “หนึ่งล้าน...พอแม่ให้เงินมาถลุงเล่นง่าย ๆ งี้เลยสินะ มิน่าถึงมีนิสัยหมาไม่แดกแบบนี้” ฉันจ้องเงินนั่นอยู่นาน ฉันไม่ใช่พวกหน้าเงินเพราะบ้านของฉันก็ไม่ได้ขัดสนอะไร ทีแรกกะว่าจะเอาเงินนี้ ไปเผาผีพร้อมกับคำสาปแช่งเขาซะหน่อย แต่แล้วภาพใบหน้าเปื้อนน้ำตาของพะพาย และความลำบากของเพื่อนรักที่ต้องดิ้นรนสู้ชีวิตก็ผุดขึ้นมาในความรู้สึก “เหอะ...ไอ้เศรษฐีสารเลว ฮ่า...” ฉันหัวเราะออกมา...จะว่าฉันเป็นบ้าไปแล้วก็ได้ หรือเพราะฉันหัวเราะสมเพชตัวเองก็ใช่ เพราะสุดท้ายฉันก็ใช้มือที่สั่นเทานี้เอื้อมไปหยิบเงินปึกนั้นใส่กระเป๋าอยู่ดี “ในเมื่อได้ฉันไปแล้ว แถมยังทำเอาร่างกายฉันยับเยินขนาดนี้ ทำไมฉันต้องทิ้งเงินพวกนี้ไว้ให้ล่ะ กำเงินนี่ไปให้เพื่อนดีกว่าให้ไอ้เศรษฐีได้กินร่างกายฉันฟรี ๆ สิ” “ฉันคือสินค้างั้นเหรอ ฮ่า...ครั้งนี่ครั้งเดียวเท่านั้นแหละ เหอะ” พอคิดได้แบบนั้นฉันก็รีบรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด สวมชุดเดรสที่ยับยู่ยี่ แถมมีรอยแหว่งของชุดเพราะแรงกระชากของเขา เฮ้อชุดก็พังแถมร่างกายฉันก็ยังคงเจ็บปวดทุกครั้งที่ขยับแต่ละก้าวอีก บ้าชะมัด ฉันประคองสังขารตัวเองออกมาไปตามทางเดินที่เงียบเฉียบอาจเพราะไอ้กลุ่มคนเวรนั่นย้ายอยู่ห้องไหนสักห้องในเพนท์เฮาส์นี้ซึ่งมันออกจะกว้างขวางนัก แต่แล้วที่หน้าลิฟท์ ฉันได้พบกับหญิงสาวคนหนึ่งในสภาพไม่ต่างจากฉันนัก ไม่สิ...อาจจะแย่กว่าฉันไปมากพอควร หญิงสาวคนนั้นพิงผนัง กุมท้องตัวเองด้วยใบหน้าซีดเผือด ชุดเดรสสีแดงของเธอขาดวิ่นชนิดที่มันน่าเกลียดกว่าของฉันไปมากนัก ตามลำคอและเรียวขาปรากฏรอยเขียวช้ำนับไม่ถ้วน นี่มันไม่ใช่รอยจ้ำจากการถูกดูดหรือกัดเบา ๆ ด้วยปากเหมือนของฉัน แต่มันเหมือนโดนซ้อมร่วมด้วยเสียมากกว่า ฉันทนดูไม่ไหวจริง ๆ “คุณ...เป็นอะไรไหม” ฉันถามด้วยน้ำเสียงเบาบางและอ่อนโยนที่สุดเท่าพร้อมกับยื่นมือไปประคองเธอ ผู้หญิงคนนั้นเงยหน้าขึ้นมา ดวงตาที่บวมช้ำมองฉันด้วยนัยน์ตาที่ว่างเปล่า ก่อนจะพยายามฝืนยิ้มให้กันทั้งที่เธอน่าจะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก “ฉันยังไหวค่ะ แค่พวกเขารุนแรงมากไปหน่อย ไม่กี่วันฉันก็หายค่ะ ฉันชินแล้ว” เธอตอบด้วยเสียงแหบพร่า “ทำไมคุณถึง...คน ๆ เดียวทำคุณขนาดนี้เลยเหรอคะ” ฉันเบิกตาโตแต่ก็ไม่กล้าถามตรง ๆ นัก ฉันเพียงเทียบกับตัวเองที่เจอมาแม้คนชื่อเควินจะรุนแรงกับฉัน แต่มันเป็นการรุนแรงที่กระแทกกระทั้นลงร่องรักกัน แต่ภายนอกเขาไม่ได้ทุบตีอะไรนะ รอยตามตัวก็เกิดจากที่เขาดูด กัดไปทั้งตัวเท่านั้น อ่อ...อาจจะมีรอยมือหน่อยตรงที่บีบหนักอย่างมันมือไป ทว่า...มันยังพอรับได้ แต่กับเธอมันไม่ใช่เลย เพราะฉันไม่มีรอยแบบนั้น “คุณรับแค่คนเดียวเหรอ โชคดีจังค่ะ ฉันคนเดียวต้องรับสี่คนพร้อมกัน พวกเขา...พวกเขา...” เธอพูดไม่ทันจบก็ร้องไห้โฮออกมาก่อน คำพูดของเธอมันทำให้ฉันโกรธมาก “ไอ้พวกสัตว์เดียรัจฉานพวกนี้ พวกมันเห็นผู้หญิงเป็นแค่ที่ระบายความใคร่สินะ แม่ง...” “ก็เป็นแบบนั้นมาตลอดไม่ใช่รึไง พวกเราเองก็รู้ตั้งแต่ต้น แต่ก็รับงานเพราะเงินทั้งนั้น การไม่มีเงินมันลำบากกว่าถูกกระทำล่ะมั้ง...” นี่คือคำพูดของคนที่ตกอยู่ในสถานะจำยอม พะพายเองก็คงคิดแบบนี้สินะ แต่ฉันน่ะที่ไม่คิดแบบนี้เพราะอาจจะมีครอบครัวที่ดี ไม่ขัดสนเรื่องเงินล่ะมั้ง แต่มันก็ไม่ใช่ปะ...สิ่งที่พวกเขาทำมันเกินไปถ้าพวกเขาจะซื้อกินอย่างน้อยมันก็ต้องทะนุถนอมกันบ้างไม่ใช่รึไง “เธอพอบอกได้ไหมว่า พวกนี้คือกลุ่มอะไร” ผู้หญิงคนนั้นเลิกคิ้วมองฉัน “นี่คุณมารับงานไม่รู้เหรอว่านี่คือกลุ่มเพื่อนของเควิน เด็กวิศวะเครื่องกลปีสี่ แต่เรื่องพวกนี้ก่อนมารับงานมีเซ็นสัญญาจากเอเจนซี่แล้วว่าห้ามแพร่งพรายว่าใครซื้อ ไม่งั้นพวกเราจะโดนปรับร้อยเท่าของค่าจ้างนะ” ฉันถึงกับกำมือไว้แน่น นี่มันยิ่งกว่ามุมมืดในสังคมเสียอีก เหมือนถูกล่อด้วยเงิน แต่กลับถูกพลางทุกอย่างออกไปแม้แต่ความเป็นคน และยิ่งได้ฟังฉันยิ่งเกลียดพวกเขาเข้ากระดูกดำ ไม่ใช่เพราะตัวเองเท่านั้น แต่เพื่อผู้หญิงทุกคนที่ต้องตกเป็นเหยื่อของความสนุกชั่วคราวของคนพวกนี้ “เราออกไปข้างนอกด้วยกันไหมคะ เดี๋ยวฉันจะพาคุณไปส่งก่อน” ฉันพูดด้วยสายตาเป็นมิตร “ขอบคุณมากนะคะ คงต้องให้รบกวนคุณให้ช่วย ว่าแต่คุณชื่ออะไรคะ ฉันชื่อจีน่า ฉันจำได้ว่าเจ๊ส่งพวกเรามาราว หกคน แต่วันนี้ทั้งวันฉันไม่เห็นพะพายเลยนะ แต่กับคุณฉันก็ไม่คุ้นหน้า” “ฉันชื่อใบหนาดค่ะ มาแทนพะพายที่ติดอีกงานน่ะ” “อ่อ คงเป็นเด็กใหม่สินะคะ มางานแรกคงหนักเลยใช่ไหม แต่มันก็เนาะ...เพื่อเงินอดทนไว้นะคะ” ฉันไม่คิดเลยว่าคนที่ถูกกระทำจนระบมทั้งตัวต้องมาปลอบใจกัน ให้ตายเถอะ... ฉันเดินประคองจีน่าออกมาจากวิมานจอมปลอมนั้นด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยไฟแค้น และคนที่ฉันคงจดจำด้วยความเกลียดชังก็คงหนีไม่พ้นคนที่ชื่อ ‘เควิน’ นั่นแหละ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD