จากนั้นมหกรรมคนรุมก็ดูจะไม่ลดละ แล้วบะหมี่ก็เหลือไม่ถึงสิบห่อแล้ว ฉันที่ยืนตรงนั้นนาน ๆ เริ่มหายใจไม่ออก พวกเขาไม่ยอมต่อแถวดี ๆ เลย ทำให้อากาศที่จะผ่านมาที่ฉันน้อยลงเต็มที
กระทั่ง...เควิน ที่นั่งดูอยู่ไกล ๆ นั้นก็ลุกขึ้นเดินตรงเข้ามา ทำให้บรรยากาศรอบ ๆ เริ่มเย็นยะเยือกขึ้นทันตา พวกเด็ก ๆ ปีหนึ่งปีสองที่เข้าร่วมกิจกรรมและกำลังล้อมฉันอยู่นั้นถึงกับชะงัก และหลีกทางให้ เควิน เดินเข้ามา
“เฮ้ย! ไอ้น้อง...หมดเวลาเล่นของพวกมึงแล้ว รีบรับบะหมี่แล้วรีบกลับไปนั่งร่วมกิจกรรมซะ” น้ำเสียงเหมือนจะเรียบนิ่งแต่ทรงพลังมาก ไม่แปลกที่พวกน้อง ๆ จะตัวหดเหลือสามเซ็นกันขนาดนี้
เขาเดินมาหยุดยืนข้าง ๆ ฉัน แขนแกร่งของเขาจงใจวางพาดบ่ากัน เล่นเอาคนทั้งลานมองมาเป็นจุดเดียว
“นี่...จะเอาแขนมาพาดบ่าฉันทำไมกัน”
“ผมอุตส่าห์ลุกมาช่วยด้วยความหวังดีนะ เพราะเหมือนคุณจะรับมือเด็ก ๆ พวกนี้ไม่ค่อยไหว” จากนั้นเควินเอียงหน้ามากระซิบข้างหูฉัน ตอนที่ลมหายใจนั่นรดที่ใบหูทำเอาฉันขนลุกซู่ “มีคนชมว่าสวยเยอะขนาดนี้ คุณพี่สาวคงชอบมากใช่ไหมล่ะ หรือว่า...”
‘ทำไมไอ้เด็กเวรนี่ถึงพูดอะไรที่ฉันไม่เข้าใจ แล้วนี่ก็ใกล้ฉันมากไปแล้วนะ’
“เน่...ถอยออกไปเลยนะเควิน ฉันทำงานตามค่าจ้างอยู่ จะได้เสร็จ ๆ รีบกลับชักรำคาญซะจริง” ฉันพยายามผลักไสเขาด้วยสายตาเกรี้ยวกราด แต่เขาก็ยิ่งโน้มตัวมาใกล้เพื่อพูดอีก
“ก็ทำงานไปดิ...ผมก็อยู่ส่วนของผม หน้าที่ของผมคือดูแลกองสวัสดิการ แล้วคุณก็อยู่ในส่วนที่ผมรับผิดชอบ แต่ว่านะ ไอ้เด็กนั่นมันก็ตาถั่วจริง ๆ ที่มอง ‘รอยดูด’ เป็น ‘รอยยุงกัด’ ซะได้ อ่อนหัดโคตร”
“นี่นาย!” ฉันถึงกับอกแทบระเบิด ไอ้เด็กบ้านี่มันจริง ๆ ไม่ได้มีสองบุคลิกอะไรหรอก เลวโดนสันดารจริง ๆ นั่นแหละ ก็แค่แสร้งทำตัวปกติตอนอยู่มหาลัยก็เท่านั้น ที่ไหนได้ความเลว ความร้ายกาจจะขุดตอนไหนก็ขุดขึ้นมาได้เสมอ อย่างเช่นตอนนี้ที่ฉันถูกต้อนให้จนมุม...หรือจริง ๆ เควินจะรู้อยู่แล้วว่าฉันคือ พะพายในคืนนั้นที่มีความสัมพันธ์กับเขา...แต่แล้วยังไงซื้อมา ก็ให้ชมเรือนร่างไปแล้ว ก็จบ ๆ ไปไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก จริงปะละ
ฉันยืนปาดเหงื่อ กระทั่งบะหมี่ห่อสุดท้ายถูกแจกจ่ายออกไป
“ฟู่ว~~~ เสร็จสักทีอยากกลับไปอาบน้ำจัง” ฉันพึมพำเบาๆ พ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก พลางถอดผ้ากันเปื้อนขนของขึ้นรถกระบะเพื่อกลับไปอยู่ในเชฟโซนอย่างบ้านของฉันเอง แต่ในขณะที่ฉันกำลังก้าวขาขึ้นรถและกำลังจะปิดประตูนั้น จู่ ๆ ก็มีมือหนาของใครบางคนคว้าประตูรถไว้
“จะรีบกลับไปไหนกันล่ะครับ คุณแม่ค้าบะหมี่” เควินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม หน้าตายิ้มเจ้าเล่ห์ ส่วนฉันน่ะเหรอ...พอเห็นว่าแถวนี้ไม่มีใคร ฉันก็เลยถอดหน้ากากทีฉาบด้วยรอยยิ้มออกไปแล้วก่นด่าตามใจฉัน
“นี่นาย! จะเกินไปแล้วนะ ทำไมเอาแต่มายุ่งฉันอยู่ได้ ฉันจะกลับบ้าน” ฉันทำท่าฟึดฟัดพยายามจะปิดประตูรถ แต่แรงของผู้ชายกล้ามเนื้อแน่น ๆ อย่างเควินฉันสู้ไม่ไหวจริง ๆ
“อย่าโมโหนักเลยน่า พอดีผมมีเอกสารสำคัญที่ต้องให้คุณเซ็นรับรอง...ตามผมไปที่ห้องสโมสรหน่อย แป๊บเดียว”
“เอกสาร เอกสารอะไรอีก” ในเมื่อสู้แรงไม่ได้ฉันก็ยอมปล่อยมือที่ยื้อประตูรถ ก่อนจะกอดอกมองหน้าหาเรื่องเขาโต้ง ๆ
“ก็งานนี้มันงานของมหาลัย แล้วเงินที่จ้างร้านบะหมี่เฮียซ่งมันก็ของมหาลัย เวลาตั้งเบิกอะไรมันก็ต้องเดินเอกสารไง...ทำเหมือนไม่เคยเรียนหนังสือวะ”
“นี่นาย! หาว่าฉันไม่มีการศึกษาเหรอ” ฉันเบิกตาโพลงมองเขาอย่างไม่พอใจ
“ผมไม่ได้พูดอะไรสักอย่างเลยนะ รีบตามาเถอะ อย่าให้ผมต้องโมโหเลยนะ ผมไม่อยากทำเนื้อตัวใครเป็นรอยจ้ำโดยไม่จำเป็นหรอก” เขายิ้มแสยะ พานให้ฉันนึกคืนวันนั้นที่เขาเป็นเหมือนราวกับปีศาจแทะโลมร่างกายกัน เด็กคนนี้พูดจริงทำจริงแน่มันเลยทำให้ฉันต้องยอมทำตาม แม้ใจจะไม่อยากทำก็ตาม
ฉันเดินตามพร้อมก่นด่าเขาตลอดท่า
“ไอ้เด็กบ้านี่! ไอ้คนบ้าอำนาจ! ไอ้คนฉวยโอกาส! ไอ้...” ฉันที่พรั่งพรูคำด่าออกมาไม่หยุด จู่ ๆ คนตรงหน้าก็หยุดเดินชะงักก่อนจะหันมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แต่ทำไมกันฉันถึงกลัวมาก ๆ
“ด่าผมขนาดนี้ ดูเหมือนคุณพี่สาวร้านบะหมี่ต้องเคยผ่านอะไรกับผมมาแน่ ๆ ใช่ไหมครับ”
“คะ...ใครจะเคยผ่านอะไรกับนายกัน ไม่มี๊...”
“งั้นเหรอครับ เอาล่ะเข้าไปสิ”
“เข้าไปที่ไหน ประตูนี่เหรอ” ฉันหันไปมองบานประตูกระจกสีดำห้องหนึ่งที่ป้ายหน้าห้องเขียนคำว่าห้องเก็บของสโมสรวิศวะ ฉันรู้สึกแปลกใจจนต้องหันไปถามย้ำอีกครั้งว่าเป็นห้องนี้เหรอที่ต้องมาเซ็นเอกสาร
“ครับ”
“แต่นี่มันห้องเก็บอุปกรณ์ไม่ใช่รึไง”
“ก็ใช่ แต่เอกสารมันอยู่ในห้องนี่ไง รีบเข้าไปเถอะผมไม่อยากพูดอะไรซ้ำสอง” น้ำเสียงเขาเริ่มแปรเปลี่ยน ฉันเองก็ไม่อยากไปกระตุ้นอะไรเข้าเพราะมองว่ายังไงที่นี่ก็โรงเรียนเขาคงไม่ทำอะไรไม่ดีหรอก...สุดท้ายก็เลยเปิดประตูเข้าไปตามที่ เควิน บอก
เควินเองก็เดินตามเข้ามา ทว่า...หลังจากที่ประตูปิดลงเขากลับลงกลอนประตูดัง แกร๊ก! มันทำให้ฉันตกใจอัตโนมัติรีบหันไปมองเขา
“นายจะทำอะไรอ่ะ” ฉันถอยล่นออกห่างจากเขาทันที จนหลังไปพิงเข้ากับชั้นวางเหล็กที่เติ
“กลัวเหรอ” สีหน้าที่ดูเป็นมิตร แจกรอยยิ้มเจ้าเสน่ห์ให้ทุกคนที่เดินผ่าน บัดนี้กลับหรี่ตาลง พร้อมกับเลียริมฝีกปากอย่างเชิญชวนให้ฉันเหน
“ทะ...ทำไมฉันต้องกลัวนาย แล้วนี่นายจะทำอะไร ไหนเอกสารที่จะให้เซ็น รีบ ๆ เอามาให้เซ็นซะฉันจะกลับ” ฉันทำท่าที่ยึกยักพยายามจะปลีกตัวออกยากมุมอับนี้ แต่มือหนานั้นก็ดึงร่างให้ฉันกลับมาที่เดิมแถมยังถูกกดดันให้เข้าไปในซอกหลืบลึกเข้าไปในห้องเก็บอุปกรณ์นี้อีก “นายเป็นบ้าไปแล้วรึไง ไอ้วิปริต”
“ฮ่า...” จู่ ๆ เขาก็หัวเราะขึ้นมา ฉันถึงกับงงงวยว่าเขาหัวเราะทำไมฉันพูดอะไรผิด
“นะ...นายหัวเราะทำไม ฉันพูดอะไรผิด ยะ...อย่าเข้ามานะ ไม่งั้นฉันร้องจริง ๆ ด้วย” สองมือของเขารวบข้อมือฉันไว้เหนือหัว ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้ามากระซิบกันจนลมหายในนั้นของเขารดรินที่ใบหู
“หึ...ตอนแรกก็แค่อยากพิสูจน์อะไรสักหน่อยเพราะยังไม่มั่นใจ แต่เมื่อกี้ที่คุณพูดออกมา ก็ทำให้ผมมั่นใจแล้วว่าคุณคือผู้หญิงวันนั้น เป็นไงหนึ่งล้านนั่นพอใช้รึเปล่า”