บทที่ 9 [1/2]

1917 Words
หลังจากที่นวินไปสักที่ร้านจนเสร็จทั้งหมดแล้วนั้นก็ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์แล้ว ชีวิตประจำวันของปันรักและนวินยังคงเป็นเช่นเดิม ส่วนปราณนทีกับสุขใจก็ยังอยู่ที่มาเก๊าและยังไม่มีกำหนดกลับแต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็โทรหาลูกสาวทุกวัน [ตั้งใจเรียนนะคะ แม่ต้องวางแล้วล่ะพ่อมาเรียกแล้ว] สุขใจได้ยินเสียงแว่วๆ ของคนเป็นพ่อที่ส่งเสียงเรียกแม่ของเธอพร้อมกับเปิดประตูเข้ามา ปราณนทีเพิ่งเห็นว่าภรรยากำลังคุยโทรศัพท์อยู่เขาจึงเดินมาหยุดทางด้านหลังภรรยาก่อนจะเอ่ยทักทายลูกสาวบ้างและพูดคุยไม่กี่ประโยคเท่านั้นก็ขอวางสายก่อนเพราะพวกเขามีงานด่วนเข้ามา เห็นได้ชัดว่างานที่มาเก๊าค่อนข้างยุ่งและพวกท่านก็ไม่มีเวลาว่างสักเท่าไหร่ แต่ปันรักก็ไม่ได้น้อยใจอะไรเพราะรู้ว่าอีกไม่นานพ่อกับแม่ก็จะกลับมา หลังจากที่ทานมื้อเช้าเสร็จแล้วนวินก็แวะไปส่งปันรักที่โรงเรียนก่อน หน้าที่ไปส่งปันรักนั้นเขาเป็นคนทำมาโดยตลอดตั้งแต่เธอเข้าเรียนเนิร์สเซอรีด้วยซ้ำ จนกระทั่งปัจจุบันนี้ก็ยังคงเป็นเขาที่ทำเช่นนั้น "ตอนเย็นพี่จะมารับนะครับ" "วันนี้หนูมีทำงานกลุ่มช่วงเย็นค่ะ ถ้าหากเสร็จตอนไหนหนูค่อยบอกพี่นะคะ" เป็นเรื่องปกติที่เด็กๆ จะมีงานกลุ่มที่ต้องทำ หากไม่นัดทำหลังเลิกเรียนก็นัดเจอกันนอกโรงเรียน แต่เพื่อความสะดวกและง่ายต่อการเจอกันจึงนัดกับเพื่อนๆ อีกสามคนหลังเลิกเรียนวันนี้ "ครับ" นวินลูบหัวทุยของน้องสาวอย่างเบามือตามความเคยชิน เขามองดูปันรักที่ยกมือไหว้ลาเขาก่อนจะลงจากรถไปและเมื่อเห็นว่าเธอเดินเข้าไปในโรงเรียนแล้วจึงขับรถออกจากบริเวณนั้นและมุ่งสู่กาสิโนเพื่อทำงานที่เขาต้องรับผิดชอบแทนปราณนทีที่ตอนนี้อยู่ต่างประเทศ :: :: หลังจากเลิกเรียนแล้วกลุ่มที่นัดหมายกันไว้ก็มารวมตัวกันที่ใต้ตึกอาคารเรียน สมาชิกในกลุ่มมีทั้งหมดสี่คน การจับกลุ่มครั้งนี้เกิดจากคุณครูจับฉลากและโชคดีที่พวกเขาทุกคนมีความรับผิดชอบ เพียงแค่ตั้งใจทำงานร่วมกันเท่านั้นจึงใช้เวลาเพียงแค่สองชั่วโมงทุกอย่างที่ต่างคนต่างได้รับมอบหมายก็เสร็จหมดแล้ว "สำหรับวันนี้ก็ไม่มีอะไรแล้วล่ะ" หัวหน้าห้องที่จับฉลากได้กลุ่มเดียวกับปันรักเอ่ยขึ้นหลังจากที่ตรวจความเรียบร้อยของรายงานเสร็จแล้ว ทุกคนพากันถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ไม่มีส่วนไหนของรายงานต้องแก้เพิ่มอีกแล้วก่อนจะขอตัวแยกย้ายกันกลับบ้าน ตอนนี้เป็นเวลาเกือบหกโมงเย็นแล้ว ปันรักเพิ่งบอกกับเขาว่าทำงานกลุ่มเสร็จแล้วแต่คาดว่าเธอน่าจะต้องรอเขาอีกเกือบๆ ยี่สิบนาทีเพราะช่วงเวลานี้การสัญจรบนท้องถนนรถติดมาก ปันรักนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ใต้อาคารเพียงคนเดียว นักเรียนส่วนใหญ่กลับไปหมดแล้วจะเหลือก็เพียงแต่แม่บ้านทำความสะอาดและรปภ.เฝ้าโรงเรียนที่แวะเวียนมาสำรวจดูอาคารว่ายังมีนักเรียนหลงเหลือมากน้อยแค่ไหนแต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่ได้ไล่เด็กนักเรียนที่รอผู้ปกครองมารับแต่อย่างใด "ให้เราไปส่งไหมปัน?" คำถามนั้นทำให้ปันรักหันไปมองทางด้านหลังตัวเองก่อนจะเห็นว่าเป็นหัวหน้าห้องที่ทำงานกลุ่มด้วยกัน "อ้าว เรานึกว่ากลับไปแล้วซะอีก" ปันรักถามอย่างแปลกใจเพราะหลังจากที่ทำงานกลุ่มเสร็จทุกคนก็แยกย้ายกันกลับ แต่เธอเพิ่งเห็นว่าหัวหน้าห้องยังอยู่ "เมื่อกี้ครูเรียกไปพบน่ะ" หัวหน้าห้องตอบยิ้มๆ "บ้านปันไปทางไหนล่ะ? ถ้าเป็นทางผ่านเราไปส่งได้นะ คนขับรถเรามารับพอดี" อย่างที่รู้กันว่าปันรักเรียนโรงเรียนนานาชาติชื่อดังที่ค่าเทอมแพงระยับเพราะอย่างนั้นนักเรียนที่มาเรียนส่วนใหญ่แล้วล้วนเป็นคนมีเงินทั้งนั้นจึงไม่แปลกที่พวกเขาเหล่านั้นจะมีคนขับรถมารับ แต่ทว่าปันรักยังไม่ทันจะได้เอ่ยปฏิเสธหัวหน้าห้องเจ้าของเสียงทุ้มต่ำทว่านุ่มนวลก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน "ไม่รบกวนดีกว่าครับ" ปันรักหันไปมองทางด้านหลังตัวเองและเมื่อเห็นว่าเป็นนวินก็ยิ้มกว้างออกมาอย่างคนดีใจที่เขามารับเธอเสียที "รอนานไหม? ขอโทษที่มารับช้า" อุ้งมือใหญ่วางลงบนศีรษะปันรักและโยกเบาๆ แทนคำขอโทษที่มารับเธอช้า "ไม่เป็นค่ะ หนูรู้ว่ารถติด" ใบหน้าปันรักประดับรอยยิ้มที่ไม่ได้มีแววขุ่นเคืองนวินแต่อย่างใด ในขณะเดียวกันหัวหน้าห้องที่ได้แต่มองพวกเขาคุยกันก็อดสงสัยไม่ได้ก่อนจะกวาดตามองสำรวจผู้ชายร่างสูงตรงหน้าที่ไม่ได้มีหน้าตาเหมือนกับปันรักแต่อย่างใด "ใครเหรอปัน?" "พี่ชายเราน่ะ" แม้จะรู้ว่านั่นเป็นคำตอบที่ถูกต้องสำหรับนวินและปันรักในสถานะที่กำลังเป็นอยู่ตอนนี้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังอดรู้สึกนอยด์ไม่ได้ ทว่าก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดีเพราะตอนนี้เขาเป็นได้เพียงแค่พี่ชายของเธอจริงๆ "อ่อ สวัสดีครับ ผมเต้ เป็นเพื่อนร่วมชั้นของปันรักครับ" จู่ๆ พอรู้ว่านวินเป็นพี่ชายของปันรักเต้ก็เกิดอาการประหม่าขึ้นมาแต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกโล่งอกไม่น้อยโดยที่เต้ไม่รู้เลยว่านอกเหนือจากแววตานั้นของตัวเองแล้วนวินกลับมองเห็นความรู้สึกหนึ่งที่แอบซ่อนอยู่เช่นกัน หัวใจของนวินเกิดไฟขุมเล็กๆ กองหนึ่งในนั้น ปฏิกิริยาของร่างกายทำให้เขาโอบไหล่ของปันรักและดึงเธอเข้าหาตัวแสดงความเป็นเจ้าของอย่างไม่รู้ตัวแต่ถึงอย่างนั้นใบหน้าก็ยังคงประดับรอยยิ้มเอาไว้ "ถ้าไม่มีอะไรแล้ว พี่คงต้องขอตัวพาปันกลับก่อนนะครับ" ไม่รอให้เต้ได้เอ่ยลาใดๆ นวินที่โอบไหล่ปันรักก็หมุนตัวเธอเพื่อเดินออกจากบริเวณนั้นทันทีโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าเต้แอบเสียดายไม่น้อยที่เขาไม่ได้เป็นคนไปส่งปันรักที่บ้าน ทันทีที่ปันรักปิดประตูรถนวินก็เอ่ยคำถามหนึ่งออกมา "หนูสนิทกับเด็กคนนั้นหรือเปล่าครับ?" "หืม? หมายถึงเต้น่ะเหรอคะ?" "ใช่ครับ" "ทำไมเหรอคะ?" ปันรักมองพี่ชายอย่างไม่เข้าใจแต่เขากลับเชยปลายคางเธอให้มองสบตากับเขาตรงๆ ก่อนจะจ้องหน้าเธอด้วยแววตาจริงจัง ซึ่งปกติแล้วนวินจะไม่ค่อยมองเธอด้วยสายตาเช่นนี้นอกเสียจากเขากำลังซีเรียสในบางเรื่องอยู่ "ตอบมาก่อนสิครับว่าสนิทกันหรือเปล่า?" ใบหน้าที่ยื่นเข้ามาใกล้จนแทบจะสัมผัสได้ถึงลมหายใจนั้นทำเอาใจดวงน้อยเริ่มเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ แต่ถึงอย่างนั้นก็ตอบคำถามที่เขาต้องการ "ไม่ได้สนิทกันค่ะ เต้เป็นแค่เพื่อนร่วมห้องกัน เขาเป็นหัวหน้าห้องแล้วเราก็แค่ทำงานกลุ่มเดียวกัน" นวินจ้องมองในดวงตาใสของปันรักเพื่อค้นหาคำตอบอะไรบางอย่าง เขารู้สึกโล่งใจไม่น้อยที่แววตาของเธอตอนที่ตอบนั้นไม่มีความลังเลหรือคิดข้อแก้ตัวใดๆ ดวงตาของปันรักซื่อตรงต่อความรู้สึกของตัวเองเสมอและเขาก็เชื่อเธอ… "ดีแล้วครับ ตอนนี้หนูยังเด็กอยู่อย่าเพิ่งมีเรื่องรักๆ ใคร่ๆ กับใครเลย" นวินถอยห่างออกจากปันรักที่ลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ กับความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว "แต่หนูก็เห็นเพื่อนๆ มีแฟนตั้งหลาย คะ…คน" ท้ายประโยคปันรักพูดแทบจะไม่เป็นคำเมื่อจู่ๆ นวินก็เอี้ยวตัวเข้ามาใกล้เธออีกครั้ง ปันรักหลับตาปี๋แต่เมื่อได้ยินเสียงคล้ายกับตัวล็อกคาดเบลต์จึงทำให้เธอลืมตาขึ้นมา ทว่าใบหน้าของนวินที่อยู่ใกล้เพียงแค่ฝ่ามือทำเอาเธอเผลอกลั้นหายใจ "เคยได้ยินคำนี้หรือเปล่า รักในวัยเรียนก็เหมือนจุดเทียนกลางสายฝน" ถึงเธอจะเป็นเด็กรุ่นใหม่แต่ก็เคยได้ยินคำนี้มาก่อน เป็นคำเปรียบเปรยทำนองว่ารักนี้ไม่มีวันที่จะเกิดขึ้นจริง หรือไม่มีวันเจอรักจริงเพราะด้วยอายุที่ยังน้อยจึงทำให้ยังต้องเจอโลกกว้างและอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้ทุกเมื่อ แต่สำหรับปันรักแล้วเธอมองว่ามันอยู่ที่ตัวบุคคลเสียมากกว่า บางคู่คบกันตั้งแต่สมัยเรียนแต่ก็ยังประคับประคองกันไปจนมีอนาคตที่ดี แต่บางคู่ก็อย่างที่นวินบอกนั่นแหละ…พวกเขาเลิกกันเมื่อเจอสังคมใหม่ๆ อีกทั้งต่างฝ่ายต่างอายุยังน้อย "ต่อให้หนูโตไปแล้ว ผู้ชายมันก็ไว้ใจไม่ได้ทั้งนั้นครับ" นวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มแต่ทว่าสายตากลับกวาดมองทั่วกรอบหน้าปันรักก่อนจะหยุดที่ริมฝีปากชมพูระเรื่อของเธอที่ขยับเอ่ยถามอีกครั้ง "ระ รวมถึงพี่ด้วยเหรอคะ?" "ยกเว้นพี่เพราะทั้งชีวิตนี้ของหนูไม่มีใครไว้ใจได้เท่าพี่อีกแล้ว" ปันรักหัวใจเต้นแรงไม่เป็นส่ำกับคำพูดและแววตาลึกล้ำนั้น ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นทำให้เธอได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวของนวิน มันเป็นกลิ่นที่เธอคุ้นเคยตั้งแต่จำความได้และมันก็ยังเป็นกลิ่นที่เธอชอบมากอีกด้วย ตั้งแต่แยกห้องนอนกับเขาเมื่อสองปีก่อนเธอก็ไม่ได้นอนกับเขาอีกแล้ว จึงไม่แปลกหากเธอจะโหยหากลิ่นที่เธอชื่นชอบ… คล้ายกับสมองมึนเบลอไปชั่วขณะ ปันรักไม่รู้ตัวเลยว่าเธอขยับหน้าเข้าไปใกล้ลำคอของเขาก่อนจะสูดกลิ่นหอมนั้นอย่างพลั้งเผลอ ในขณะเดียวกันลูกกระเดือกที่นูนเด่นออกมาของนวินพลันขยับขึ้นลงเมื่อเขาเผลอกลืนน้ำลายกับความใกล้ชิดที่ปันรักไม่ได้ตั้งใจนี้ "เข้าใจที่พี่บอกหรือเปล่าครับ? " นวินไม่ได้ผลักปันรักออก เขาเพียงแค่ขยับตัวอย่างเป็นธรรมชาติเพื่อถอยห่างจากเธอที่ทำจมูกฟุดฟิดราวกับตัวเองเป็นหมาน้อย แต่เพราะติดเบลต์ที่เขาคาดให้จึงทำให้เธอไม่สามารถตามกลิ่นที่ชอบได้ก่อนจะทำหน้างอง้ำและตัดพ้อเปลี่ยนเรื่อง "ขอดมนิดดมหน่อยก็ไม่ได้ เดี๋ยวนี้หวงตัวจังเลยนะคะ! " นวินเห็นปากที่ยื่นออกมาของเธอแล้วเกิดนึกมันเขี้ยวไม่น้อย หากไม่ใช่เพราะต้องหักห้ามใจเอาไว้เขาคงไม่ลังเลที่จะดึงเธอมาจูบแรงๆ สักครั้งให้สาสมกับเด็กดื้อที่อ่อยเขาอย่างไม่รู้ตัว ================== #ยัยน้องมันก็อ่อยตาใสไม่รู้ตัวจริงๆ อ่ะ ทำไปเพราะความเคยชินล้วนๆ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD