หลังจากที่นวินไปสักที่ร้านจนเสร็จทั้งหมดแล้วนั้นก็ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์แล้ว ชีวิตประจำวันของปันรักและนวินยังคงเป็นเช่นเดิม ส่วนปราณนทีกับสุขใจก็ยังอยู่ที่มาเก๊าและยังไม่มีกำหนดกลับแต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็โทรหาลูกสาวทุกวัน
[ตั้งใจเรียนนะคะ แม่ต้องวางแล้วล่ะพ่อมาเรียกแล้ว]
สุขใจได้ยินเสียงแว่วๆ ของคนเป็นพ่อที่ส่งเสียงเรียกแม่ของเธอพร้อมกับเปิดประตูเข้ามา ปราณนทีเพิ่งเห็นว่าภรรยากำลังคุยโทรศัพท์อยู่เขาจึงเดินมาหยุดทางด้านหลังภรรยาก่อนจะเอ่ยทักทายลูกสาวบ้างและพูดคุยไม่กี่ประโยคเท่านั้นก็ขอวางสายก่อนเพราะพวกเขามีงานด่วนเข้ามา
เห็นได้ชัดว่างานที่มาเก๊าค่อนข้างยุ่งและพวกท่านก็ไม่มีเวลาว่างสักเท่าไหร่ แต่ปันรักก็ไม่ได้น้อยใจอะไรเพราะรู้ว่าอีกไม่นานพ่อกับแม่ก็จะกลับมา
หลังจากที่ทานมื้อเช้าเสร็จแล้วนวินก็แวะไปส่งปันรักที่โรงเรียนก่อน หน้าที่ไปส่งปันรักนั้นเขาเป็นคนทำมาโดยตลอดตั้งแต่เธอเข้าเรียนเนิร์สเซอรีด้วยซ้ำ จนกระทั่งปัจจุบันนี้ก็ยังคงเป็นเขาที่ทำเช่นนั้น
"ตอนเย็นพี่จะมารับนะครับ"
"วันนี้หนูมีทำงานกลุ่มช่วงเย็นค่ะ ถ้าหากเสร็จตอนไหนหนูค่อยบอกพี่นะคะ"
เป็นเรื่องปกติที่เด็กๆ จะมีงานกลุ่มที่ต้องทำ หากไม่นัดทำหลังเลิกเรียนก็นัดเจอกันนอกโรงเรียน แต่เพื่อความสะดวกและง่ายต่อการเจอกันจึงนัดกับเพื่อนๆ อีกสามคนหลังเลิกเรียนวันนี้
"ครับ"
นวินลูบหัวทุยของน้องสาวอย่างเบามือตามความเคยชิน เขามองดูปันรักที่ยกมือไหว้ลาเขาก่อนจะลงจากรถไปและเมื่อเห็นว่าเธอเดินเข้าไปในโรงเรียนแล้วจึงขับรถออกจากบริเวณนั้นและมุ่งสู่กาสิโนเพื่อทำงานที่เขาต้องรับผิดชอบแทนปราณนทีที่ตอนนี้อยู่ต่างประเทศ
::
::
หลังจากเลิกเรียนแล้วกลุ่มที่นัดหมายกันไว้ก็มารวมตัวกันที่ใต้ตึกอาคารเรียน สมาชิกในกลุ่มมีทั้งหมดสี่คน การจับกลุ่มครั้งนี้เกิดจากคุณครูจับฉลากและโชคดีที่พวกเขาทุกคนมีความรับผิดชอบ เพียงแค่ตั้งใจทำงานร่วมกันเท่านั้นจึงใช้เวลาเพียงแค่สองชั่วโมงทุกอย่างที่ต่างคนต่างได้รับมอบหมายก็เสร็จหมดแล้ว
"สำหรับวันนี้ก็ไม่มีอะไรแล้วล่ะ"
หัวหน้าห้องที่จับฉลากได้กลุ่มเดียวกับปันรักเอ่ยขึ้นหลังจากที่ตรวจความเรียบร้อยของรายงานเสร็จแล้ว ทุกคนพากันถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ไม่มีส่วนไหนของรายงานต้องแก้เพิ่มอีกแล้วก่อนจะขอตัวแยกย้ายกันกลับบ้าน
ตอนนี้เป็นเวลาเกือบหกโมงเย็นแล้ว ปันรักเพิ่งบอกกับเขาว่าทำงานกลุ่มเสร็จแล้วแต่คาดว่าเธอน่าจะต้องรอเขาอีกเกือบๆ ยี่สิบนาทีเพราะช่วงเวลานี้การสัญจรบนท้องถนนรถติดมาก
ปันรักนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ใต้อาคารเพียงคนเดียว นักเรียนส่วนใหญ่กลับไปหมดแล้วจะเหลือก็เพียงแต่แม่บ้านทำความสะอาดและรปภ.เฝ้าโรงเรียนที่แวะเวียนมาสำรวจดูอาคารว่ายังมีนักเรียนหลงเหลือมากน้อยแค่ไหนแต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่ได้ไล่เด็กนักเรียนที่รอผู้ปกครองมารับแต่อย่างใด
"ให้เราไปส่งไหมปัน?"
คำถามนั้นทำให้ปันรักหันไปมองทางด้านหลังตัวเองก่อนจะเห็นว่าเป็นหัวหน้าห้องที่ทำงานกลุ่มด้วยกัน
"อ้าว เรานึกว่ากลับไปแล้วซะอีก"
ปันรักถามอย่างแปลกใจเพราะหลังจากที่ทำงานกลุ่มเสร็จทุกคนก็แยกย้ายกันกลับ แต่เธอเพิ่งเห็นว่าหัวหน้าห้องยังอยู่
"เมื่อกี้ครูเรียกไปพบน่ะ" หัวหน้าห้องตอบยิ้มๆ
"บ้านปันไปทางไหนล่ะ? ถ้าเป็นทางผ่านเราไปส่งได้นะ คนขับรถเรามารับพอดี"
อย่างที่รู้กันว่าปันรักเรียนโรงเรียนนานาชาติชื่อดังที่ค่าเทอมแพงระยับเพราะอย่างนั้นนักเรียนที่มาเรียนส่วนใหญ่แล้วล้วนเป็นคนมีเงินทั้งนั้นจึงไม่แปลกที่พวกเขาเหล่านั้นจะมีคนขับรถมารับ
แต่ทว่าปันรักยังไม่ทันจะได้เอ่ยปฏิเสธหัวหน้าห้องเจ้าของเสียงทุ้มต่ำทว่านุ่มนวลก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน
"ไม่รบกวนดีกว่าครับ"
ปันรักหันไปมองทางด้านหลังตัวเองและเมื่อเห็นว่าเป็นนวินก็ยิ้มกว้างออกมาอย่างคนดีใจที่เขามารับเธอเสียที
"รอนานไหม? ขอโทษที่มารับช้า" อุ้งมือใหญ่วางลงบนศีรษะปันรักและโยกเบาๆ แทนคำขอโทษที่มารับเธอช้า
"ไม่เป็นค่ะ หนูรู้ว่ารถติด"
ใบหน้าปันรักประดับรอยยิ้มที่ไม่ได้มีแววขุ่นเคืองนวินแต่อย่างใด ในขณะเดียวกันหัวหน้าห้องที่ได้แต่มองพวกเขาคุยกันก็อดสงสัยไม่ได้ก่อนจะกวาดตามองสำรวจผู้ชายร่างสูงตรงหน้าที่ไม่ได้มีหน้าตาเหมือนกับปันรักแต่อย่างใด
"ใครเหรอปัน?"
"พี่ชายเราน่ะ"
แม้จะรู้ว่านั่นเป็นคำตอบที่ถูกต้องสำหรับนวินและปันรักในสถานะที่กำลังเป็นอยู่ตอนนี้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังอดรู้สึกนอยด์ไม่ได้ ทว่าก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดีเพราะตอนนี้เขาเป็นได้เพียงแค่พี่ชายของเธอจริงๆ
"อ่อ สวัสดีครับ ผมเต้ เป็นเพื่อนร่วมชั้นของปันรักครับ"
จู่ๆ พอรู้ว่านวินเป็นพี่ชายของปันรักเต้ก็เกิดอาการประหม่าขึ้นมาแต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกโล่งอกไม่น้อยโดยที่เต้ไม่รู้เลยว่านอกเหนือจากแววตานั้นของตัวเองแล้วนวินกลับมองเห็นความรู้สึกหนึ่งที่แอบซ่อนอยู่เช่นกัน
หัวใจของนวินเกิดไฟขุมเล็กๆ กองหนึ่งในนั้น ปฏิกิริยาของร่างกายทำให้เขาโอบไหล่ของปันรักและดึงเธอเข้าหาตัวแสดงความเป็นเจ้าของอย่างไม่รู้ตัวแต่ถึงอย่างนั้นใบหน้าก็ยังคงประดับรอยยิ้มเอาไว้
"ถ้าไม่มีอะไรแล้ว พี่คงต้องขอตัวพาปันกลับก่อนนะครับ"
ไม่รอให้เต้ได้เอ่ยลาใดๆ นวินที่โอบไหล่ปันรักก็หมุนตัวเธอเพื่อเดินออกจากบริเวณนั้นทันทีโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าเต้แอบเสียดายไม่น้อยที่เขาไม่ได้เป็นคนไปส่งปันรักที่บ้าน
ทันทีที่ปันรักปิดประตูรถนวินก็เอ่ยคำถามหนึ่งออกมา "หนูสนิทกับเด็กคนนั้นหรือเปล่าครับ?"
"หืม? หมายถึงเต้น่ะเหรอคะ?"
"ใช่ครับ"
"ทำไมเหรอคะ?"
ปันรักมองพี่ชายอย่างไม่เข้าใจแต่เขากลับเชยปลายคางเธอให้มองสบตากับเขาตรงๆ ก่อนจะจ้องหน้าเธอด้วยแววตาจริงจัง ซึ่งปกติแล้วนวินจะไม่ค่อยมองเธอด้วยสายตาเช่นนี้นอกเสียจากเขากำลังซีเรียสในบางเรื่องอยู่
"ตอบมาก่อนสิครับว่าสนิทกันหรือเปล่า?"
ใบหน้าที่ยื่นเข้ามาใกล้จนแทบจะสัมผัสได้ถึงลมหายใจนั้นทำเอาใจดวงน้อยเริ่มเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ แต่ถึงอย่างนั้นก็ตอบคำถามที่เขาต้องการ
"ไม่ได้สนิทกันค่ะ เต้เป็นแค่เพื่อนร่วมห้องกัน เขาเป็นหัวหน้าห้องแล้วเราก็แค่ทำงานกลุ่มเดียวกัน"
นวินจ้องมองในดวงตาใสของปันรักเพื่อค้นหาคำตอบอะไรบางอย่าง เขารู้สึกโล่งใจไม่น้อยที่แววตาของเธอตอนที่ตอบนั้นไม่มีความลังเลหรือคิดข้อแก้ตัวใดๆ
ดวงตาของปันรักซื่อตรงต่อความรู้สึกของตัวเองเสมอและเขาก็เชื่อเธอ…
"ดีแล้วครับ ตอนนี้หนูยังเด็กอยู่อย่าเพิ่งมีเรื่องรักๆ ใคร่ๆ กับใครเลย"
นวินถอยห่างออกจากปันรักที่ลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ กับความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว
"แต่หนูก็เห็นเพื่อนๆ มีแฟนตั้งหลาย คะ…คน"
ท้ายประโยคปันรักพูดแทบจะไม่เป็นคำเมื่อจู่ๆ นวินก็เอี้ยวตัวเข้ามาใกล้เธออีกครั้ง ปันรักหลับตาปี๋แต่เมื่อได้ยินเสียงคล้ายกับตัวล็อกคาดเบลต์จึงทำให้เธอลืมตาขึ้นมา ทว่าใบหน้าของนวินที่อยู่ใกล้เพียงแค่ฝ่ามือทำเอาเธอเผลอกลั้นหายใจ
"เคยได้ยินคำนี้หรือเปล่า รักในวัยเรียนก็เหมือนจุดเทียนกลางสายฝน"
ถึงเธอจะเป็นเด็กรุ่นใหม่แต่ก็เคยได้ยินคำนี้มาก่อน เป็นคำเปรียบเปรยทำนองว่ารักนี้ไม่มีวันที่จะเกิดขึ้นจริง หรือไม่มีวันเจอรักจริงเพราะด้วยอายุที่ยังน้อยจึงทำให้ยังต้องเจอโลกกว้างและอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้ทุกเมื่อ
แต่สำหรับปันรักแล้วเธอมองว่ามันอยู่ที่ตัวบุคคลเสียมากกว่า บางคู่คบกันตั้งแต่สมัยเรียนแต่ก็ยังประคับประคองกันไปจนมีอนาคตที่ดี แต่บางคู่ก็อย่างที่นวินบอกนั่นแหละ…พวกเขาเลิกกันเมื่อเจอสังคมใหม่ๆ อีกทั้งต่างฝ่ายต่างอายุยังน้อย
"ต่อให้หนูโตไปแล้ว ผู้ชายมันก็ไว้ใจไม่ได้ทั้งนั้นครับ"
นวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มแต่ทว่าสายตากลับกวาดมองทั่วกรอบหน้าปันรักก่อนจะหยุดที่ริมฝีปากชมพูระเรื่อของเธอที่ขยับเอ่ยถามอีกครั้ง
"ระ รวมถึงพี่ด้วยเหรอคะ?"
"ยกเว้นพี่เพราะทั้งชีวิตนี้ของหนูไม่มีใครไว้ใจได้เท่าพี่อีกแล้ว"
ปันรักหัวใจเต้นแรงไม่เป็นส่ำกับคำพูดและแววตาลึกล้ำนั้น
ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นทำให้เธอได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวของนวิน มันเป็นกลิ่นที่เธอคุ้นเคยตั้งแต่จำความได้และมันก็ยังเป็นกลิ่นที่เธอชอบมากอีกด้วย
ตั้งแต่แยกห้องนอนกับเขาเมื่อสองปีก่อนเธอก็ไม่ได้นอนกับเขาอีกแล้ว จึงไม่แปลกหากเธอจะโหยหากลิ่นที่เธอชื่นชอบ…
คล้ายกับสมองมึนเบลอไปชั่วขณะ ปันรักไม่รู้ตัวเลยว่าเธอขยับหน้าเข้าไปใกล้ลำคอของเขาก่อนจะสูดกลิ่นหอมนั้นอย่างพลั้งเผลอ ในขณะเดียวกันลูกกระเดือกที่นูนเด่นออกมาของนวินพลันขยับขึ้นลงเมื่อเขาเผลอกลืนน้ำลายกับความใกล้ชิดที่ปันรักไม่ได้ตั้งใจนี้
"เข้าใจที่พี่บอกหรือเปล่าครับ? "
นวินไม่ได้ผลักปันรักออก เขาเพียงแค่ขยับตัวอย่างเป็นธรรมชาติเพื่อถอยห่างจากเธอที่ทำจมูกฟุดฟิดราวกับตัวเองเป็นหมาน้อย แต่เพราะติดเบลต์ที่เขาคาดให้จึงทำให้เธอไม่สามารถตามกลิ่นที่ชอบได้ก่อนจะทำหน้างอง้ำและตัดพ้อเปลี่ยนเรื่อง
"ขอดมนิดดมหน่อยก็ไม่ได้ เดี๋ยวนี้หวงตัวจังเลยนะคะ! "
นวินเห็นปากที่ยื่นออกมาของเธอแล้วเกิดนึกมันเขี้ยวไม่น้อย หากไม่ใช่เพราะต้องหักห้ามใจเอาไว้เขาคงไม่ลังเลที่จะดึงเธอมาจูบแรงๆ สักครั้งให้สาสมกับเด็กดื้อที่อ่อยเขาอย่างไม่รู้ตัว
==================
#ยัยน้องมันก็อ่อยตาใสไม่รู้ตัวจริงๆ อ่ะ ทำไปเพราะความเคยชินล้วนๆ