::
::
"เรียบร้อยแล้วล่ะ ฉันโทรแจ้งครูประจำชั้นน้องสาวเธอให้แล้วล่ะ"
คุณหมอเดินกลับเข้ามาในห้องพยาบาลอีกครั้งหลังจากที่เพิ่งคุยโทรศัพท์เสร็จ นวินที่ได้ยินอย่างนั้นจึงยกมือขึ้นขอบคุณคุณหมอที่เป็นธุระแจ้งให้กับครูประจำชั้นของปันรัก
"ขอบคุณมากครับ"
"ใกล้ถึงเวลาเข้าเรียนคาบบ่ายแล้ว เอาไว้เลิกเรียนแล้วค่อยมารับน้องที่นี่แล้วกัน"
เธอหันมองเด็กน้อยที่ร้องไห้จนหลับไป ตรงบริเวณข้อศอกและหัวเข่าทั้งสองข้างมีผ้าก็อซแปะอยู่บ่งบอกว่าบาดแผลได้รับการรักษาอย่างดีก่อนที่นวินจะลูบไล้เหนือผ้าก็อซด้วยน้ำหนักมือแผ่วเบาราวกับผีเสื้อเกาะ
"ตัวก็แค่นี้แต่ดื้อจริงๆ เลย"
นวินอดบ่นพึมพำอย่างคนอ่อนอกอ่อนใจไม่ได้เมื่อนึกถึงเธอที่อุตส่าห์มุดรั้วข้ามตึกเพื่อมาหาเขา แต่ดันจังหวะไม่ดีมาเห็นตอนที่สายป่านกำลังสารภาพรักเขาอยู่พอดี แม้จะอ่อนใจกับเด็กดื้อแต่ถึงอย่างนั้นสายตาที่ทอดมองเด็กน้อยที่หลับไม่รู้เรื่องอย่างปันรักก็ยังอ่อนโยนอยู่ดี
นวินเปิดผมหน้าม้าของปันรักขึ้นก่อนจะประทับจูบกลางหน้าผากมนอย่างแผ่วเบาตามความเคยชินโดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยว่าการกระทำนั้นตกอยู่ในสายตาคุณหมอที่มองเขาอยู่ แต่ทว่าวินาทีต่อมาเขาก็หยัดตัวขึ้นพร้อมกับใบหน้าที่กลับมาประดับรอยยิ้มน้อยๆ อีกครั้งแต่ทว่าครั้งนี้เป็นรอยยิ้มที่ส่งไม่ถึงดวงตาเมื่อหันมาหาคุณหมอ
"ยังไงก็ฝากด้วยนะครับ เลิกเรียนแล้วผมจะมารับน้อง"
นวินให้ปันรักนอนอยู่ที่ห้องพยาบาลแห่งนี้ไปก่อนแทนที่จะไปส่งที่ห้องเรียนเพราะถึงอย่างไรเวลานี้ก็เป็นช่วงที่เด็กๆ กำลังนอนกลางวันอยู่ดี
"ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันจะดูแลให้"
นวินยิ้มรับในหน้าเพียงนิดให้กับคุณหมอก่อนจะก้มหัวเล็กน้อยเป็นการขอบคุณเธออีกครั้ง
::
::
"ตกลงยังไงวะไอ้วิน? มึงจะคบกับพี่ป่านไหม?"
คำถามนั้นจาก ‘อชิ’ ไม่ได้ดึงความสนใจจากนวินให้ออกจากหนังสือเรียนที่อยู่ตรงหน้า เขาเพิ่งกลับมาถึงห้องเรียนได้ไม่นานก็ถูกเพื่อนคนนี้ซักถามเสียแล้ว แต่นวินรู้ว่าเพราะเหตุใดที่อชิถามเช่นนั้น นั่นเป็นเพราะมันชอบรุ่นพี่อย่างสายป่านมานานเกือบปีแล้ว ในขณะที่เขานั้นไม่ได้รู้สึกอะไรกับเธอเลย
อย่าเรียกว่ารู้สึกเลย ให้เรียกว่าเขาไม่ได้รู้จักนิสัยใจคออะไรของเธอด้วยซ้ำนอกจากความมั่นใจที่ดูมากเกินไปของเธอ
อชิค่อนข้างร้อนใจและอยากรู้ว่าเพื่อนของเขาตอบรับคำขอคบของสายป่านหรือไม่อย่างไรเพราะตอนนั้นเขาไม่ได้อยู่ใกล้ทั้งสองจึงไม่รู้ว่าพวกเขาคุยอะไรกัน
แล้วอีกอย่างตอนนี้เรื่องของนวินกับสายป่านที่สนามบาสก็กลายเป็นที่ถูกพูดถึงอย่างรวดเร็วในกลุ่มนักเรียนเพราะมีคนนำเรื่องนี้ไปโพสต์ในกลุ่มกลอสซิปโรงเรียน แต่เพราะคำตอบที่ยังไม่แน่ชัดจึงทำให้ทุกคนเกิดความสงสัย
ทว่านวินยังไม่ทันจะได้ตอบคำถามอะไรคุณครูก็เข้ามาในห้องเสียก่อนจึงทำให้อชิไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วเพื่อนตอบสายป่านว่าเช่นไร
เวลาคาบเรียนช่วงบ่ายช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้าในความรู้สึกของนวิน เขาเหลือบตามองดูนาฬิกาอยู่หลายครั้งอย่างคนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่รู้ว่าป่านนี้ปันรักจะตื่นแล้วหรือยังหรือจะยังหลับอยู่แต่ไม่ว่าจะแบบไหนเขาก็อยากหายตัวไปหาน้องสาวเสียเดี๋ยวนี้
ช่วงเวลาสามโมงเย็นคือเวลาเลิกเรียน ทันทีที่ออดหมดคาบดังร่างสูงเพรียวที่สูงเกือบร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตรก็วิ่งพรวดออกจากห้องเร็วยิ่งกว่าคนเป็นครูที่ยังไม่ทันจะก้าวเท้าออกจากห้องด้วยซ้ำ
"อ้าวๆๆ รีบไปไหนของเธอน่ะนวิน! "
เสียงตะโกนไล่หลังจากคุณครูไม่ได้ทำให้นวินหยุดวิ่งแต่อย่างใด เขาสวนกับสายป่านที่อุตส่าห์โดดเรียนคาบสุดท้ายก่อนเวลาเลิกเรียนเพื่อมาดักรอนวินหวังจะพูดคุยเรื่องที่ยังคุยกันไม่จบแต่เขาก็วิ่งผ่านหน้าเธอไปอย่างหน้าตาเฉยโดยไม่คิดจะหยุดพูดคุยกัน
นวินใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีจากตึกที่เขาเรียนมายังห้องพยาบาลที่อยู่อีกฟากหนึ่งของโรงเรียน เขาหอบและเหงื่อไหลที่ใช้ความเร็วในการวิ่งเพื่อมาหาปันรักก่อนจะรู้สึกโล่งใจไม่น้อยที่เด็กน้อยเพิ่งจะตื่นพอดี
"พี่มารับแล้วครับ"
ปันรักนั่งหย่อนขาขยี้ตาอย่างงัวเงีย น้ำเสียงที่คุ้นเคยทำให้เธอหันไปมองก่อนจะยื่นแขนป้อมๆ ออกไปหวังจะให้เขาอุ้ม แต่ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเธอกำลังงอนเขาอยู่จึงหุบแขนลงและเปลี่ยนเป็นกอดอกสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง
"วันนี้หนูจะกลับบ้านเองค่ะ"
นั่นคือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่เด็กวัยสี่ขวบจะกลับบ้านเองและนวินก็คงไม่ยินยอมให้เธอทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน
ท่าทีที่ดูแง่งอนกันนั้นทำให้นวินรู้ว่าคงโดนปันรักโกรธเสียแล้ว การกระทำที่ดูเอาแต่ใจนั้นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเหนื่อยหน่ายหรือต้องตำหนิเธอแต่อย่างใด กลับกันมันกลับทำให้เขารู้สึกดีเมื่อได้เป็นคนสำคัญที่เธอ ‘หวง’
"พี่ง้อด้วยไอติมเอาไหมครับ? "
นวินถามด้วยรอยยิ้มบางๆ พร้อมกับจัดผมหน้าม้าที่แตกระแหงของเด็กน้อยให้เข้าทรง การกระทำของเขาเป็นไปอย่างธรรมชาติในขณะเดียวกันคนที่ได้ยินว่าถูกง้อด้วยไอติมพลันตาวาวขึ้นมา
"ไอติม! หนูจะกินไอติม!!! "
ท่าทีที่ดูโกรธเขาก่อนหน้านี้หายวับไปกับตาก่อนจะเปลี่ยนเป็นท่าทีดีใจที่เธอจะได้กินไอติม ท่อนแขนป้อมกางออกเพื่อโอบกอดรอบลำคอของนวินที่ย่อตัวลงเพื่ออุ้มเธอขึ้นแนบอก
"รีบๆ กลับกันค่ะ! หนูอยากกินไอติมแล้ว! "
ปันรักเป็นเด็กที่โกรธง่ายแต่ก็หายเร็วเช่นกัน ในเวลานี้เธอหลงลืมไปแล้วว่าก่อนหน้านี้โกรธเขาด้วยเรื่องอะไร ด้วยความที่ยังเป็นเพียงเด็ก 4 ขวบเพราะอย่างนั้นความรู้สึกที่เกิดขึ้นในเวลานี้จึงเป็นเพียงความรู้สึกผิวเผินก่อนจะเลือนหายไปเหมือนไม่เคยโกรธกันมาก่อน มิหนำซ้ำยังโอบกอดรอบลำคอของพี่ชายจนแน่น ท่อนขาที่มีเนื้อเป็นป้องๆ ก็ยังตวัดรัดเอวเพรียวของนวินแน่นไม่แพ้กัน
ปันรักถูกอุ้มออกจากห้องพยาบาลและก่อนจะไปก็ไม่ลืมขอบคุณคุณหมออีกครั้งที่แนะนำว่าพรุ่งนี้ให้ปันรักกลับมาทำแผลที่ห้องพยาบาลอีกครั้ง
คนหนึ่งอุ้มเด็กไม่ปล่อยในขณะที่อีกคนก็กอดพี่ชายไม่ต่างจากลูกลิง ภาพนั้นของสองพี่น้องอยู่ในสายตาของเหล่านักเรียนที่เดินผ่านไปผ่านมาแต่นวินไม่สนใจสายตาใคร ใช่ว่าเรื่องอย่างนี้เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรกเสียหน่อย
"หนูเอารสสตรอว์เบอร์รี! "
นวินเดินอุ้มปันรักมาถึงร้านค้าโรงเรียน เขาให้เธอเลือกไอติมหนึ่งแท่งและเมื่อได้สิ่งที่ต้องการก็กลับมาอุ้มปันรักอีกครั้งเพราะไม่อยากให้คนที่เจ็บเข่าเดินเยอะแม้ว่าจะกลายเป็นเขาเองที่ต้องเดินอุ้มเธออ้อมไปเอากระเป๋าที่ตึกเรียนเนิร์สเซอรีซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของโรงเรียนก็ตาม
ระยะทางหลายร้อยเมตรเช่นนี้บางทีเขาก็งงว่าเด็กอย่างปันรักมาหาเขาถูกได้เช่นไร แล้วอีกอย่างนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอมาหาเขาถึงตึกเรียน
หลายครั้งที่ครูประจำชั้นวุ่นวายกับการตามหาตัวเธอที่หนีหายออกมาจากห้อง แต่เมื่อนานไปก็รู้ดีว่าปันรักไม่ได้หายไปไหนนอกจากแอบมาหาพี่ชายอย่างเขาที่ตึกเรียนและทุกครั้งก็จะเป็นเขาที่มาส่งน้องถึงห้องเรียนอย่างปลอดภัย
ยกเว้นก็แต่ครั้งนี้ที่เด็กน้อยวิ่งจนหกล้มได้แผลและสุดท้ายก็จบด้วยการนอนหลับรอเขาอยู่ที่ห้องพยาบาล
"คราวหลังไม่หนีมาหาพี่อีกแล้วนะครับ"
เป็นอีกครั้งที่นวินเตือนปันรักที่กินไอติมอย่างเอร็ดอร่อย เด็กน้อยมองเขาตาใสแป๋วก่อนจะพยักหน้ารับจนแก้มกระเพื่อม
"เข้าใจแล้วค่ะ! หนูจะไม่มุดรั้วมาหาพี่วินอีกแล้ว! "
นวินได้แต่ทอดถอนใจเบาๆ อย่างปลงตกเพราะเขารู้ดีว่าคำพูดนั้นของปันรักมันเชื่อถือไม่ได้เพราะครั้งก่อนๆ ยัยเด็กดื้อก็พูดแบบนี้!
=============
#น้องอยู่ในวัยซุกซนค่ะ ซุกซนแบบกำหมัด 😂
พี่ๆ ที่รักช่วยรบกวนคอมเมนต์ + กดหัวใจให้จี๊ดหน่อยนะคะ