ตอนที่ 2 คุณหนูมาเฟีย

2145 Words
คฤหาสน์หรูหลังนี้เป็นสมบัติตกทอดกันมานานหลายชั่วอายุคน เป็นความภาคภูมิใจของตระกูลคีตะเดชาพัฒน์ ตระกูลที่มีทรัพย์สมบัติมากมายไว้ให้ลูกหลานได้จัดการดูแลต่อในอนาคต และแน่นอนว่าทุกอย่างย่อมขึ้นอยู่กับประมุขของบ้าน ว่าจะกำหนดให้ใครอยู่ตำแหน่งไหน ขึ้นชื่อว่าเป็นสายเลือดของตระกูลนี้ไม่ว่าจะมีมารดาคนเดียวกันหรือไม่ก็ตาม ทุกคนจะต้องเชื่อฟังทุกคำพูดของเจ้าสัวอัคร ผู้เป็นบิดาที่กุมอำนาจสูงสุด รถหรูของกระทิงขับเคลื่อนเข้ามาภายในรั้วคฤหาสน์กว้างใหญ่ ชายหนุ่มเปิดประตูลงรถก่อนเป็นคนแรก จากนั้นก็เดินอ้อมมาเปิดให้อิงดาว แสดงความเป็นสุภาพบุรุษ วินาทีที่เห็นคุณหนูใจดีกลับมา บรรดาคนงานต่างดีใจกันถ้วนหน้า กรูเข้ามาต้อนรับด้วยความตื่นเต้น “คุณหนูของพวกเรากลับมาแล้ว” เสียงของน้อยเรียกความสนใจจากทุกคน หล่อนคือพี่เลี้ยงที่อยู่กับอิงดาวมาตั้งแต่เกิด “กระเป๋าคุณหนูไปไหนหรือคะ” กวาดสายตามองหาสัมภาระของหญิงสาวแต่ก็ไม่พบ ตายละ! กระเป๋าเดินทางของเธออยู่บนรถศรุต “เรื่องมันยาวค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้กระเป๋าจะเดินทางมาถึง นะคะ” อิงดาวตั้งใจจะโทร. บอกให้ศรุตนำกระเป๋ามาส่งคืนที่บ้าน จะได้ถือโอกาสให้เพื่อนสนิทมาเยี่ยมบิดาด้วยเลย ท่านเองก็เอ็นดูศรุตอยู่ไม่น้อย… “คุณพ่อกับพี่ ๆ อยู่ในบ้านใช่ไหมคะ?” “ค่ะ พวกท่านรอคุณหนูตั้งแต่บ่ายแล้วค่ะ” น้อยทำสีหน้าบอกบุญไม่รับ เพียงเท่านี้คุณหนูอิงดาวก็รู้ว่าต้องเจอกับอะไร “รีบเข้าไปข้างในกันเถอะ ยิ่งช้าคุณอาจะยิ่งโกรธนะ” กระทิงถือวิสาสะจูงมือน้องเดินเข้าบ้าน อิงดาวจะห้ามก็ไม่ทันเสียแล้ว ตอนนี้เธอและเขากำลังตกเป็นเป้าสายตาของพ่อและพี่ชาย ทั้งสามคนส่งสายตาดุจ้องมองมาที่ร่างเล็ก “ปล่อยมือได้แล้วมั้ง คุณชายกระทิง!” และแน่นอนว่าพี่ชายที่หวงน้องสาวเข้าเส้นเลือด ย่อมไม่พอใจที่มือนุ่มนวลของน้องถูกผู้ชายอื่นมาแตะต้อง กระทิงแสร้งทำทีจะปล่อยไม่ปล่อย เย้าหยอกอารมณ์พี่ชายตัวแสบ คิ้วหนาเข้มยกกระตุกหนึ่งทีแบบกวน ๆ อิชย์ กับ อาชย์ มองหน้ากัน ถ้าไม่ติดว่าเกรงใจบิดาจะเข้าไปตั๊นหน้าไอ้ฝรั่งขี้นกคนนี้สักที ถือตัวว่าเป็นลูกชายของเพื่อนสนิทพ่อแล้วจะทำอะไรก็ได้งั้นเหรอ ฝันไปเถอะ! “คุณกระทิงคะ เอ่อ…” สายตาเลื่อนมองที่มือ กระทิงถึงยอมปล่อยให้มือนุ่มนิ่มของเธอเป็นอิสระ อิงดาวรีบวิ่งไปสวมกอดบิดาที่ยืนทำตาดุเหมือนเสือ “คุณป๋าขา… คิดถึงจังเลยค่ะ” บอกคิดถึงแล้วซบหน้าลงกับพุงอุ่น ๆ เสียงหวานออดอ้อนสุดฤทธิ์ พอเจอท่าไม้ตายของลูกสาวคนเล็กเข้าไป เจ้าสัวอัครก็ฝืนทำตาแข็งโกรธลูกไม่ได้อีกต่อไป เขาสวมกอดบุตรสาวอันเป็นที่รักด้วยความคิดถึงสุดหัวใจ “อยู่เกาหลีสองเดือนนอนกอดแต่หมอนข้าง ไม่อุ่นเท่ากอดพุงของคุณป๋าเลยค่ะ หนูอิงชอบกอดคุณป๋าที่สุดในโลกเลย” เมื่อเห็นพ่อหายโกรธก็ยิ่งเอาใหญ่ เสียงหวานพูดอ้อนไม่พัก “อย่ามาทำเป็นพูดดี ปากบอกคิดถึงพ่อแต่โทร. หานี่นับครั้งได้เลยนะ” อิชย์เท้าเอวยืนมองเจ้าก้อนกลมที่เอาแต่กอดเอวพ่อไม่ห่าง “แถมยังบล็อกเบอร์พวกพี่อีก โทร. เท่าไรก็โทร. ไม่ติด รู้ไหมว่าเป็นห่วง” อาชย์ที่รอจังหวะอยู่แล้ว ได้ทีจึงรีบสวดชุดใหญ่ “ก็พี่สองคนชอบตามจิกอะ น้องไปเที่ยวพักผ่อนนะคะ ไม่ได้ไปออกรบ ห้ามนู่นห้ามนี่สารพัด อีกนิดก็คงติดแหง็กอยู่แต่ในโรงแรมแล้ว” อิงดาวนึกถึงบรรดาข้อห้ามร้อยแปดพันเก้าที่พี่ชายพูดกรอกหูเธอ “ก็พวกพี่เป็นห่วง น้องไปคนเดียวแถมยังไม่ยอมให้คนของเราตามไปดูแลอีก พี่กลัวว่าใครจะมารังแก” อาชย์เสียงอ่อนลง เดินไปลูบศีรษะทุยอย่างแสนรัก “น้องโตแล้วนะคะ อายุยี่สิบเอ็ดปีแล้ว อีกไม่กี่ปีก็เรียนจบหมอแล้วค่า เลิกทำเหมือนน้องเป็นเด็กน้อยสักที” อิงดาวรีบยกระยะเวลาการศึกษามากล่าวอ้าง จะได้รู้ว่าเธอโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจริง ๆ “ต่อให้น้องเรียนจบหมอไปแล้วยี่สิบปี พวกพี่ก็ยังเห็นน้องเป็นเด็กในสายตาเสมอแหละ” อิชย์พูดออกมาจากความรู้สึก แม้ว่าอิงดาวของพวกเขาจะเติบโตเป็นสาวสวยสะพรั่งเต็มวัย แต่ยังไงหล่อนก็ยังคงเป็นน้องน้อยของพวกเขาไม่เปลี่ยนแปลง “ซึ่งการที่พวกพี่ยังเห็นน้องเป็นเด็ก ก็หมายความว่าพวกพี่จะคอยดูแลสอดส่องน้องแบบนี้ต่อไป ไม่ยอมให้พวกเหลือบไรมาเกาะแกะง่าย ๆ หรอก!” คนพูดปรายหางตามองหนุ่มลูกครึ่งไทย-อังกฤษ ที่ยืนเอามือไพล่หลังด้วยท่าทีสุภาพ เวลาอยู่ต่อหน้าเจ้าสัวอัคร กระทิงวางตัวดีเสมอ อิชย์เห็นแล้วหมั่นไส้ ผู้ชายด้วยกันทำไมจะดูไม่ออก ไอ้ฝรั่งขี้นกคนนี้มันจ้องจะแอ้มน้องสาวของเขา! “ปล่อยพ่อก่อนลูก” เจ้าสัวอัครปลดแขนเรียวเล็กออกอย่างเบามือ อิงดาวเขย่งปลายเท้าหอมแก้มพ่อฟอดใหญ่ “ลูกคนนี้นี่ มาหงมาหอมอะไรตรงนี้” เจ้าสัวอัครขัดเขินกับสายตาหลายคู่ที่มองเขา ถึงจะอายุมากขึ้นทุกปีแต่มาดนักธุรกิจมาเฟียยังคงแผ่สง่าราศรีน่าเกรงขาม มุมขี้เล่นอ่อนโยนน้อยคนนักที่จะได้เห็น ยกเว้นยามอยู่กับลูกสาวคนเล็กที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ เป็นเจ้าหญิงองค์น้อยของเขา พอมีอิงดาวเข้ามาเติมเต็มชีวิต เจ้าสัวอัครก็สลัดคราบ มาเฟียตัวร้ายทิ้งไป สวมจิตวิญญาณคุณพ่อหุ่นหมีที่ชอบเอาอกเอาใจลูก นี่ละหนา… ผู้ชายที่ว่าร้ายก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับลูกสาวตัวน้อยอยู่ร่ำไป มีลูกสาวคนเดียวก็แบบนี้แหละ ถ้าไม่ให้หลงลูกแล้วจะให้ไปหลงใครกันล่ะ “กระทิง เป็นไงมาไงถึงมากับหนูอิงได้ล่ะเรา” เอ่ยถามบุตรชายของเพื่อนสนิท ผายมือให้อีกฝ่ายนั่งที่โซฟาเพื่อที่จะได้คุยกันยาว ๆ “ผมบังเอิญไปเจอน้องน่ะครับ ก็เลยรับกลับมาบ้านด้วยเลย” เขายังคงใช้คำว่า บังเอิญ เป็นเกราะกำบังให้ตัวเอง ทว่าพี่ชายสองคนไม่คิดเช่นนั้น อิชย์กับอาชย์สบตากันอย่างรู้ทัน ผีเห็นผีฉันใด เสือก็ย่อมเห็นเสือฉันนั้น! “หนูแวะไปจกข้าวเหนียวส้มตำกับศรุตมาค่ะ แซ่บซี้ดมากเลยนะคะ เผ็ดเกือบตายแน่ะ” อิงดาวเล่าอย่างออกรส ออกชาติ แต่ชื่อของเพื่อนชายคนสนิทที่เล็ดลอดออกมาจาก ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อนั้น ทำเอาเลือดในกายหนุ่มเดือดพล่าน อีกระลอก กระทิงต้องข่มกลั้นความรู้สึกไม่พอใจเอาไว้ ชายหนุ่มจิกเล็บกดหลังมือจนเกิดรอยแดง เธอพูดชื่อไอ้เวรนั่นขึ้นมาทำไม เขาอุตส่าห์จะลืมภาพบาดตาบาดใจวันนี้ออกไปจากสมองได้อยู่แล้วเชียว! “เออ พูดถึงศรุต พ่อไม่ได้เจอหน้ามาหลายเดือนแล้วนะ ไว้วันไหนว่าง ๆ ชวนเขามากินข้าวที่บ้านเราสิลูก” วาจาที่แสดงออกถึงความสนิทสนมยามเอ่ยถึงบุคคลที่สาม ส่งผลให้คิ้วหนาเข้มขมวดมุ่น กระทิงคาดไม่ถึงว่าเจ้าสัวอัครจะเห็นดีเห็นงามกับการที่อิงดาวไปสนิทสนมกับเพื่อนผู้ชายเกินกว่าเหตุ หนำซ้ำไอ้พี่ชายกวนโอ๊ยสองคนยังพยักหน้าเออออไปกับพ่ออีกต่างหาก นี่มันอะไรกันวะ? หรือไอ้เวรศรุตนี่จะกลายมาเป็นคู่แข่งอันดับหนึ่งของเขา… “แล้วแด๊ดเป็นยังไงบ้างล่ะ หมู่นี้ไม่ค่อยบินมาไทยเลยนะ ได้ข่าวว่าขลุกอยู่แต่กับเมีย” เมียที่ว่าก็แม่ของเขานั่นแหละ กระทิงอมยิ้ม “ครับ แด๊ดบอกว่าช่วงนี้คุณแม่ชอบน้อยใจที่ท่านทำงานเยอะ เลยยกเลิกงานทุกอย่างแล้วจัดทริปฮันนีมูนหวานฉ่ำตลอดทั้งปี” “เออเว้ย พ่อแม่เรานี่รักกันดีจริง ๆ ทำตัวยังกับเป็นคู่รักข้าวใหม่ปลามัน ทั้ง ๆ ที่แต่งงานกันมานานกว่าสามสิบปีแล้วนะ” เจ้าสัวอัครหัวเราะชอบใจ กระทิงเองก็ชื่นชมในความรักมั่นคงของพ่อกับแม่ ตั้งแต่เล็กจนโตเขาไม่เคยเห็นท่านสองคนทะเลาะกันเรื่องมือที่สามเลย แด๊ดของเขาเป็นหนุ่มหล่อมาดเท่ เป็นมาเฟียผู้ร่ำรวยที่ดึงดูดเพศตรงข้ามให้เข้ามาหลงเสน่ห์ได้ทุกเวลา แต่ท่านก็ไม่เคยนอกใจแม่ไปยุ่งกับผู้หญิงที่ไหน ชีวิตการแต่งงานของทั้งคู่จึงอยู่กันอย่างมีความสุข ยั่งยืน เขาเองก็อยากมีชีวิตคู่แบบนั้น… “แล้วธุรกิจเป็นยังไงบ้าง ได้ข่าวว่ากำลังจะเปิดตัวรสชาติใหม่นี่ กระแสแรงใช้ได้เลยนะ” แม้จะวางมือจากวงการนี้ไปนานหลายปี แต่เจ้าสัวอัครก็ยังติดตามข่าวสารในแวดวงธุรกิจอยู่เสมอ “ดีมากครับ ตอนนี้กำลังเตรียมจัดงานอีเวนต์เปิดตัวกลางเดือนหน้า ถ้าเรียบร้อยยังไงแล้ว ผมจะส่งบัตรเชิญมาให้คุณอากับครอบครัวนะครับ” ชายหนุ่มถือโอกาสนี้เชิญปากเปล่าแต่เนิ่น ๆ งานเลี้ยงเปิดตัวเครื่องดื่มรสชาติใหม่ที่บริษัทฯ ของเขาใช้เวลาคิดค้นและพัฒนามานานกว่าสามปี จะต้องกินพื้นที่สื่อเพื่อสร้างกระแสอย่างต่อเนื่อง กระตุ้นยอดขายให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้โดยเร็วที่สุด “เก่งมากหลานชาย” เจ้าสัวอัครพยักหน้ายอมรับความเก่งกาจของกระทิง เขาคนนี้มีสายตาเฉียบแหลมทางธุรกิจไม่แพ้ผู้เป็นบิดา “คุยกันแต่เรื่องงาน น่าปวดหัวจังเลยค่ะ หนูอิงหิวข้าวแล้ว” อิงดาวที่ไม่ชอบฟังเรื่องธุรกิจเป็นเดิมทุนทำหน้ามู่ กอดแขนพ่อป้อย ๆ “อะ ไป ๆ วันนี้พ่อให้คนทำแต่ของโปรดหนูทั้งนั้นเลย” เจ้าสัวอัครพูดแล้วยิ้ม ก่อนหันมาเอ่ยชวนกระทิง “เราเองก็อยู่กินข้าวเย็นด้วยกันก่อนนะ อย่าเพิ่งรีบกลับ” “ผมต้องขอโทษนะครับคุณอา พอดีว่ามีธุระด่วนต้องรีบไปน่ะครับ” กระทิงสุดแสนเสียดาย เขาอยากอยู่ร่วมโต๊ะกับอิงดาวแต่ดันติดนัดสำคัญกับเจ้าเพื่อนตัวดีที่ไนต์คลับ ไม่ไปก็ไม่ได้ น่ากลัวอีกฝ่ายจะมีเรื่องสำคัญอยากปรึกษา “งั้นก็ไม่เป็นไร เอาไว้วันหลังมากินข้าวด้วยกันนะ” เจ้าสัวอัครตบบ่าชายหนุ่ม “อิงลูก หนูเดินไปส่งพี่กระทิงเขาที่รถหน่อยไป” “ผมไปเองครับ!” อิชย์กับอาชย์พูดขึ้นพร้อมกัน น้ำเสียงกระตือรือร้นจนคนเป็นพ่อถึงกับถอนหายใจ “ไม่ต้อง แกสองคนน่ะตามฉันมา” เจ้าสัวอัครพยักพเยิดให้ลูกสาวไปส่งแขก พอคล้อยหลังร่างบาง พี่ชายสองคนก็วอแตกใส่บิดาทันที “พ่อครับ ทำไมถึงปล่อยให้น้องเดินไปส่งมันตามลำพังล่ะ” อิชย์เป็นฝ่ายเริ่มก่อน “ผมรู้นะว่ามันจงใจมาส่งน้องด้วยตัวเอง ตอนมาพ่อเห็นไหม มือมันอะ มือมันจับมือน้องอยู่นะครับ” ตามมาด้วยอาการกระวนกระวายของอาชย์ “แกสองคนเลิกทำตัวเป็นจงอางหวงไข่กับน้องสักที น้องโตแล้ว ควรปล่อยบ้างอะไรบ้าง” “ไม่ครับ” ทั้งสองคนพูดพร้อมกันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “หนูอิงสวยมาก น้องสวยและน่ารักขนาดนี้ ผมไม่ไว้ใจผู้ชายหน้าไหนทั้งนั้น โดยเฉพาะไอ้กระทิง!” อาชย์กัดฟันกรอด “กระทิงเป็นคนดี แล้วถ้าเขาสองคนจะชอบพอกัน แกก็ต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของโชคชะตา” เจ้าสัวอัครว่า “ทำไมพ่อดูเชียร์มันจังเลย พ่ออยากได้มันเป็นลูกเขยหรือครับ” อิชย์หรี่ตามองบิดา “โอ๊ย ฉันยังไม่คิดไกลถึงขั้นนั้นหรอก” เจ้าสัวอัครส่ายหน้า ก่อนจะหันมาส่งสายตาดุไปยังบุตรชายทั้งสอง ที่เอาแต่ชะเง้อคอยาวมองไปยังประตูรั้วหน้าบ้าน “อาชย์ อิชย์ ไปที่ห้องอาหารเดี๋ยวนี้!” เมื่อเจอเสียงเข้มของบิดาเข้าไป ทั้งสองหนุ่มก็ไม่กล้าขัดขืนคำสั่ง
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD