ใบหน้าหวานสดใสรับอรุณยามเช้า อิงดาวสวมใส่ชุดนักศึกษาสุดเรียบร้อยเดินลงบันไดมาจากชั้นสอง หล่อนเดินตามกลิ่นหอมเข้าไปในครัว เห็นน้อยกำลังง่วนอยู่กับการคนข้าวต้มกุ้งในหม้อก็ยิ้มกว้างออกมา สองเท้าย่องเบาเข้าไปใกล้ร่างท้วมของพี่เลี้ยง จ่อนิ้วชี้สองข้างจิ้มเข้าที่เอวแม่ครัวคนเก่ง
“ตาเถรตกกระได!” เสียงอุทานดังลั่นแต่เช้า เจ้าสัวอัครกับลูกชายสองคนที่เดินลงบันไดมาพร้อมกัน สบตาแล้วยิ้มออกมา
“แกล้งอะไรพี่น้อยอีกล่ะหนูอิง” อาชย์ยืนกอดอกพิงร่างสูงใหญ่แนบกับขอบประตูห้องครัว เอียงคอมองน้องสาวอย่างแสนรัก อิงดาวหันมาส่งยิ้มให้พี่ชาย
“จี้เอวพี่น้อยค่ะ สะดุ้งโหยงเลย” ว่าแล้วก็ยกมือป้องปากหัวเราะชอบใจ
“คุณหนูคะ พี่ตกใจหมดเลย” น้อยกุมอกซ้าย หัวใจเต้นรัว “เกิดพี่หัวใจวายตายขึ้นมาจะทำยังไงคะ” แสร้งว่าไปอย่างนั้นเอง ทว่าอิงดาวที่รักน้อยเหมือนคนในครอบครัวเริ่มรู้สึกผิด
“งื้อ หนูอิงขอโทษ พี่น้อยอย่าพูดเรื่องตายเลยน้า”
หญิงสาวโผเข้ากอดพี่เลี้ยง เจอลูกอ้อนพร้อมน้ำเสียงขอโทษหงิง ๆ เป็นแมวน้อยเข้าไป น้อยก็โกรธดวงใจของบ้านไม่ลง
“พี่ไม่พูดก็ได้ค่ะ แต่คุณหนูต้องสัญญาก่อนว่าเช้านี้จะกินข้าวต้มกุ้งให้หมดถ้วย”
อิงดาวชะโงกหน้าสูดดมกลิ่นหอมน่ารับประทานจากหม้อใบใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเตาไฟฟ้า
“แน่นอนอยู่แล้วค่ะ ไม่ได้กินของโปรดมาตั้งสองเดือน หนูอิงจะกินให้เกลี้ยงหม้อเลยค่ะ”
“เวอร์ไปน้องรัก จะกินคนเดียวทั้งหม้อเลยเหรอ แบ่งพี่กับพ่อบ้างสิ” อิชย์ที่เดินมาทันได้ยินน้องสาวบอกว่า จะเหมาข้าวต้มกุ้งแสนอร่อยกินคนเดียวส่ายหน้ายิ้มเอ็นดู
“คุณท่านลงมาแล้ว เชิญรอที่โต๊ะอาหารสักครู่นะคะ เดี๋ยวพี่ยกไปเสิร์ฟค่ะ”
อิงดาวกับพี่ชายเดินออกจากห้องครัวเพื่อให้น้อยกับลูกมือทำงานสะดวกยิ่งขึ้น สามพี่น้องรอรับประทานอาหารเช้าอย่างใจจดใจจ่อ พร้อมด้วยเสียงพูดคุยเรื่องงานของบิดาที่เอ่ยถามถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับโพรเจกต์ยักษ์ของทางบริษัทฯ
ช่วงเวลาอาหารเช้าผ่านพ้นไปอย่างเรียบง่าย อิงดาวทำตามที่ให้สัญญากับน้อยไว้ว่าจะกินจนหมดชาม แม้เมล็ดข้าวสักเม็ดหล่อนก็ไม่หลงเหลือติดถ้วยกระเบื้องชั้นดี
“ให้พี่ไปส่งที่มอนะครับ” อาชย์รีบอาสา น้องสาวทำหน้ามู่ใส่
“ไม่ต้องค่ะ ให้พี่ปั้นไปส่งเหมือนเดิมแหละดีแล้ว”
ปั้นเป็นคนขับรถประจำตัวเธอ เดิมทีเคยเป็นคนขับรถคู่ใจของเจ้าสัวอัครมาก่อน แต่หลังจากบิดาวางมือในทุกตำแหน่งงาน ท่านก็ให้ปั้นมาคอยรับส่งดูแลเธอ
“งั้นเลิกเรียนพี่ไปรับ” อิชย์รีบพูดขึ้น อิงดาวถอนหายใจเฮือกใหญ่
“หยุดเลยค่ะ ทั้งคู่นั่นแหละ ไม่ต้องมีใครไปรับไปส่งอิงทั้งนั้น แค่พี่ปั้นคนเดียวอิงก็พอใจแล้วค่ะ” อิงดาวไม่ต้องการ
ให้พี่ชายเข้ามาก้าวก่ายพื้นที่ความเป็นส่วนตัว เพราะเกรงว่าจะทำอะไรลำบากมากขึ้น อย่างน้อยการที่ให้ปั้นเป็นคนขับรถเหมือนเดิม เธอยังทำข้อตกลงกับเขาได้เวลาจะไปไหนมาไหน อะไรก็ตามที่ปิดหูปิดตาได้ข้างหนึ่ง ปั้นยินดีทำให้เสมอ
“แต่พี่…”
“ถ้าพี่สองคนยังไม่หยุดวุ่นวายกับอิง ต่อไปก็ไม่ต้องมาพูดคุยกันอีก อิงจะโกรธแล้วไม่กลับมานอนบ้าน จะไปนอนคอนโดฯ ที่คุณป๋าซื้อให้”
สุดท้ายก็ต้องงัดไม้แข็งออกมาใช้
“ไม่ ๆ พวกพี่ไม่ไปส่ง / ไม่ไปรับแล้ว” สองเสียงประสานขึ้นพร้อมกัน ทั้งอิชย์และอาชย์
อิงดาวเบือนหน้าซ่อนรอยยิ้มไม่ให้พี่ชายเห็น ขยิบตาให้ปั้นหนึ่งที
“เลิกเรียนแล้วรีบกลับบ้านนะครับหนูอิง” อาชย์ส่งยิ้มหวานให้น้องสาวที่ทำหน้าตาบูดบึ้งไปหนึ่งกรุบ ไม่กล้าเซ้าซี้มากกว่านี้
“ค่ะ” กระแทกเสียงพลางกระแทกเท้าเดินขึ้นรถแวน
คันหรู ปั้นค้อมศีรษะให้คุณชายของบ้าน ก่อนขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับแล้วนำพายานพาหนะคุ้นตาออกพ้นรั้วคฤหาสน์กว้างใหญ่
“สงสัยเราสองคนต้องเลิกจู้จี้กับน้องสักพักแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นหนูอิงหนีไปอยู่คอนโดฯ แน่” คำขู่เพียงไม่กี่คำของน้องสาวสุดที่รักทำเอาพี่ชายว้าวุ่น อิชย์พยักหน้าเห็นด้วยกับอาชย์
“อืม”
บรรยากาศในรั้วมหาวิทยาลัยยังคงครึกครื้นและคราคร่ำไปด้วยผู้คนมากมาย เหล่านักศึกษาชายหญิงต่างจับกลุ่มพูดคุย อัปเดตชีวิตของกันและกันในช่วงเวลาปิดเทอม และแน่นอนว่าการมาเยือนของรุ่นน้องปีหนึ่งก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่น่าตื่นเต้นไม่แพ้กัน
“คนนั้นก็หล่อ คนนั้นก็ดูดี คนนั้นก็หุ่นแซ่บ อร้ายแกร! เด็กสมัยนี้มันโตเร็วจริง ๆ เว้ย”
นิชา เพื่อนสาวคนสนิทของอิงดาวปิดหน้าปิดตา กระทืบเท้าเขินอายหลังสอดส่องมองดูหนุ่มรุ่นน้องปีหนึ่งที่หน้าตาดี
“น้อย ๆ หน่อยแก ทำท่าทางแบบนี้ระวังน้องมันจะไม่นับถือเอานะ ว้าย!” ร่างบางเกือบสะดุดล้มหน้าทิ่มพื้น นิชาจับแขนเพื่อนเอาไว้ได้ทัน
“หึ น้องมันจะไม่เคารพก็เพราะมีรุ่นพี่ซุ่มซ่ามแบบแก
นี่แหละ คนอาร้าย เดินสองก้าวสะดุดห้าก้าว ขยันล้มจนเพื่อนท้อ ถ้ารู้ตัวว่าขาแข้งอ่อนแรงก็ช่วยใส่กระโปรงที่มันสั้นกว่านี้เถอะแม่คุณ ใส่ยาวคลุมข้อเท้าแทบจะกวาดมหา’ลัยแทนป้าแม่บ้านอยู่แล้วเนี่ย”
นิชาได้โอกาสจึงบ่นยาวเป็นพรืด อิงดาวมองค้อนเพื่อนวงโต กำลังจะอ้าปากเถียงสู้แต่สายตาเหลือบไปเห็นศรุตเดินยิ้มกว้างมาแต่ไกล
“ทะเลาะอะไรกันอีกเนี่ยสองสาว อย่าบอกนะว่าอิงสะดุดล้มอีกแล้ว” ศรุตวางกระเป๋าเป้ลงบนโต๊ะม้าหินอ่อน โต๊ะประจำใต้ต้นไม้ใหญ่ของพวกเราสามคน
“เห็นมะ ขนาดรุตเพิ่งมายังรู้เลยว่าแกอะซุ่มซ่าม”
“พอแล้วยายนิ ด่าฉันเป็นลูกเลี้ยงเลยนะ” อิงดาวทำท่ายกสองมือจะหยุมหัวเพื่อน เรียกเสียงหัวเราะจากศรุตได้เป็นอย่างดี
“เออนี่ เดี๋ยวเย็นนี้ตอนเลิกเรียนเอากระเป๋าเดินทางกลับไปด้วยนะ วันก่อนอิงลืมไว้ที่รถเราน่ะ” ศรุตบอก
“แล้วไม่ไปส่งเราที่บ้านเหรอ คุณพ่ออยากเจอนะ พี่น้อยจะทำของอร่อย ๆ ให้กินด้วย นิก็ด้วยนะ วันนี้ไปกินข้าวเย็นที่บ้านอิงกัน”
อิงดาวเอ่ยชวนเพื่อนสาว นิชารีบส่ายหน้าปฏิเสธ
“วันนี้ไปไม่ได้แก ต้องพาน้องไปซื้อของก่อนเดินทางไปอังกฤษศุกร์หน้า ไว้คราวหลังนะ”
“อ๋อ” อิงดาวพยักหน้ารับรู้ น้องชายของนิชากำลังจะไปศึกษาต่อในระดับมัธยมต้นที่ประเทศอังกฤษ ช่วงนี้เลยต้องเตรียมตัวเยอะเป็นพิเศษ
“ส่วนเราก็ต้องขอบายนะ วันนี้มีนัด” ศรุตรีบออกตัวเช่นกัน คำว่ามีนัดที่เล็ดลอดออกจากปากของชายหนุ่มร่างสูงโปร่งนั้น สร้างความฉงนแก่สองสาวเพื่อนซี้
“มีนัดกับหนุ่มที่ไหนจ๊ะ?” อิงดาวและนิชาพร้อมใจกันถามด้วยแววตาซุกซน ใบหน้าสวยคนละแบบเปื้อนรอยยิ้มขี้เล่น
“เฮ้ย อะไร มีนัดกับเพื่อนสมัยเรียนมอปลาย” ศรุตกระแอมไอแก้เก้อ ใบหน้าขาวตี๋ขึ้นสีแดงระเรื่อ พยายามจะหลบสายตาหยอกเย้าของเพื่อน
แต่ไม่ทันเสียแล้ว
“ฮันแน่… หนุ่มคนนั้นแน่เลย” อิงดาวที่รู้อะไรดีชี้หน้าแซว
“หนุ่มไหน เล่ามาเดี๋ยวนี้ยัยอิง” นิชาหันไปเค้นความจริงกับเพื่อนสาวคนสนิท อิงดาวจึงเล่าทุกอย่างที่ตัวเองรู้ให้คนข้างกายฟัง
“กรี๊ด! จริงเหรอแก รักแรกของรุตมาขอคบเป็นแฟนเหรอ”
“คบเคิบอะไรนิชา เธอก็พูดไปเรื่อย ฟังอิงมากไปไม่ได้หรอกนะ รุตกับเขายังไม่ได้ตกลงปลงใจคบหากันสักหน่อย แค่… ลองคุยกันเฉย ๆ” ศรุตก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มเขินอาย แต่มีหรือที่จะพ้นสายตาของสองสาวเพื่อนซี้
“เออนี่ มีเรื่องจะเล่าให้อิงฟัง ลืมไปเลย”
ศรุตสลัดคราบความเขินอายทิ้งไป สีหน้าแววตาจริงจัง “หลังจากวันที่อิงแนะนำให้รุตรู้จักคุณกระทิงอะไรนั่นน่ะ รุตรู้สึกว่าชีวิตของรุตแปลกไป”
“กระทิง มิลเลอร์ ทายาทนักธุรกิจน้ำเมาหมื่นล้านของเอเชียน่ะเหรอ” นิชาตาโต อิงดาวพยักหน้าแทนคำตอบ ก่อนจะหันมาสนใจเพื่อนชายที่รอฟังความเห็นจากเธอ
“แปลกยังไงเหรอรุต ช่วยเล่าแบบขยายความให้เราเข้าใจได้ไหม”
หล่อนต้องการรู้รายละเอียดมากกว่านี้ จะได้ประเมินสถานการณ์ถูก
“จะพูดยังไงดีล่ะ คือว่า… หลังจากที่เจอกันวันนั้น รุตก็รู้สึกเหมือนชีวิตรุตถูกใครจ้องมองอยู่ตลอดเวลา” ศรุตเองก็หาคำเปรียบเปรยไม่ได้เช่นกัน รู้เพียงว่าความรู้สึกของเขาเปลี่ยนไป หลังจากได้พบหน้าผู้ชายคนนั้น
“หมายถึง… ถูกสะกดรอยตามน่ะเหรอ” อิงดาวตั้งข้อสันนิษฐานที่น่าจะเป็นไปได้
“อืม ประมาณนั้นแหละ” หญิงสาวหน้าหวานเม้มปากแน่น ดวงตากลมโตเลิ่กลั่ก ท่าทางเหมือนคนที่ซ่อนอะไรบางอย่างไว้ในใจ
“อิง เป็นอะไรหรือเปล่า” นิชาที่นั่งข้างกันสัมผัสได้ถึงร่างกายที่ตึงเครียดของเพื่อน หล่อนแตะฝ่ามือลงบนแขนนุ่ม
แผ่วเบา “มีอะไรไม่สบายใจบอกได้นะ”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใย อิงดาวสูดลมหายใจเข้าลึก ตัดสินใจเล่าทุกอย่างในมุมมองของตัวเองให้เพื่อนรับรู้เช่นกัน
“ไม่ใช่แค่รุตคนเดียวหรอกนะที่รู้สึกแปลกน่ะ อิงเองก็รู้สึกเหมือนถูกใครมองอยู่ตลอดเวลาเหมือนกัน รู้สึกมานานละ”
ทว่าที่ผ่านมากลับไม่เคยใส่ใจ เพราะคิดว่าอาจเป็นคนของบิดาหรือไม่ก็ของพี่ชายตัวแสบที่ส่งคนมาตามติดความเคลื่อนไหวของเธอ เนื่องด้วยเธอปฏิเสธที่จะมีผู้ติดตามข้างกาย ไม่อยากให้เพื่อนที่มหาลัยต้องแตกตื่น เกรงว่าพวกเขาจะรู้ตัวตนที่แท้จริงแล้วไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ยกเว้นนิชาและศรุตที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร สองคนนี้เป็นเพื่อนสนิทที่อิงดาวเชื่อใจมาก กล้าเล่า
ทุกอย่างให้ฟังโดยไม่คิดปิดบัง
“บอดีการ์ดของคุณป๋าแกหรือเปล่า” นิชาทักท้วง
“ไม่ใช่” อิงดาวส่ายหน้า
“งั้นก็คนของพี่แก สองคนนั้นทั้งรักทั้งหวงแกยิ่งกว่าอะไร ถ้าจะส่งคนมาตามดูก็ไม่แปลก อีกอย่างมอเราก็เปิดกว้างตลอดเวลา คนนอกทั่วไปแวะเวียนมาถ่ายรูปประจำ”
มหาวิทยาลัยของอิงดาวเป็นสถานศึกษาชั้นนำระดับ ประเทศ มีชื่อเสียงเก่าแก่โด่งดังมาเกือบร้อยปี อุดมไปด้วยคนเก่งหัวกะทิมาอยู่รวมกัน อีกทั้งยังมีประวัติศาสตร์มากมายเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยที่เล่าขานกันมารุ่นต่อรุ่น ประกอบกับพื้นที่ภายในมอกว้างขวางสวยงาม ตึกรามอาคารได้ฝีมือสถาปนิกเก่งกาจระดับโลกมาออกแบบให้ เก๋แปลกตามากกว่ามหาวิทยาลัยอื่น
จึงไม่แปลกหากได้รับความสนใจเป็นพิเศษ
“นั่นสิ ฉันถึงรู้สึกว่ามีใครมองฉันอยู่ตลอดเวลา เพราะที่เดินเตร็ดเตร่กันอยู่ตอนนี้บางทีอาจไม่ใช่นักศึกษาทั่วไปก็ได้นะ” พูดแล้วก็ยิ่งระแวง พลอยทำให้ศรุตที่ไม่สบายใจเรื่องนี้เป็นทุนเดิมระวังหนักไปด้วยเช่นกัน
“ที่พูดมาเนี่ย สงสัยครอบครัวตัวเองหรือคุณกระทิง”
“เคสรุตตัดครอบครัวยายอิงออกไปได้เลย เพราะฉันไม่เห็นความจำเป็นอะไรที่ฝ่ายนั้นจะต้องส่งคนมาตามติดชีวิตแก” นิชาบอก ซึ่งศรุตก็เห็นด้วย
“เพราะแบบนี้ไงเราถึงได้สงสัยคุณกระทิง”
“แต่คุณกระทิงก็ไม่น่าจะส่งคนไปตามรุตนะ เขาจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไรกันล่ะ”
อิงดาวยังไม่ปักใจเชื่อเต็มร้อยว่าเป็นฝีมือของชายหนุ่ม
“อิงไม่รู้อะไร วันนั้นตอนที่อิงขึ้นรถไปกับเขา คุณกระทิงหันมาจ้องตารุตเขียวปั้ด น่ากลัวชะมัดยาด” นึกถึงสายตาเข้มดุของกระทิงวันนั้น ศรุตถึงกับขนหัวลุกขึ้นมาอีกครั้ง
“รุตตาฝาดหรือเปล่า คุณกระทิงเนี่ยนะจ้องหน้ารุตตาเขียว”
“ไม่ฝาดแน่นอน เขาจ้องเราแบบนั้นจริง ๆ” ศรุตยืนกรานเสียงหนักแน่น นิชาทำปากขมุบขมิบพลางครุ่นคิดและปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมด
“ผู้ชายที่จะมองผู้ชายด้วยกันตาเขียวหลังจากที่ผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นรถไปแล้ว แสดงว่าต้องมีความแค้นต่ออีกฝ่ายมากทีเดียว”
“แค้นบ้าแค้นบออะไรนิชา รุตกับเขาไม่เคยรู้จักกันมาก่อนด้วยซ้ำ เจอกันครั้งแรกก็วันที่อิงกลับมาจากเกาหลีนั่นแหละ”
“ฟังให้จบก่อนสิคะคุณเพื่อนขา ฉันกำลังจะบอกอยู่เนี่ยว่าอะไรคือเหตุผล”
นิชาลากเสียงหวานประชด ศรุตจำต้องเงียบแล้วฟังต่อ
“เป็นไปได้ไหมว่าคุณกระทิงเนี่ย จะหึงยายอิงกับรุต”
“เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!” อิงดาวรีบส่ายหน้าปฏิเสธ “ข้อสงสัยนี้ตัดทิ้งไปได้เลย ไม่มีทางเป็นไปได้” ให้ตายหล่อนก็ไม่เชื่อว่ากระทิงจะหึงหวงหล่อน
“ไม่” นิชาย้ำหนักแน่นไม่แพ้กัน ก่อนเอ่ยต่อด้วยความมั่นอกมั่นใจ “ฉันเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง ฉันมั่นใจว่าฉันคิดไม่ผิด คุณกระทิงแอบชอบแก แล้วหึงแกกับศรุต”
!!!
หัวใจดวงน้อยเต้นรัว ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มแน่นเป็นเส้นตรง
“มีความเป็นไปได้นะอิง เพราะรุตเองก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน”
ศรุตคล้อยตามข้อสันนิษฐานของนิชา
“แต่ว่า…” อิงดาวอยากจะเถียง แต่ความรู้สึกส่วนลึกของหัวใจก็ชักชวนให้เธอหลงเพริดไปตามทฤษฎีที่ว่านั้น
“เอางี้ไหมล่ะ ถ้าแกไม่แน่ใจ ไม่เชื่อ เรามาลองพิสูจน์กัน” นิชายิ้มเจ้าเล่ห์ แววตาส่องประกายราวกับเจอเรื่องสนุกให้ลองเล่น
“พิสูจน์อะไร?” อิงดาวเห็นรอยยิ้มทะเล้นของเพื่อนพลันรู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ ขึ้นมาชอบกล ด้วยรู้นิสัยของนิชาดีว่าเป็นคนเช่นไร
เพื่อนตัวแสบของเธอต้องวางแผนอะไรไม่เข้าท่าอยู่แน่ ๆ
“ก็พิสูจน์ว่าคุณกระทิงเขาชอบแกหรือเปล่า”
“…”
“แต่ฉันเดิมพันว่าชอบ” งานนี้นิชาทุ่มสุดตัว
อิงดาวยังมีความลังเลอยู่ไม่น้อย
“แล้วแกล่ะอิง กล้าพิสูจน์หรือเปล่า!”