๔ ปีต่อมา...
(ดรีมทอล์ก) :
สี่ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก! ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาภายในห้องนอนสีขาวของโรงแรมหรูแห่งหนึ่งใจกลางมหานครพร้อมขยับตัวยกเรียวแขนสองข้างขึ้นมายืดเส้นยืดสายเพื่อไล่ความขี้เกียจออกจากร่างกายเตรียมพร้อมสำหรับวันใหม่ที่สดใสกว่าเดิม
"อื้อ~"
ตลอดสี่ปีที่ผ่านมาฉันเริ่มชินกับชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบายมากจนเคยตัวในเมืองใหญ่ที่ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง
ทว่าตอนนี้ฉันกลับมาแล้ว และ คงจะใช้ชีวิตแบบนั้นต่อไปอีกไม่ได้ เพราะว่าตอนนี้ฉันกำลังเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัว พร้อมก้าวไปข้างหน้า เพื่อสร้างอนาคตใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิมกับธุรกิจในฝัน
เพอร์เฟ็กต์ดรีม บริษัทที่รับหน้าที่คอยจัดหาคู่ให้กับผู้ที่อยากมีคนรัก รวมไปถึงคนที่อยากรักแต่ไม่อยากจีบ บริษัทของฉันก็จะช่วยอำนวยความสะดวกให้สมหวังในความรักที่สั่งได้
ฟังแล้วน่าสนุกใช่ไหมล่ะ แต่มันกลับไม่ง่ายเลย โชคดีที่ฉันยังมีผู้ช่วย เธอคือต้นหลิว เพื่อนร่วมรุ่นสมัยที่ฉันเรียนอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย
ยังจำได้กันอยู่ใช่ไหม ตอนที่ฉันเห็นใบสมัครซึ่งถูกส่งมาทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ครั้งแรก ฉันไม่ลังเลใจเลยที่จะรับเธอเข้าทำงาน นี่เป็นครั้งแรกที่เราจะได้ร่วมงานกัน และ เป็นครั้งแรกที่เราได้กลับมาเจอกันอีกครั้งในรอบสี่ปีเต็ม
ตื่นเต้นชะมัด! แถมออฟฟิศใหม่ยังใกล้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้วด้วย...เย้! ไม่มีอะไรที่ตื่นเต้น และ เร้าใจมากไปกว่าโปรเจ็กต์นี้อีกแล้ว
"เย้ย!”
ฉันสะดุ้งเฮือกด้วยความตกอกตกใจดีดกายลุกขึ้นนั่งพร้อมทั้งดึงรั้งผ้าห่มผืนหนาเข้ามาคลุมตัวไว้อย่างระแวดระวัง เมื่อได้เห็นสองหนุ่มหล่อร่างกำยำสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้มกำลังยืนส่งยิ้มหวานอยู่ที่หน้าประตูภายในห้องนอนของฉัน
“พวกนายเข้ามาในนี้ได้ไง”
ฉันจ้องหน้าเขม็งไปที่ร่างสูงของอนาคิน และ ทัพศึกสองหนุ่มหล่อที่รับหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดให้ฉันมาเกือบสี่ปีแล้ว
“คุณหนูไม่ได้ปิดประตู พวกเราสองคนก็เลยพากันเดินเข้ามา”
ทัพศึกเป็นเจ้าของคำพูด ก่อนที่ฉันจะเหลือบมองไปยังประตูบานนั้น
จำได้ว่าเมื่อคืนหลังจากที่เครื่องบินแลนดิงสู่สนามบินเมืองไทย ฉันก็เดินทางมาพักยังโรงแรมหรูแห่งนี้ หลังจากนั้นก็ดูเหมือนว่าจะนอนสลบไสลไปเป็นตายมารู้ตัวอีกทีก็เพิ่งจะตอนนี้เอง
“เอ่อแล้ว...”
ฉันยังไม่ทันจะได้อ้าปากถามเป็นเรื่องเป็นราว อนาคินก็ชิงตอบฉันมาก่อนอย่างคนรู้หน้าที่ของตัวเองดี เขาเป็นแบบนี้เสมอเลย
“ผมเป็นคนไปส่งให้ตั้งแต่เช้าแล้วครับ คุณหนูไม่ต้องเป็นห่วง”
“อื้อ...ขอบใจมากนะอคิน ว่าแต่...นี่กี่โมงแล้ว”
“เกือบบ่ายโมงแล้วครับ คุณหนูมีนัดคุยงานที่ออฟฟิศใหม่ด้วยไม่ใช่เหรอ ถ้าไปสายอาจถูกตำหนิเอาได้นะครับ”
อนาคินบอก และ ยังไม่ลืมที่จะกล่าวเตือนฉัน ทั้งสองคนมีอายุมากกว่าฉันคนละเกือบสองปี แม้ว่าพวกเขาจะดูคล้ายว่าเป็นพี่ชายของฉัน แต่เราก็ดูจะเหมือนเป็นเพื่อนกันซะมากกว่า
“จริงสิ...ฉันมีนัดคุยงานตอนบ่ายสอง แล้วทำไมเพิ่งจะมาปลุกฉันล่ะเนี่ย บ้าจริง!” ฉันบ่นอิดออดทั้งที่เป็นคนที่ตื่นสายซะเอง แต่ก็ดันบ่นสองคนนี้ได้เหมือนทุกครั้งไม่เคยเปลี่ยนเลย
เรียกได้ว่าทุกครั้งที่ฉันบ่น สองคนนี้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหงุดหงิด หรือ ไม่พอใจ กลับพากันเอาแต่อมยิ้ม แถมยังเห็นเป็นเรื่องตลก เพราะฉันมักจะจู้จี้ขี้บ่นแบบนี้อยู่แล้ว มันเป็นผลพวงมาจาก...ช่างเถอะ! เรื่องมันแล้วไปแล้ว
“อ๊ะ! พวกนายทำอะไร”
ฉันเอ่ยถาม หลังจากที่เหวี่ยงขาลงจากเตียงเท้ายังไม่ทันถึงพื้นรองเท้าแตะพื้นนุ่มก็ถูกสวมเข้ามาที่เท้าของฉันโดยทัพศึก ก่อนที่อนาคินจะสวมเสื้อคลุมอาบน้ำให้พร้อมกับทำท่าว่าจะถอดเข้ามาเสื้อผ้าให้กับฉันด้วย แต่ว่ามันจะไม่เกินไปหน่อยเหรอ ฉันไม่ได้เป็นง่อยนะ!
“ก็ช่วยคุณหนูอาบน้ำแต่งตัวไงครับ”
“เอ้ยไม่ต้อง ไม่ต้อง! นี่เมืองไทยนะจะทำเหมือนอยู่เมืองนอกไม่ได้ ปล่อยเลย...ฉันจัดการตัวกับฉันเองได้”
ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่กับการที่พวกเขามักจะคิดว่าฉันเป็นเด็ก ตั้งท่าจะมาจับฉันอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่เรื่อย
แต่ฉันก็ไม่เคยยอมให้พวกเขาทำสำเร็จ เพราะฉันไม่มีทางให้ผู้ชายคนไหนมาเห็นร่างกายของฉันอีกเป็นครั้งที่สอง เข็ดแล้ว! กับอะไรแบบนั้น ฉันจะไม่มีทางปล่อยให้เรื่องมันเกิดขึ้นอีกเด็ดขาด ฉันขอปฏิญาณตนกับตัวเองเอาไว้เลย
“ถ้างั้นผมให้ไลร่าเตรียมอาหารกลางวันไว้รอคุณหนูเลยนะครับ”
อนาคินหันมาบอกกับฉันก่อนที่เขาทั้งสองจะเดินออกจากห้องไปพร้อมกับปิดประตูให้เสร็จสรรพ
เวลาต่อมา
อนาคิน และ ทัพศึกขับรถพาฉันมายังออฟฟิศใหม่ที่เพิ่งจะสร้างเสร็จเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาจะเหลือแต่ตกแต่งภายในอีกแค่นิดหน่อยเท่านั้นก็จะแล้วเสร็จ
ฉันนั่งจิบกาแฟช่วงบ่ายรอใครบางคนตามที่นัดไว้อยู่ที่สวนไม้ดอกที่ถูกเนรนิตขึ้นโดยทีมสถาปนิกที่คุณปู่คุณย่าแนะนำและจ้างให้เขามาตกแต่งภายนอกก่อน ส่วนภายในท่านทั้งสองให้ฉันเป็นคนเลือกแบบและสไตล์การตกแต่งตามที่ฉันชื่นชอบเอง
“พี่ดรีม!”
“เดียร์!”
เดียร์เข้ามาฉุดเรียวแขนอย่างแรงทันทีที่ฉันยืนขึ้นจนเซเกือบจะล้ม คงด้วยความตื่นเต้นดีใจของเดียร์ที่ได้เจอฉัน แต่การกระทำของเธอทำให้บอดี้การ์ดสองคนของฉันต้องรีบเข้ามาประคองร่างไว้ไม่ให้ล้มพร้อมกับรั้งตัวของเดียร์แล้วกันให้เธอออกห่างจากตัวของฉัน
“ไม่เป็นไร! นี่น้องสาวของฉันเอง”
ฉันหันไปบอกกับอนาคิน และ ทัพศึก ก่อนที่เขาทั้งคู่จะปล่อยร่างของเดียร์ให้เป็นอิสระ
“นี่คนของพี่เหรอ หล่อดีนี่! แต่น่าเสียดายนะ เป็นแค่ลูกจ้าง!”
เดียร์ปรายตามองคนของฉันอย่างดูแคลนพร้อมทั้งเบ้ปากใส่เขาสองคนอย่างนึกดูถูก
“ระวังคำพูดหน่อย เธอจะพูดจะจาอะไรหัดมีสัมมาคาราวะกับคนอื่นเขาบ้าง ไปไหนมาไหนจะได้มีคนรักใคร่เอ็นดู”
“ทำไม! พอรวยเป็นคุณหนูเข้าหน่อย ต้องทำถือยศถืออย่างด้วยรึไงกัน”
“พี่กำลังเตือนเธอด้วยความหวังดีนะ กับพี่...เธอจะพูดยังไงก็ได้ แต่อย่ามาทำตัวก้าวร้าวใส่คนของพี่”
“ทำไม! คิดจะเอามาทำผัวเหรอ ถึงแตะต้องไม่ได้”
“นี่! อย่าคิดว่าจะพูดอะไรที่นี่ก็ได้นะ พี่ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว และจะไม่ยอมให้ใครมาพูดจาดูหมิ่นเหยียดหยามพี่ได้อีกรวมถึงเธอด้วย”
ฉันบอกออกไปอย่างจริงจัง ทำให้เดียร์ที่เคยข่มฉันอย่างที่ผ่านมามีท่าทีที่อ่อนลง เพราะคิดว่าคราวนี้ฉันคงจะเอาจริงต่างจากที่แล้วมา
“แล้วมีอะไร เห็นแม่บอกว่าพี่ต้องการพบฉัน ได้ข่าวว่าเพิ่งบินกลับจากฮ่องกงมาเมื่อคืนนี้สด ๆ ร้อน ๆ เลยด้วยไม่ใช่เหรอ”
“ใช่ พี่เปิดบริษัทใหม่ เห็นว่าเธอยังไม่มีงานทำ เลยอยากชวนให้มาทำงานด้วยกัน”
“ไอ้บริษัทจัดหาคู่กระจอก ๆ แบบนั้นอ่ะเหรอ” เดียร์ทำท่ายี้ใส่
“บริษัทอะไรก็ไม่มีคำว่ากระจอกหรอก ถ้าเราตั้งใจทำมัน” ฉันบอกออกไป
“ตำแหน่งอะไร ถ้าตำแหน่งธรรมดาทั่วไปได้ค่าแรงไม่เท่าไหร่ ฉันไม่ทำหรอกนะ” เดียร์รีบบอกปัดฉัน เพราะคงกลัวว่าจะได้ค่าแรงน้อย แต่ฉันคงไม่ทำแบบนั้นแน่
“เธอเป็นคนสวยพี่อยากให้เธอมาช่วยเรื่องประชาสัมพันธ์นิด ๆ หน่อย ๆ แล้วก็จะให้เธอกลับไปเรียนต่อ”
“อะไรนะ! ประชาสัมพันธ์เหรอ ตำแหน่งงี่เง่าแบบนั้นใครอยากทำกัน” เดียร์ถึงกับส่ายหน้า ด้วยท่าทางที่ไม่พอใจเป็นอย่างมาก
“แล้วเธออยากทำงานในตำแหน่งอะไร อย่าลืมนะ! ว่าเธอเรียนไม่จบ ประสบการณ์การทำงานอะไรก็ยังไม่เคยมีเลย” ฉันบอกออกไป
ทั้งที่ไม่อยากพูดจาเหมือนดูถูกน้องต่อหน้าบอดี้การ์ดทั้งสองคนที่เรียนจบปริญญาโทมาด้วยกันทั้งคู่ แถมมีดีกรีเกียรตินิยมอันดับสอง และ อันดับหนึ่งติดไม้ติดมือมาด้วยกันทั้งสองคน
“ไม่! ถ้าจะให้ฉันทำงานที่นี่ พี่ต้องให้ฉันเป็นผู้ช่วย”
“ไม่ได้ ตำแหน่งนั้นเป็นของต้นหลิว” ฉันบอกออกไป
“งี่เง่า! ถ้างั้นฉันก็ไม่ทำ...มีอะไรอีกไหม ถ้างั้นฉันขอตัว!”
“เดี๋ยวสิเดียร์...เดี๋ยว!”
ฉันยังพูดไม่ทันจบ ว่าถ้าต่อไปเธอเรียนจบ ฉันจะให้เธอมาเป็นผู้ช่วยฉัน เดียร์ก็สะบัดก้นเดินหนีไปแล้ว แต่มันก็ยังจะคงอีกนานที่ฉันจะมอบหมายงานตำแหน่งนั้นให้เดียร์ เพราะถ้าเธอยังเป็นแบบนี้อยู่ เราอาจจะร่วมงานกันไม่ได้
“คุณดรีมคะ”
ฉันพยายามที่จะตามเดียร์ ทว่าในตอนนั้นต้นหลิวผู้ช่วยของฉันเดินตรงมาหาฉันซะก่อน ทำให้ต้องฉันหยุดที่จะตาม และ รั้งเดียร์เอาไว้
“ว่าไงต้นหลิว”
ฉันถาม ก่อนที่ต้นหลิวจะบอกคิวงานกับฉัน
“ตัวแทนสถาปนิกของบริษัทตกแต่งภายในที่นัดไว้มาถึงแล้วค่ะ”
“ให้เข้าไปรอที่ห้องทำงานฉันได้เลย เดี๋ยวฉันตามไป”
ฉันบอก ก่อนที่ต้นหลิวจะรับคำแล้วเดินกลับไป
“ขอโทษด้วยนะ ที่น้องสาวของฉัน พูดจาก้าวร้าวใส่นายสองคน”
ฉันหันกลับมาสบตากับบอดี้การ์ดหนุ่มหล่อ ก่อนที่ทั้งคู่จะยิ้ม และ พยักหน้าน้อย ๆ ให้กับฉันอย่างเข้าใจ และ ถึงฉันไม่พูดอะไรพวกเขาก็พร้อมที่จะเข้าใจดีอยู่แล้ว นี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันยิ่งเกรงใจ จนต้องออกโรงปกป้องพวกเขาทั้งคู่
“ไม่เป็นไรเลยครับ คุณหนู” อนาคินเป็นตัวแทนพูดความรู้สึกนั้น
ฉันโชคดีมากที่ฉันได้กลับไปอยู่กับคุณปู่และคุณย่า ท่านทั้งสองสอนให้ฉันเป็นคนเข้มแข็ง และ ไม่ว่าฉันจะผ่านอะไรมา ฉันไม่เคยคิดที่จะกลับไปนึกเสียใจเลยเมื่อฉันมีท่านทั้งสองคนคอยอยู่เคียงข้าง ในวันที่ฉันล้มลง
แถมฉันยังได้บอดี้การ์ดดี ๆ เพิ่มมาด้วยอีกสองคน บอดี้การ์ดที่เป็นทั้งเพื่อน และ พี่ชายให้กับฉันในเวลาเดียวกัน