1 | การกลับมา​

1914 Words
๔ ปีต่อมา... (ดรีมทอล์ก)​ : สี่ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก!​ ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาภายในห้องนอนสีขาวของโรงแรมหรูแห่งหนึ่งใจกลางมหานครพร้อมขยับตัวยกเรียวแขนสองข้างขึ้นมายืดเส้นยืดสายเพื่อไล่ความขี้เกียจออกจากร่างกาย​เตรียมพร้อมสำหรับวันใหม่ที่สดใสกว่าเดิม "อื้อ~" ตลอดสี่ปีที่ผ่านมาฉันเริ่มชินกับชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบายมากจนเคยตัวในเมืองใหญ่ที่ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง ทว่าตอนนี้ฉันกลับมาแล้ว และ​ คงจะใช้ชีวิตแบบนั้นต่อไปอีกไม่ได้ เพราะว่าตอนนี้ฉันกำลังเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัว​ พร้อมก้าวไปข้างหน้า​ เพื่อสร้างอนาคตใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิมกับธุรกิจในฝัน เพอร์เฟ็กต์ดรีม​ บริษัทที่รับหน้าที่คอยจัดหาคู่ให้กับผู้ที่อยากมีคนรัก รวมไปถึงคนที่อยากรักแต่ไม่อยากจีบ บริษัทของฉันก็จะช่วยอำนวยความสะดวกให้สมหวังในความรักที่สั่งได้ ฟังแล้วน่าสนุกใช่ไหมล่ะ แต่มันกลับไม่ง่ายเลย​ โชคดีที่ฉันยังมีผู้ช่วย เธอคือต้นหลิว เพื่อนร่วมรุ่นสมัยที่ฉันเรียนอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย​ ยังจำได้กันอยู่ใช่ไหม​ ตอนที่ฉันเห็นใบสมัครซึ่งถูกส่งมาทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ครั้งแรก​ ฉันไม่ลังเลใจเลยที่จะรับเธอเข้าทำงาน นี่เป็นครั้งแรกที่เราจะได้ร่วมงาน​กัน และ​ เป็นครั้งแรกที่เราได้กลับมาเจอกันอีกครั้งในรอบสี่ปีเต็ม ตื่นเต้นชะมัด! แถมออฟฟิศใหม่ยังใกล้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้วด้วย...เย้!​ ไม่มีอะไรที่ตื่นเต้น​ และ​ เร้าใจมากไปกว่าโปรเจ็กต์นี้อีกแล้ว "เย้ย!” ฉันสะดุ้งเฮือกด้วยความตกอกตกใจดีดกายลุกขึ้นนั่งพร้อมทั้งดึงรั้งผ้าห่มผืนหนาเข้ามาคลุมตัวไว้อย่างระแวดระวัง​ เมื่อได้เห็นสองหนุ่มหล่อร่างกำยำสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้มกำลังยืนส่งยิ้มหวานอยู่ที่หน้าประตูภายในห้องนอนของฉัน “พวกนายเข้ามาในนี้ได้ไง” ฉันจ้องหน้าเขม็งไปที่ร่างสูงของอนาคิน และ ทัพศึกสองหนุ่มหล่อที่รับหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดให้ฉันมาเกือบสี่ปีแล้ว “คุณหนูไม่ได้ปิดประตู พวกเราสองคนก็เลยพากันเดินเข้ามา” ทัพศึกเป็นเจ้าของคำพูด ก่อนที่ฉันจะเหลือบมองไปยังประตูบานนั้น จำได้ว่าเมื่อคืนหลังจากที่เครื่องบินแลนดิงสู่สนามบินเมืองไทย ฉันก็เดินทางมาพักยังโรงแรมหรูแห่งนี้​ หลังจากนั้นก็ดูเหมือนว่าจะนอนสลบไสลไปเป็นตาย​มารู้ตัวอีกทีก็เพิ่งจะตอนนี้เอง “เอ่อแล้ว...” ฉันยังไม่ทันจะได้อ้าปากถามเป็นเรื่องเป็นราว อนาคินก็ชิงตอบฉันมาก่อนอย่างคนรู้หน้าที่ของตัวเองดี​ เขาเป็นแบบนี้เสมอเลย “ผมเป็นคนไปส่งให้ตั้งแต่เช้าแล้วครับ คุณหนูไม่ต้องเป็นห่วง” “อื้อ...ขอบใจมากนะอคิน​ ว่าแต่...นี่กี่โมงแล้ว” “เกือบบ่ายโมงแล้วครับ คุณหนูมีนัดคุยงานที่ออฟฟิศใหม่ด้วยไม่ใช่เหรอ ถ้าไปสายอาจถูกตำหนิเอาได้นะครับ” อนาคินบอก​ และ​ ยังไม่ลืมที่จะกล่าวเตือนฉัน ทั้งสองคนมีอายุมากกว่าฉันคนละเกือบสองปี แม้ว่าพวกเขาจะดูคล้ายว่าเป็นพี่ชายของฉัน แต่เราก็ดูจะเหมือนเป็นเพื่อนกันซะมากกว่า “จริงสิ...ฉันมีนัดคุยงานตอนบ่ายสอง แล้วทำไมเพิ่งจะมาปลุกฉันล่ะเนี่ย​ บ้าจริง!” ฉันบ่นอิดออด​ทั้งที่เป็นคนที่ตื่นสายซะเอง​ แต่ก็ดันบ่นสองคนนี้ได้เหมือนทุกครั้งไม่เคยเปลี่ยนเลย เรียกได้ว่าทุกครั้งที่ฉันบ่น​ สองคนนี้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหงุดหงิด​ หรือ​ ไม่พอใจ กลับพากันเอาแต่อมยิ้ม แถมยังเห็นเป็นเรื่องตลก เพราะฉันมักจะจู้จี้ขี้บ่นแบบนี้อยู่แล้ว มันเป็นผลพวงมาจาก...ช่างเถอะ! เรื่องมันแล้วไปแล้ว “อ๊ะ! พวกนายทำอะไร” ฉันเอ่ยถาม​ หลังจากที่เหวี่ยงขาลงจากเตียงเท้ายังไม่ทันถึงพื้นรองเท้าแตะพื้นนุ่มก็ถูกสวมเข้ามาที่เท้าของฉันโดยทัพศึก ก่อนที่อนาคินจะสวมเสื้อคลุมอาบน้ำให้พร้อมกับทำท่าว่าจะถอดเข้ามาเสื้อผ้าให้กับฉันด้วย แต่ว่ามันจะไม่เกินไปหน่อยเหรอ ฉันไม่ได้เป็นง่อยนะ! “ก็ช่วยคุณหนูอาบน้ำแต่งตัวไงครับ” “เอ้ยไม่ต้อง​ ไม่ต้อง! นี่เมืองไทยนะจะทำเหมือนอยู่เมืองนอกไม่ได้ ปล่อยเลย...ฉันจัดการตัวกับฉันเองได้” ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่กับการที่พวกเขามักจะคิดว่าฉันเป็นเด็ก​ ตั้งท่าจะมาจับฉันอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่เรื่อย แต่ฉันก็ไม่เคยยอมให้พวกเขาทำสำเร็จ เพราะฉันไม่มีทางให้ผู้ชายคนไหนมาเห็นร่างกายของฉันอีกเป็นครั้งที่สอง เข็ดแล้ว! กับอะไรแบบนั้น ฉันจะไม่มีทางปล่อยให้เรื่องมันเกิดขึ้นอีกเด็ดขาด​ ฉันขอปฏิญาณตนกับตัวเองเอาไว้เลย “ถ้างั้นผมให้ไลร่าเตรียมอาหารกลางวันไว้รอคุณหนูเลยนะครับ” อนาคินหันมาบอกกับฉันก่อนที่เขาทั้งสองจะเดินออกจากห้องไปพร้อมกับปิดประตูให้เสร็จสรรพ เวลาต่อมา อนาคิน และ​ ทัพศึกขับรถพาฉันมายังออฟฟิศใหม่ที่เพิ่งจะสร้างเสร็จเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาจะเหลือแต่ตกแต่งภายในอีกแค่นิดหน่อยเท่านั้นก็จะแล้วเสร็จ ฉันนั่งจิบกาแฟช่วงบ่ายรอใครบางคนตามที่นัดไว้อยู่ที่สวนไม้ดอกที่ถูกเนรนิตขึ้นโดยทีมสถาปนิกที่คุณปู่คุณย่าแนะนำและจ้างให้เขามาตกแต่งภายนอกก่อน​ ส่วนภายในท่านทั้งสองให้ฉันเป็นคนเลือกแบบและสไตล์​การตกแต่งตามที่ฉันชื่นชอบเอง “พี่ดรีม!” “เดียร์!” เดียร์เข้ามาฉุดเรียวแขนอย่างแรงทันทีที่ฉันยืนขึ้นจนเซเกือบจะล้ม คงด้วยความตื่นเต้นดีใจของเดียร์ที่ได้เจอฉัน แต่การกระทำของเธอทำให้บอดี้การ์ดสองคนของฉันต้องรีบเข้ามาประคองร่างไว้ไม่ให้ล้มพร้อมกับรั้งตัวของเดียร์แล้วกันให้เธอออกห่างจากตัวของฉัน “ไม่เป็นไร! นี่น้องสาวของฉันเอง” ฉันหันไปบอกกับอนาคิน และ ทัพศึก ก่อนที่เขาทั้งคู่จะปล่อยร่างของเดียร์ให้เป็นอิสระ “นี่คนของพี่เหรอ หล่อดีนี่! แต่น่าเสียดายนะ​ เป็นแค่ลูกจ้าง!” เดียร์ปรายตามองคนของฉันอย่างดูแคลนพร้อมทั้งเบ้ปากใส่เขาสองคนอย่างนึกดูถูก “ระวังคำพูดหน่อย เธอจะพูดจะจาอะไรหัดมีสัมมาคาราวะกับคนอื่นเขาบ้าง ไปไหนมาไหนจะได้มีคนรักใคร่เอ็นดู” “ทำไม! พอรวยเป็นคุณหนูเข้าหน่อย ต้องทำถือยศถืออย่างด้วยรึไงกัน” “พี่กำลังเตือนเธอด้วยความหวังดีนะ กับพี่...เธอจะพูดยังไงก็ได้ แต่อย่ามาทำตัวก้าวร้าวใส่คนของพี่” “ทำไม! คิดจะเอามาทำผัวเหรอ ถึงแตะต้องไม่ได้” “นี่! อย่าคิดว่าจะพูดอะไรที่นี่ก็ได้นะ พี่ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว และจะไม่ยอมให้ใครมาพูดจาดูหมิ่นเหยียดหยามพี่ได้อีกรวมถึงเธอด้วย” ฉันบอกออกไปอย่างจริงจัง​ ทำให้เดียร์ที่เคยข่มฉันอย่างที่ผ่านมามีท่าทีที่อ่อนลง เพราะคิดว่าคราวนี้ฉันคงจะเอาจริงต่างจากที่แล้วมา “แล้วมีอะไร เห็นแม่บอกว่าพี่ต้องการพบฉัน ได้ข่าวว่าเพิ่งบินกลับจากฮ่องกงมาเมื่อคืนนี้สด ๆ ร้อน ๆ เลยด้วยไม่ใช่เหรอ” “ใช่ พี่เปิดบริษัทใหม่ เห็นว่าเธอยังไม่มีงานทำ เลยอยากชวนให้มาทำงานด้วยกัน” “ไอ้บริษัทจัดหาคู่กระจอก ๆ แบบนั้นอ่ะเหรอ” เดียร์ทำท่ายี้ใส่ “บริษัทอะไรก็ไม่มีคำว่ากระจอกหรอก ถ้าเราตั้งใจทำมัน” ฉันบอกออกไป “ตำแหน่งอะไร ถ้าตำแหน่งธรรมดาทั่วไปได้ค่าแรงไม่เท่าไหร่​ ฉันไม่ทำหรอกนะ” เดียร์รีบบอกปัดฉัน​ เพราะคงกลัวว่าจะได้ค่าแรงน้อย​ แต่ฉันคงไม่ทำแบบนั้นแน่ “เธอเป็นคนสวยพี่อยากให้เธอมาช่วยเรื่องประชาสัมพันธ์นิด​ ๆ​ หน่อย ๆ แล้วก็จะให้เธอกลับไปเรียนต่อ” “อะไรนะ! ประชาสัมพันธ์เหรอ ตำแหน่งงี่เง่าแบบนั้นใครอยากทำกัน” เดียร์ถึงกับส่ายหน้า​ ด้วยท่าทางที่ไม่พอใจเป็นอย่างมาก “แล้วเธออยากทำงานในตำแหน่งอะไร อย่าลืมนะ! ว่าเธอเรียนไม่จบ ประสบการณ์การทำงานอะไรก็ยังไม่เคยมีเลย” ฉันบอกออกไป ทั้งที่ไม่อยากพูดจาเหมือนดูถูกน้องต่อหน้าบอดี้การ์ดทั้งสองคนที่เรียนจบปริญญาโทมาด้วยกันทั้งคู่​ แถมมีดีกรีเกียรตินิยม​อันดับสอง​ และ​ อันดับหนึ่งติดไม้ติดมือมาด้วยกันทั้งสองคน “ไม่! ถ้าจะให้ฉันทำงานที่นี่ พี่ต้องให้ฉันเป็นผู้ช่วย” “ไม่ได้ ตำแหน่งนั้นเป็นของต้นหลิว” ฉันบอกออกไป “งี่เง่า! ถ้างั้นฉันก็ไม่ทำ...มีอะไรอีกไหม ถ้างั้นฉันขอตัว!” “เดี๋ยวสิเดียร์...เดี๋ยว!” ฉันยังพูดไม่ทันจบ​ ว่าถ้าต่อไปเธอเรียนจบ ฉันจะให้เธอมาเป็นผู้ช่วยฉัน เดียร์ก็สะบัดก้นเดินหนีไป​แล้ว แต่มันก็ยังจะคงอีกนานที่ฉันจะมอบหมายงานตำแหน่งนั้นให้เดียร์ เพราะถ้าเธอยังเป็นแบบนี้อยู่ เราอาจจะร่วมงานกันไม่ได้​ “คุณดรีมคะ” ฉันพยายามที่จะตามเดียร์ ทว่าในตอนนั้นต้นหลิวผู้ช่วยของฉันเดินตรงมาหาฉันซะก่อน ทำให้ต้องฉันหยุดที่จะตาม​ และ​ รั้งเดียร์เอาไว้ “ว่าไงต้นหลิว” ฉันถาม ก่อนที่ต้นหลิวจะบอกคิวงานกับฉัน “ตัวแทนสถาปนิกของบริษัทตกแต่งภายในที่นัดไว้มาถึงแล้วค่ะ” “ให้เข้าไปรอที่ห้องทำงานฉันได้เลย เดี๋ยวฉันตามไป” ฉันบอก ก่อนที่ต้นหลิวจะรับคำแล้วเดินกลับไป “ขอโทษด้วยนะ​ ที่น้องสาวของฉัน​ พูดจาก้าวร้าวใส่นายสองคน” ฉันหันกลับมาสบตากับบอดี้การ์ดหนุ่มหล่อ ก่อนที่ทั้งคู่จะยิ้ม​ และ​ พยักหน้าน้อย ๆ ให้กับฉันอย่างเข้าใจ และ ถึงฉันไม่พูดอะไรพวกเขาก็พร้อมที่จะเข้าใจดีอยู่แล้ว​ นี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันยิ่งเกรงใจ​ จนต้องออกโรงปกป้องพวกเขาทั้งคู่ “ไม่เป็นไรเลยครับ​ คุณหนู” อนาคินเป็นตัวแทนพูดความรู้สึกนั้น ฉันโชคดีมากที่ฉันได้กลับไปอยู่กับคุณปู่และคุณย่า ท่านทั้งสองสอนให้ฉันเป็นคนเข้มแข็ง และ​ ไม่ว่าฉันจะผ่านอะไรมา ฉันไม่เคยคิดที่จะกลับไปนึกเสียใจเลย​เมื่อฉันมีท่านทั้งสองคนคอยอยู่เคียงข้าง ในวันที่ฉันล้มลง แถมฉันยังได้บอดี้การ์ดดี​ ๆ​ เพิ่มมาด้วยอีกสองคน บอดี้การ์ดที่เป็นทั้งเพื่อน และ พี่ชายให้กับฉันในเวลาเดียวกัน​
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD