วันต่อมา
(ดรีมทอล์ก) :
ฉันให้อนาคินขับรถพาฉันมาที่บ้านหลังใหม่ เพื่อพบกับวิศวกรที่จะเข้ามาทำการตรวจสอบผลงานการก่อสร้าง และ การออกแบบตกแต่งทั้งภายใน และ ภายนอกตัวอาคารของเฟิร์ส โปรเฟสชั่นนอล คอมปานี ลิมิเต็ด ที่ได้ทำไว้จนแล้วเสร็จก่อนทำการส่งมอบ
"สวัสดีค่ะ คุณคือวิศวกรของ ดีไซน์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น ไทย เอ็นจิเนียริ่ง ใช่ไหมคะ ฉันมาถึงแล้ว"
"เข้ามาได้เลยครับ ผมรอคุณอยู่ด้านใน"
ฉันต่อสายหาวิศวกรทันทีเมื่อมาถึงบ้านหลังใหม่ซึ่งตกแต่งจนแล้วเสร็จมีเฟอร์นิเจอร์ครบครันพร้อมสำหรับอยู่อาศัยเพื่อตรวจสอบหน้างานเป็นครั้งสุดท้ายก่อนการเซ็นรับมอบ
ครืด...
ฉันเลื่อนประตูเปิดเข้าไปด้านในโดยไม่ทันระวังทำให้เหยียบเข้ากับคราบน้ำสีเข้มของอะไรสักอย่างระหว่างที่ก้าวเข้าไปในตัวบ้านหรูหราโอ่อ่าราคาหลายสิบล้านจนเกือบจะล้ม
"อ๊ะ!!!" "ระวังครับ!"
หมับ!
มีใครบางคนเข้ามารับร่างของฉันไว้ไม่ให้ล้มลงไปกระแทกพื้น แถมจังหวะมันก็ช่างแสนจะคล้ายกับในบทละครโทรทัศน์เสียเหลือเกิน เล่นเอาฉันอึ้ง เพราะไม่คิดว่าจะได้เจอกับเรื่องบังเอิญอย่างนี้
"เป็นอะไรมากรึเปล่าครับ"
เขาถามฉันขณะที่ฉันยังคงก้มหน้ามองคราบน้ำบางอย่างที่เลอะเทอะเปรอะเปื้อนรองเท้าส้นสูงราคาแพงของฉันอยู่
"ไม่ค่ะ"
ฉันตอบ ทว่าน้ำเสียงทุ้มนุ่มพูดกลับมาอย่างเป็นห่วงฉัน
"แต่ว่าข้อเท้าคุณดูเหมือนว่ามันจะพลิก!"
"ข้อเท้าฉันพลิกอยู่แล้วค่ะ ตั้งแต่เมื่อวาน แต่รองเท้าฉันสิคะเปื้อนไปหมดแล้ว เพิ่งจะใส่มาวันแรกด้วยเนี่ย" ฉันบ่นอุบ!
"เปื้อนก็เช็ดออกได้ครับ ว่าแต่คุณเถอะยืนไหวรึเปล่า"
เขาถามกลับมา ระหว่างที่ฉันเอาแต่ก้มหน้าก้มตาลงมองดูรองเท้าสีทองคู่สวยเลยไม่ทันได้มองเห็นรอยยิ้มมุมปากของเขาที่ลอบยิ้มออกมาในตอนที่ฉันเอาแต่พูดถึงเรื่องรองเท้า
'ก็ราคามันตั้งหลายตังค์เลยนี่นา แถมเป็นรองเท้าคู่แรกที่ฉันกล้าซื้อมาในราคาขนาดนี้ด้วยเป็นใครก็ต้องกังวลอยู่แล้ว'
"ไหวค่ะ ฉันไหว"
ฉันตอบกลับไป แต่ก็ยังไม่เลิกเป็นห่วงรองเท้าคู่สวยคู่นี้อยู่ดี นี่ขนาดขาเจ็บนะ ฉันยังดื้อใส่มันอยู่เลย อิตานี่คงคิดว่าฉันเป็นผู้หญิงที่ห่วงสวยมากกว่าห่วงความปลอดภัยของตัวเองอยู่สินะ
แน่ล่ะ! พวกไม่เข้าใจผู้หญิง
"เมื่อตะกี้คนของผมทำกาแฟหกเลอะไว้ ผมลืมบอกไป ยังไม่ได้ให้ใครมาเช็ดเลย ขอโทษด้วยนะครับ"
"ไม่เป็นไรค่ะ เรารีบคุยเรื่องบ้านกันดีกว่า"
"ยืนไหวแน่นะครับ"
"ไหวค่ะไหว"
"ผมพิธ พิธาครับ เป็นวิศวกรตรวจสอบบ้านหลังนี้"
"ฉันพาฝันค่ะ เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้"
เขาแนะนำตัวพร้อมกับปล่อยร่างของฉันให้เป็นอิสระ ก่อนที่ฉันจะแนะนำตัวเองกลับไป ทำให้เราทั้งสองคนเงยหน้าขึ้นมาเผชิญหน้ากัน
"ดรีม..."
เขาเรียกชื่อเล่นของฉันด้วยสีหน้าที่ตื่นเต้นดีใจ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เชื่อสายตาของตัวเองเลยด้วยซ้ำว่าจะได้พบเจอกับฉันที่นี่
เราทั้งคู่สบตากัน ~
"...พิธ~"
ฉันเอ่ย ก่อนที่ฉันจะถูกคนตัวสูงกว่าจู่โจมเข้ามาหาแล้วดึงร่างของฉันเข้าไปกอดแบบดื้อ ๆ
หมับ!
"อ๊ะ!" ฉันสะดุ้ง!
(พิธทอล์ก) :
"คิดไม่ถึงเลยว่าจะได้เจอ" ผมพึมพำ
'สี่ปีแล้วสินะที่เราไม่ได้เจอกันเลย ผู้หญิงที่ผมฝากสร้อยเกียร์เส้นนั้นไว้กับเธอ'
"ฉันคิดถึงเธอนะดรีม คิดถึงแล้วก็โหยหา...ฉันอยากกอดเธอมานานแล้ว ขอกอดไว้แบบนี้เลยได้ไหม กลัวว่าถ้าปล่อยเธอไปความรู้สึกอบอุ่นแบบนี้ มันจะกลายเป็นแค่เพียงภาพความฝัน ฉันฝันถึงเธอมาตลอดสี่ปีเต็ม ฝันถึงเธอแทบทุกวัน อย่าหายไปอีกได้ไหม~"
ผมพร่ำบอก ทว่าเธอกลับนิ่งยอมให้ผมกอดร่างนุ่ม ๆ ของเธอเอาไว้แบบนั้นอยู่นานสองนาน แต่ผมกลับรู้สึกว่าเวลามันไม่ได้ผ่านไปเลยแม้แต่วินาทีเดียว
การได้พบเธอในวันนี้ มันทำให้หัวใจที่แห้งเหี่ยวของผมกลับสดชื่นขึ้นมาอีกครั้ง ผมรอเวลานี้มานานแล้ว
"ปล่อยเถอะพิธ...ทำแบบนี้มันไม่เหมาะสมเลยนะ มันไม่ถูกต้องเลยที่นายจะกอดฉันไว้แบบนี้ ปล่อยได้แล้ว"
เธอบอก ก่อนจะเป็นฝ่ายผละออกจากผม
"แค่กอดให้หายคิดเองนะ ไม่ได้เชียวเหรอ" ผมถามดรีม
"มันไม่เหมือนเดิมแล้วนะพิธ ถ้าแฟนนายมาเห็นเข้าจะทำยังไง"
"แต่ฉันยังไม่มีแฟน และ ถึงมีฉันก็ไม่พามาด้วยหรอก ฉันมาทำงานนะ"
"นี่นายยังไม่มีแฟนอีกเหรอ แต่ถึงยังไงนายก็ไม่ควรที่จะกอดฉันอยู่ดี...มันไม่ถูกต้อง"
"ไม่ถูกต้องยังไง ในเมื่อเธอเป็นฝ่ายให้ฉันรอ...ฉันรอเธอคนเดียวเลยนะดรีม"
"แต่...เรื่องมันตั้งสี่ปีมาแล้วนะ ฉันคิดว่านายควรจะลืมฉัน แล้วมีใครใหม่ได้แล้ว"
"มันทำง่ายเหมือนที่เธอพูดก็ดีสิ เธอปล่อยฉันรอ เธอควรต้องรับผิดชอบฉันด้วย"
"ฉันขอโทษนะที่หายไปเลย แถมสร้อยคอเส้นนั้นก็ยังไม่ได้คืนนายด้วย แต่ฉันยังเก็บมันไว้อยู่นะ"
"งั้นก็ช่วยเก็บมันไว้ต่อไปอีกสิ ฉันยกให้เธอแล้วนะ"
ผมขยับเข้าไปหา ทว่าดรีมกลับถอยหนี
"พิธ...นายคงไม่"
"เธอยังไม่มีใครใช่ไหมดรีม เราคบกันเถอะนะ ถ้าเธอยังไม่มีใคร"
"แต่ว่าฉัน...ไม่เหมือนเดิมแล้วนะ"
"ไม่เหมือนเดิมยังไง"
"ฉันมีลูกแล้ว และ ลูกชายของฉันเขาก็มีอายุตั้งสามสี่ขวบ นายคงยังไม่อยากมีลูกทันใช้ทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลยหรอกมั้ง"
"เธอกำลังดูถูกความรู้สึกของฉันอยู่นะดรีม"
"แต่ว่า"
"แค่เธอกับลูกสองคน ยังไงฉันก็เลี้ยงไหวอยู่แล้ว ฉันไม่สนใจหรอกนะ ว่าเด็กคนนั้นจะเป็นลูกของใคร"
"แต่ว่าฉันสนใจ เพราะว่าเขาไม่ใช่ลูกของนาย"
"....."
"ขอโทษนะพิธที่ฉันต้องพูดตรง ๆ เพราะฉันไม่คิดว่าจะมีใครรักเด็กคนอื่นที่ไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของตัวเองได้"
"ยกเว้นฉัน!"
"ฟังนะพิธ ลูกชายของฉันเขายังไม่ต้องการใครทั้งนั้น แม้กระทั่งพ่อของเขาเอง ฉันพูดแบบนี้ นายคงเข้าใจนะ ส่วนเกียร์ ฉันจะเอามาคืนให้นายทีหลัง เปิดโอกาสให้ผู้หญิงคนอื่นซะเถอะนะ"
"เธอเก็บมันไว้เถอะ ฉันไม่เปิดโอกาสให้ใครทั้งนั้นนอกจากเธอ สี่ปีที่ฉันรอ ต่อให้รออีกนานกว่านี้ ฉันก็รอได้ ขอแค่เธอยังไม่มีใคร"
ผมสบตาแล้วยิ้มให้กับเธออย่างจริงใจ ผมจ้องมองดรีมอยู่เนิ่นนานด้วยแววตาที่ลึกซึ้งกินใจ แต่ไม่รู้ว่าความรู้สึกของผมจะส่งผ่านไปถึงใจเธอบ้างรึเปล่า ขอแค่เธอยังไม่มีใคร ผมก็พร้อมที่จะรอ รอให้ดรีมเป็นฝ่ายที่จะเลือกผม
'ฉันรักเธอนะดรีม รักตั้งแต่แรกเจอเธอแล้ว ถ้าไม่ใช่เธอ ฉันก็ไม่รู้ว่าจะมีความรักไปทำไม ชาตินี้ทั้งชาติ ฉันคงรักใครไม่ได้อีกแล้ว นอกจากเธอแค่คนเดียว'
(ดรีมทอล์ก) :
"เอ่อ...ขอโทษครับ พอดีผมทำกาแฟหกเลอะไว้ เลยให้คนมาทำความสะอาดพื้น"
มีเสียงของใครบางคนดังขึ้นทางด้านหลังของฉัน ก่อนที่พิธจะเป็นฝ่ายพยักหน้าแล้วพูดบางอย่างออกมา
"แกรีบให้คนของเราเช็ดพื้นให้แห้งเลย นี่พากันทำดรีมเกือบหกล้มหัวฟาดพื้นแล้วรู้ตัวป่ะ นอกจากเราจะไม่ได้ค่าจ้าง แถมแกก็ยังจะได้กลายเป็นฆาตกรด้วยนะ ฟาโรห์!"
ฉันหันกลับไป ก่อนจะพบว่าผู้ชายคนนั้นคือคนเดียวกับฟาโรห์เมื่อสี่ปีที่แล้ว และ แน่นอนว่าหมอนี่คือเพื่อนสนิทของพิธรวมถึงเป็นน้องชายของนายเฟิร์สนั่นด้วย
"!!...พี่ดรีม?!"