เวลาต่อมา
ฉันเดินกลับเข้ามาด้านในออฟฟิศ ถึงแม้ว่าภายในจะยังไม่ได้ตกแต่งอะไร แต่ก็มีเครื่องปรับอากาศ และ โต๊ะที่พอจะนั่งทำงาน และ สามารถพูดคุยติดต่อกับลูกค้าได้
"อื้อ...นายสองคนกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองเถอะ เดี๋ยวฉันเข้าไปคุยงานก่อน สายมาเกือบสิบนาทีแล้ว ฉันไม่อยากโดนคนต่อว่า"
ฉันเดินมาหยุดที่หน้าห้อง ตรงโต๊ะทำงานของต้นหลิว ก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้กับผู้ช่วยของฉันเล็กน้อยในขณะที่พูดคุยกับบอดี้การ์ดทั้งสองคน
"จะให้ผมเข้าไปเป็นเพื่อนไหมครับ" ทัพศึกถามฉัน เพราะคงไม่อยากให้ฉันถูกใครตำหนิ แต่ถ้าฉันทำผิด แล้วจะถูกว่ากล่าวตักเตือนบ้าง มันก็ดูจะถูกต้องแล้ว
"ไม่เป็นไร นายไปขับรถให้อคินเถอะ"
"ก็ได้ครับคุณหนู" ฉันบอกกับบอดี้การ์ดทั้งสองคนพร้อมกับดันประตูแล้วก้าวเข้าไปด้านในห้องทำงานของตัวเอง
"ขอโทษด้วยนะคะ ที่ปล่อยให้ร...รอ"
ฉันอึ้งราวกับถูกสาปไปชั่วขณะ ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าโลกมันจะแคบขนาดนี้ ฉันกำลังเผชิญหน้ากับคนที่ฉันไม่เคยคาดคิดมาก่อน ว่าจะได้กลับมาเจอกับเขาอีกครั้ง
"เฟิร์ส!"
ฉันพึมพำราวกับเสียงกระซิบ...
"ดรีม!..."
เขาเรียกชื่อของฉันด้วยรอยยิ้ม มันยังดูอบอุ่นเหมือนเดิมไม่ต่างจากวันนั้น วันที่ฟ้าผ่าลงมากลางใจฉัน ตามด้วยสายฝนที่สาดกระทบลงมายังร่างกายของฉัน จนทำให้ฉันเกือบจมหายไป ท่ามกลางกระแสน้ำไหลเชี่ยว และ สายฝนเทกระหน่ำ
ฉันจ้องหน้าเขาด้วยสีหน้าที่หวั่นวิตก แม้จะพยายามปรับให้ดูเรียบเฉยแล้วก็ตาม แต่ฉันกลับทำมันได้ไม่เนียน
ผิดกับเขาที่ดูตื่นเต้น และ ดีใจมากที่ได้เห็นฉันในวินาทีแรก ซึ่งตรงกันข้ามกับฉันที่ตกใจจนแทบผงะ เมื่อได้เผชิญหน้ากับผู้ชายร้ายกาจอย่างเขา
ฉันตั้งท่าเตรียมที่จะหนีออกไปจากห้อง ทว่าคนขายาวราวกับนายแบบกลับปราดเข้ามาคว้าตัวแล้วดันแผ่นหลังบางของฉันให้พิงไปที่ผนังกำแพง ก่อนที่เขาจะใช้มืออีกข้างนึงฉวยโอกาสในตอนที่ฉันเผลอกดล็อกประตูกักร่างฉันไว้ด้วยท่อนแขนแกร่งทั้งสองข้างไม่ยอมให้ไปไหน
"อ๊ะ!!!"
"เดี๋ยวสิดรีม! จะหนีไปไหน เธอหนีฉันมาตั้งสี่ปีแล้วนะ ยังจะหนีฉันไปอีกเหรอ"
เขาถามเสียงเครียดพลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจของเราเป่ารดกัน
"ปล่อย!"
ฉันยกมือขึ้นดันไว้ที่แผงอกของเขาไม่ยอมให้เข้ามาใกล้ฉันมากเกินไปกว่านี้
"รู้ไหมว่าสี่ปีที่ผ่านมา ฉันทุกข์ทรมานแค่ไหนที่อยู่โดยไม่มีเธอ อย่าหนีฉันไปอีกเลยนะ"
"กรุณาเอามือของคุณออกไปจากตัวฉัน...เดี๋ยวนี้!"
"คุณ! เรียกฉันว่าคุณงั้นเหรอ...ทำไมมันถึงได้ฟังดูห่างเหินกันนักล่ะ"
"หึ! ก็คุณเป็นสถาปนิกของบริษัทตกแต่งภายในที่เข้ามาดูหน้างานตามที่บริษัทของฉันจ้างไปไม่ใช่รึไงคะ และ เราก็คงไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น อย่ามาเรียกฉันว่าดรีม ฉันชื่อพาฝัน"
"พาฝัน!"
เขาเรียกชื่อฉัน เหมือนไม่ค่อยจะเต็มใจ เพราะมันคงฟังดูห่างเหินเกินไปสำหรับเขาที่คิดว่าตัวเองสนิทสนมกับฉันเหมือนอย่างเมื่อสี่ปีก่อน
"ถอยออกไปนะ ไม่งั้นฉันจะเรียกคนเข้ามาลากตัวคุณแล้วโยนออกไป"
ฉันพูด และ ทำจริง เพราะตอนนี้ฉันมีบอดี้การ์ดถึงสองคน และ ฉันจะไม่ยอมให้ใครมารังแกฉันได้อีก
"เอาสิ! ถ้ามันอยากจะยุ่งกับเรื่องของผัวเมีย ก็ปล่อยให้เข้ามาเลย" เขาท้าทายฉันด้วยคำพูดที่น่ารังเกียจ
"นี่พูดบ้าอะไร ใครเป็นผัวเมียอะไรกับคุณ" ฉันร้องทักด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจ หากแต่เขากลับกระตุกยิ้มร้ายกาจด้วยแววตาเจ้าเล่ห์แล้วโน้มใบหน้าเข้ามาคลอเคลียกับเรือนแก้มใสของฉัน
"นี่ยังต้องให้บอกอีกเหรอ ว่าเมื่อสี่ปีก่อนเราดูดดื่มกันยังไง หนักหน่วงแค่ไหน จำไม่ได้เลยเหรอดรีม"
เขายิ้มกรุ้มกริ่มพลางพูดด้วยน้ำเสียงที่ยั่วยวน จนฉันอยากที่จะเงื้อมือขึ้นฟาดเข้าที่เบ้าหน้าหล่อ ๆ ของเขาที่หล่อและดูดีขึ้นมาก แต่ฉันก็อดทนอดกลั้นเอาไว้ เพราะไม่ต้องการให้เขาล่วงรู้ว่าเขายังมีอิทธิพลต่อฉัน ไม่ว่าจะด้วยคำพูด หรือ การกระทำก็ตาม
"อย่ามาเรียกฉันว่าดรีม! อคิน! ทัพศึก! พวกนายอยู่ไหน!"
ฉันตะโกนเรียกบอดี้การ์ดทั้งสองคนที่อยู่ด้านนอก แต่กลับไม่มีใครขานรับ
นี่ฉันลืมไปซะสนิทเลย ว่าเวลานี้พวกเขาสองคนหายไปไหนกัน
บ้าจริง! นี่ฉันจะทำยังไงดี กว่าที่สองคนนั้นจะกลับมา 'ฉันต้องแย่แน่'
จริงสิ...ต้นหลิว! ฉันยังมีต้นหลิวอยู่อีกคน
"ตะ...ต้นหลิว! ต้นหลิว...นี่เธออยู่ไหนต้นหลิว!"
พอนึกได้ฉันก็แหกปากตะโกนจนปากคอแทบแตก ทว่าไม่มีเสียงขานรับจากผู้ช่วยของฉันตอบกลับมาเลย ให้ตายเถอะ!
ฉันหันกลับมามองคนตรงหน้าด้วยความคับแค้นใจ เพราะไม่ว่ายังไงฉันก็เอาชนะคนแบบนี้ไม่ได้เลยสักที แถมใบหน้าของเขาตอนนี้ ก็ดูคล้ายจะมีความสุขที่ได้เห็นฉันกำลังจะเป็นผู้แพ้!
"ยังคิดว่าจะมีใครเข้ามายุ่งวุ่นวายกับเรื่องของเราสองคนอยู่อีกไหมครับ คุณหนูพาฝัน"
เขาพูดพร้อมกับยกมือขึ้นมาแตะที่คอเสื้อเดรสตัวเก่งของฉัน ก่อนที่ฉันจะปัดมือของเขาออกไป
"นี่ปล่อยนะ! อย่าเอามือสกปรกของคุณมาถูกเนื้อต้องตัวฉัน!"
"สกปรก!"
"ใช่! คุณมันน่าขยะแขยง ปล่อย... เอามือคุณออกไปเลย!"
"เรื่องอะไรผมจะปล่อย คุณหนีหน้าผมมาตั้งสี่ปี ขอให้ผมได้มองหน้าเมียตัวเองให้มันชื่นใจหน่อยไม่ได้รึไง"
เขาพูดพร้อมกับยื่นปลายจมูกโด่งเข้ามาจรดกับปลายจมูกเชิดรั้นของฉัน แต่ฉันก็หันหนีแล้วรีบปฏิเสธเขาออกไป
"ใครเมียคุณ! บอกแล้วไงว่าไม่ใช่ แค่วันไนต์สแตนด์ ไม่มีใครเขาเรียกว่าผัวเมียหรอกจำเอาไว้เลย ถอยไป...บอกให้ถอยออกไปไงล่ะ!"
ฉันผลักไสเขาให้ออกไปไกล ๆ แต่คนหน้าด้านหน้าทนก็ยังขยับกลับเข้ามาใกล้ฉันอีกอยู่ดี
"คิดงั้นจริงเหรอดรีม"
เขาถาม ก่อนที่ฉันจะตอบออกไปอย่างหนักแน่น ทำให้เขาที่เคยยิ้มร่าถึงกับหน้าถอดสี
"แน่นอน! ไปให้พ้นหน้าฉัน แล้วอย่ามายุ่งกับฉันอีก...ออกไป!"
(เฟิร์สทอล์ก) :
สี่ปีมาแล้วที่เธอหนีหน้าผมไป ตั้งแต่วันนั้น ผมก็ไม่ได้เจอหน้าของดรีมอีกเลย แม้แต่วันที่ทางมหาลัยจัดสอบ เธอก็หลบหน้าผม พยายามตีตัวออกห่าง ผมตามไปที่บ้านก็ได้พบแค่เดียร์ แต่ไม่เจอดรีม
ผมมีเรื่องหลายอย่างที่อยากจะอธิบายให้เธอเข้าใจ แต่เธอก็ไม่มาเจอผม ดรีมหาทางหลบหนีผมไปทุกทิศทุกทางเท่าที่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนึงพอจะทำได้ ผมพยายามที่จะไปหาเธอที่บ้าน ทว่าก็ถูกลูกพี่ลูกน้องของเธอกีดกัน
จนกระทั่งวันที่ผมได้เจอกับคุณน้า ซึ่งวันนั้นเป็นวันที่เธอกลับมาเก็บข้าวเก็บของออกจากบ้าน นาทีนั้นผมทำอะไรไม่ถูก เมื่อได้รู้ว่าดรีมทิ้งผมไปแล้ว ดรีมทิ้งผม! ด้วยการหนีผมไปอยู่ต่างประเทศ ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะกลับมาที่นี่อีก
ผมตกใจแทบบ้า! ที่เธอกล้าทิ้งผม ทั้งที่เธอได้ผมไปแล้ว ผมเป็นห่วงเธอมาก กลัวว่าดรีมจะใช้ชีวิตตัวคนเดียวอยู่ที่นั่นได้ยังไง แต่คุณน้าก็บอกให้ผมเข้าใจว่า ดรีมยังมีคุณปู่ และ คุณย่าของเธอ ซึ่งท่านสองคนจะอยู่ที่นั่นกับดรีมด้วย
เมื่อดรีมไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว คุณปู่กับคุณย่าของดรีมจึงตัดสินใจขายบ้านหลังนี้ทิ้ง ทำให้คุณน้า และ เดียร์ต้องหาที่อยู่ใหม่ ผมพยายามถามถึงที่อยู่ใหม่ของดรีม แต่ไม่มีใครรู้ ผมได้แต่เฝ้ารอ รอเธอมาตลอดสี่ปีเต็ม
จนกระทั่งวันนี้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุบังเอิญ พรหมลิขิต สวรรค์เป็นใจ หรือ อะไรก็ช่าง! ผมจะไม่ยอมให้ดรีมหนีผมไปไหนอีกแล้ว
หมับ!
"นี่คุณจะทำอะไร ปล่อยนะ!"
"ปล่อยก็โง่สิ"
ผมอุ้มร่างเล็กให้ไปยังโต๊ะทำงานใหญ่โล่ง ๆ ที่มีเพียงคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเพียงแค่ตัวเดียว และ ดูเหมือนมันกว้างขวางมากพอที่ผมจะสามารถใช้มันรื้อฟื้นความหลังอันดื่มด่ำ และ เร่าร้อนของเราสองคนเมื่อสี่ปีที่แล้วขึ้นมาได้ใหม่
"นี่อย่านะ...คุณจะทำบ้าอะไร!" ดรีมดีดดิ้นพลางร้องห้ามผม แต่มีหรือที่ผมจะเชื่อฟัง และ ยอมปล่อยเธอไปอย่างที่แล้วมา
ผมวางร่างนุ่มให้นอนราบลงบนโต๊ะทำงานแล้วจับเรียวขาทั้งสองข้างให้แยกออกจากกันเกี่ยวขอบกางเกงชั้นในดันไปด้านข้างสอดปลายนิ้วเรียวยาวถูไถไปมากลางรอยแยกกลีบปิดสนิทราวกลับยังไม่เคยถูกผู้ใดล่วงล้ำถึงตรงส่วนนั้นมาก่อน แม้แต่ตัวผมเอง