บทที่ 7 ยาพิษแสนหวาน
ข่าวรัชทายาทจ้าวเฉินฟงหมั้นเด็กสาวแสนสวยดั่งเทพธิดาสร้างความตื่นเต้นไปทั่วเมืองหลวง ประการแรกเป็นเพราะเขาไม่เคยมีท่าทีว่าจะมีใจปฏิพัทธ์ต่อหญิงใดมาก่อน ประการที่สองก็คือหยางกง ท่านปู่ของนางกำลังมีเรื่องขัดแย้งกับรัชทายาท
“ช่างเป็นความรักเร่าร้อนยิ่งนัก แม้จะไม่ต้องชะตากับบ้านเจ้าสาว แต่หัวใจนั้นผูกพันกับคุณหนูคนงาม”
“ได้ข่าวว่าองค์ชายถึงกับยอมเป็นฝ่ายอ่อนข้อให้ท่านหยางกงเพื่อลดความตึงเครียดเชียวนะ พระองค์ยอมเพราะไม่ต้องการให้คุณหนูหยางไม่สบายใจ”
เหล่าสตรีชั้นสูงทั้งในและนอกวังล้วนกระซิบกระซาบและพูดคุยยกย่องความงามของหยางจิวหรง ตั้งแต่มีคำตกลงหมั้นอย่างเป็นทางการจากจ้าวเฉินฟง ซือหม่าเซียงผู้เป็นมารดาก็เพียรแต่งตัวเสริมความงามให้บุตรสาวมากขึ้นไปอีก แต่เด็กสาวตื่นตระหนกเมื่อรู้ตัวว่าเป็นเป้าสนพระทัย เหมือนกับว่าเมื่อวานนี้นางยังวิ่งเล่นซนกับพวกน้องๆ ได้ แต่วันนี้การวิ่งจนชายกระโปรงปลิวถือเป็นกิริยาหยาบช้า และกิจวัตรที่เคยทำทุกๆ วันก็ต้องเปลี่ยนไปเป็นการทบทวนมารยาทอย่างเข้มข้น และสิ่งที่ต้องเรียนเพิ่มเติมก็คือประวัติศาสตร์ราชวงศ์ บิดาของนางบอกว่าให้เรียนไว้เพื่อเตรียมตัวขึ้นนั่งตำแหน่งฮองเฮาผู้ปกครองฝ่ายในนั่นเอง
“ท่านพ่อ ลูกไม่สนใจตำแหน่งฮองเฮาอะไรนั่น ลูกไม่ต้องการแต่งกับคนผู้นี้ เขาไม่ได้รักลูก เขาเกลียดลูกด้วยซ้ำไป”
หยางจิวหรงอ้อนวอนกับหยางกงมาแล้วแต่ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะกรณีเช่นนี้หากลูกหลานไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม ผู้ใหญ่ก็จะมองว่าไม่ใช่เรื่องจริงจังเพราะตีความหมายว่าเด็กสาวยังไม่อยากไปจากบิดามารดา
“ท่านพ่อได้โปรดฟังลูกก่อน ลูกขอร้องท่านพ่อ ท่านช่วยเกลี้ยกล่อมท่านปู่ขอให้ท่านยกเลิกงานแต่งนะเจ้าคะ”
“พ่อย่อมฟังเจ้าแน่นอน แต่เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชีวิตคนสกุลหยางนับร้อยชีวิต เจ้าจะนำเรื่องความรักไม่รักอะไรนั่นมาตัดสินไม่ได้”
“ท่านพ่อ...”
“เจ้าต้องคิดถึงตระกูลในฐานะลูกหลานบ้าง”
หยางจิวหรงไม่อาจโต้แย้งจึงได้แต่อึดอัดใจ นางเป็นลูกหลานแล้วเหตุใดนางถึงรู้สึกราวกับว่าตนเป็นเพียงสินค้าชิ้นหนึ่งของกระดานอำนาจ สิ่งเดียวที่ทำได้คือพยายามปลอบใจตัวเอง แม้ว่าจะมีข้อสงสัยมากมายที่ยังไม่ได้รับคำตอบ แต่นางก็พยายามทำใจให้เชื่อว่าแม้ท่านปู่จะยืนอยู่คนละฝั่งขั้วอำนาจกับจ้าวเฉินฟง ทั้งสองฝ่ายต่างขับเคี่ยวชิงความได้เปรียบมายาวนาน ต่างก็มีคนเก่งๆ ทำงานให้มากมาย นางเชื่อว่าการแต่งงานครั้งนี้จะลดระยะห่างนั้นได้ ต่อให้เขาไม่รักนางก็ช่าง แต่อย่างน้อยท่านปู่กับจ้าวเฉินฟงจะสามารถจับมือร่วมกันดูแลรักษาแคว้นจ้าว ทุกคนจะรักใคร่กลมเกลียว อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป
คงหวังว่าจะเป็นเช่นนั้น...
จนกระทั่งบิดาของนางเอ่ยบางอย่างออกมา
“เจ้าไม่ต้องห่วงหรอก คนที่เจ้าต้องแต่งด้วยคือองค์ชายจ้าวลู่ต่างหาก ท่านปู่ตกลงรับปากทางนั้นไปแล้ว”
“ไม่!” นางตื่นตระหนกเหมือนตกอยู่ในฝันร้ายที่ลึกกว่าเดิม “หากคิดจะปฏิเสธไท่จื่อ แล้วท่านพ่อรับหมั้นจากเขาทำไม แล้วเหตุใดจึงยกลูกให้องค์ชายจ้าวลู่”
“ฝ่าบาทเป็นผู้ส่งของหมั้นมา เราจะไม่รับได้รึ!”
“ลูกไม่เข้าใจ แล้วทำไมท่านปู่ถึงรับปากองค์ชายจ้าวลู่ไปเช่นนั้น หากท่านพ่อกับท่านปู่บังคับลูกอย่างไร้เหตุผล ลูกจะฆ่าตัวตาย”
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า” หยางเจี้ยนเฉิงปวดหัวเต็มที เบื่อหน่ายที่บุตรสาวช่างฟุ้งซ่านเหมือนคนปัญญาอ่อน “เลิกโวยวายเป็นเด็กๆ ได้แล้ว เรื่องนี้ผู้ใหญ่จะจัดการตกลงกันเอง เจ้าไม่ต้องเข้ามาวุ่นวาย”
“แต่นี่เป็นเรื่องสำคัญในชีวิตของลูก”
“กลับเข้าห้องไปซะ แล้วอย่าก่อเรื่องอีก ไม่อย่างนั้นข้าจะสั่งกักบริเวณเจ้า”
หยางจิวหรงเข้มแข็งพอที่จะไม่ร้องไห้ นางไม่เคยคิดเลยว่าตนกำลังกลายเป็นสินค้าชิ้นหนึ่งไปแล้วจริงๆ ซือหม่าเซียงพยายามปลอบบุตรสาวโดยชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากสกุลหยางขัดพระประสงค์ ในขณะเดียวกันก็กล่าวชมเชยความหล่อเหลาและผึ่งผายขององค์ชายจ้าวลู่ หยางจิวหรงอึดอัดใจอย่างยิ่งและหยุดเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก ซึ่งผู้ใหญ่กลับมองว่านางยินดีที่จะแต่งงานแล้ว
“จิวหรง... จิวหรง... เหม่ออีกแล้วเด็กคนนี้”
เสียงเรียกของมารดาปลุกนางให้หลุดจากภวังค์เหม่อ “จะ...เจ้าค่ะท่านแม่”
“แม่สอนอะไรไปบ้าง จำได้แล้วใช่ไหม”
“เอ่อ... เอ่อ... เมื่อถึงฤกษ์เจ้าบ่าวจะมารับตัวเจ้าสาวที่บ้าน โดยมีญาติๆ คอยต้อนรับด้วยน้ำชาและขนมอี๊[1] ถึงตอนนี้เจ้าสาวไม่ต้องทำอะไรอื่นนอกจากนั่งถือพัดแดงรอเจ้าบ่าวอยู่ในห้อง จนกว่าเขาและเถ้าแก่จะฝ่าด่านประตูเงิน ประตูทองด้วยอั่งเปาปึกใหญ่เข้ามารับตัว เอ่อ... เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวก็จะนั่งกินขนมอี๊ด้วยกัน เอ่อ... กินขนมเสร็จแล้วจึงไปคำนับลาบิดามารดาเพื่อเดินทางไปบ้านเจ้าบ่าว แล้วก็...”
“ท่องเป็นนกแก้ว ทำเหมือนไม่ใช่เรื่องของตัวเอง”
“ท่านแม่...”
“เรื่องรายละเอียดพิธี แม่รู้ว่าเจ้าท่องจำได้ แต่แม่อยากจะย้ำให้เจ้าเข้าใจว่าผู้ชายมีเมียแต่งมิได้มีเพื่อความเพลิดเพลินใจ เพราะนั่นคือสิ่งที่เมียน้อยพึงมี แม้ว่าเมียน้อยจะมีอิทธิพล แต่ฐานะทางสังคมย่อมเทียบเมียแต่งไม่ติด เพราะเมียน้อยคือนางบำเรอ จะหามาเพิ่มขึ้นหรือทิ้งไปเมื่อใดก็ได้ตามความพอใจ เจ้าไม่ต้องเกรงกลัว ต่อให้สามีของเจ้ามีหญิงใหม่สักกี่ร้อยกี่พัน เจ้าก็คืออันดับหนึ่ง”
“ลูกไม่ใช่สิ่งของที่ท่านปู่จะยกให้คนนั้นคนนี้ ลูกไม่ต้องการถูกนับว่าเป็นที่หนึ่ง ลูกเพียงต้องการเป็นหนึ่งเดียว เป็นที่รักของผู้ชายสักคนที่รักลูกเพียงคนเดียว ลูกขอมากเกินไปหรือเจ้าคะ”
“มีผู้ชายคนไหนบ้างที่ไม่คิดสรรหาเมียน้อย ดูอย่างท่านปู่กับท่านพ่อของเจ้าสิว่ามีนางบำเรอมากมายแค่ไหน เจ้าแต่งงานออกไปแล้วต้องยอมรับเรื่องเหล่านี้ อย่าได้อาละวาดด่าทอหรือแสดงกิริยาไม่พอใจสามีเด็ดขาด ที่สำคัญ... ไม่ว่าเจ้าจะได้แต่งกับใคร เจ้าย่อมต้องเป็นภรรยาแต่ง เป็นผู้ที่จะได้รับยกย่องเป็นว่าที่ฮองเฮา เจ้าจะยังไม่พอใจอะไรอีก”
“ท่านแม่...”
“มีปัญหาอะไรอีก”
“ลูก...” หยางจิวหรงมีถ้อยคำทักท้วงมากมาย แต่มันไม่มีประโยชน์อีกต่อไปแล้ว “ไม่มีอะไรแล้วเจ้าค่ะ”
[1] ขนมสาคูเม็ดใหญ่สีชมพู