บทที่ 8 แผนร้าย
เสิ่นฟงอี้เงยหน้ามองป้ายวังอี๋เซียนซึ่งแขวนอยู่เหนือประตูใหญ่ วันนี้เขาจะต้องพยายามทำให้จ้าวเฉินฟงเปลี่ยนใจให้ได้
“ข้ามาพบพี่เฉินฟง ช่วยไปแจ้งด้วยว่าเสิ่นฟงอี้มาขอเข้าเฝ้า”
เสิ่นฟงอี้ยอมเป็นฝ่ายมาที่วังอี๋เซียนของจ้าวเฉินฟง แต่เลือกใช้คำเรียกอีกฝ่ายว่า ‘พี่’ แทนที่จะเรียกไท่จื่อ นั่นเพราะเสิ่นฟงอี้ยังไม่ยอมรับจากใจนั่นเอง จ้าวเฉินฟงกำลังร่างเอกสารราชการอยู่ภายในห้องทรงงาน เมื่อมีคนมารายงานว่าเสิ่นฟงอี้มาพบ ริมฝีปากที่เหยียดเป็นเส้นตรงตลอดเวลาจึงยกยิ้มออกมา
จ้าวเฉินฟงออกมาต้อนรับญาติผู้น้องด้วยตนเอง
“ไม่นึกว่าเจ้าจะยอมโผล่หน้ามาที่วังของข้า”
“ถ้าไม่จำเป็น กระหม่อมก็ไม่คิดจะมาแม้แต่น้อย” เสิ่นฟงอี้คำนับพอเป็นพิธีแล้วเอ่ยเข้าประเด็นเรื่องหยางจิวหรงทันที แต่นึกไม่ถึงว่ายังไม่ทันพูด จ้าวเฉินฟงก็ล่วงรู้ทุกสิ่ง
“เจ้าชอบนางงั้นหรือ”
สายตาปะทะสายตา
“...” เสิ่นฟงอี้ชะงักเหมือนคนเป็นใบ้ ใช่! เขาชอบนางแต่จะมีประโยชน์ใดในเมื่อเขาไม่มีสิทธิ์อาจเอื้อมอีกต่อไปแล้ว เขาไม่มีอำนาจใดจะขัดขวาง ทำได้แค่เคาะระฆังไม้[1]เท่านั้นเอง “นางเป็นเพียงเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย สมควรแล้วหรือที่พระองค์ดึงนางเข้ามาในสงครามชิงอำนาจ”
“ข้ารู้”
“แล้วเหตุใดถึง...”
“ข้ารับปากเจ้าได้แค่ว่านางจะปลอดภัยจากองค์ชายจ้าวลู่”
เสิ่นฟงอี้ยังคงไม่พอใจเพราะไม่มีโอกาสพูดหว่านล้อมให้ไท่จื่อเปลี่ยนพระทัยเลยสักครึ่งคำ จ้าวเฉินฟงก็ปิดประตูด้วยคำไม่กี่คำ ในยามนี้คงจะมีเพียงจ้าวเฉินฟงที่สามารถปกป้องหยางจิวหรงได้ เสิ่นฟงอี้ต้องยอมรับความจริงอย่างยากลำบาก
“นางชอบเจ้าเช่นกันงั้นหรือ”
“ถ้ากระหม่อมตอบว่าใช่ นางชอบกระหม่อมล่ะ”
“หากนางกับเจ้าชอบพอกัน เจ้าก็คงเร่งให้บิดาของเจ้าส่งเถ้าแก่มาเจรจาหมั้นหมายไปนานแล้ว วันนี้เจ้าก็คงยิ้มเป็นสุข มิใช่โยนความผิดว่าข้าแย่งของรักจากเจ้า”
เสิ่นฟงอี้เถียงไม่ออก สีหน้าอึกอัก “กระหม่อมชอบนางมาตั้งแต่นางยังเด็ก ตั้งใจจะรักและถนอมนางด้วยชีวิต แต่ในเมื่อนางไม่อาจแต่งกับกระหม่อมแล้ว ท่านจะสัญญาได้หรือไม่ว่าจะรักและดูแลนางไปจนชั่วชีวิต”
“วางใจเถอะ ข้าจะดูแลนางตามสมควร”
ไม่มีคำว่า ‘รัก’ ออกมาจากปาก จ้าวเฉินฟงนั่งอยู่หลังโต๊ะเขียนหนังสือ ค่อยๆ ฝนหมึกแล้วป้ายพู่กันมาเขียนเอกสารต่อ เสิ่นฟงอี้ถือตัวว่าเป็นผู้มีความรอบรู้ จึงอวดตัวและมักข่มญาติผู้พี่ว่าตนอ่านหนังสือมากกว่า เคยสนทนากับบัณฑิตมานับไม่ถ้วน จ้าวเฉินฟงทราบเรื่องกลับไม่ถือโกรธแต่บอกว่าตนยังศึกษาน้อยเกินไป หากไม่มีเสิ่นฟงอี้คอยหมั่นตั้งประเด็นขบคิดเรื่องบ้านเมือง ตนคงจะไม่ขยันหาความรู้
“เอาล่ะ ข้าทำงานเสร็จพอดี เราไปเดินหมากในสวนแล้วพูดคุยกันดีกว่า”
จ้าวเฉินฟงร่างหนังสือทูลถวายฉบับใหม่ขึ้นมาเรียบร้อย แต่เสิ่นฟงอี้ขออ่านแล้วไม่เห็นด้วยจึงร่างให้ใหม่ ใช้เวลาเพียงพริบตา ซ้ำยังเลิศทั้งสาระและสำนวน ทุกคนต่างยอมรับว่ายอดเยี่ยม
“เขียนได้ถูกใจนัก แต่ละคำล้วนเป็นถ้อยคำที่ข้าอยากจะพูดทั้งสิ้น”
“กระหม่อมล่วงเกิน มิกล้ารับชม”
“เจ้าเองก็สอบไล่ระดับได้ตำแหน่งจอหงวนเกือบปีแล้วยังไม่ยอมเลือกกรมกอง ตัวเจ้าอยู่สบายมานานจนเนื้อต้นขาเพิ่มพูน เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ไม่ทำอะไรที่ได้ผลเป็นชิ้นเป็นอัน เมื่อไรถึงจะทำงานรับใช้แผ่นดินให้สมกับที่เกิดมาเป็นชายชาตรี”
“กระหม่อมยังมองหาเจ้านายที่คู่ควรรับใช้ไม่ได้”
“ไท่จื่อ ท่านตันหยงขอเข้าเฝ้าเพื่อปรึกษางานพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีนำความเข้ามารายงาน เสิ่นฟงอี้คิดว่าหากตนอยู่ด้วยคงจะไม่ถูกกาลเทศะดังนั้นจึงขอตัวกลับ แต่จ้าวเฉินฟงกลับสั่งให้เขาอยู่ก่อน
“งานข้าไม่ใช่ความลับอะไร เจ้าควรจะอยู่ฟัง จะได้รู้ว่าใจเจ้าสนใจงานเรื่องไหนกันแน่”
เสิ่นฟงอี้ติดตามญาติผู้พี่ไปที่ห้องหนังสือ ตันหยงกับลูกน้องก็มารอพบเพื่อคุยงานเรื่องชายแดนอยู่แล้ว บางครั้งจ้าวเฉินฟงจัดการปัญหายังขาดความรอบคอบแต่ไม่มีใครกล้าทักท้วง จะมีก็เพียงตันหยงที่กล้าแสดงความเห็นโต้แย้ง จ้าวเฉินฟงไม่เพียงไม่ถือโกรธ แต่เอ่ยชมและประกาศออกไปว่าให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหมั่นแสดงความคิดเห็น เสิ่นฟงอี้เองก็มีท่าทีกระตือรือร้นอยากจะถกเถียงบ้าง แต่ก็เกรงจะผิดมารยาทจึงเก็บงำ จ้าวเฉินฟงสังเกตอยู่แล้วจึงไม่ได้ปล่อยผ่านไป
“เจ้ามีความเห็นเรื่องนี้ว่าอย่างไร”
“เกรงว่าเรื่องนี้กระหม่อมไม่ควรออกความเห็น”
“รู้แต่ไม่พูดคือขุนนางที่ไม่ซื่อสัตย์ ไม่รู้แต่พูดคือขุนนางที่ไร้สติปัญญา”
“กระหม่อมหาใช่ขุนนาง”
“เจ้าเป็นลูกผู้ชายที่มีความสามารถ หากความคิดของเจ้าเป็นเรื่องดีต่อแผ่นดินข้าก็ยินดีรับฟัง สำนักที่ปรึกษามีไว้เพื่อรับความคิดเห็น ยิ่งคิดหลายคน ผลก็มากมายหลากหลายและได้ข้อยุติที่ดีที่สุด การงานย่อมประสบผลสำเร็จ เจ้าคิดเห็นอย่างไรก็พูดออกมาเถอะ”
[1] การทำในสิ่งที่ไม่อาจสำเร็จผลได้
ท่าทีของจ้าวเฉินฟงน้อมรับฟังความคิดเห็นของผู้น้อยและบากบั่นทำงานให้เห็น ทำให้ได้รับแรงสนับสนุนจากคนทำงาน เสิ่นฟงอี้รู้เรื่องเข้าก็นึกละอายใจ จนกระทั่งวันนี้มีโอกาสมาเข้าเฝ้ารัชทายาทในวังส่วนพระองค์ เห็นห้องหนังสืออัดแน่นไปด้วยตำราสูงจรดเพดานล้นออกมานอกห้อง เมื่อลองหยิบตำราเล่มไหนออกมา จ้าวเฉินฟงก็เอ่ยถ้อยความออกมาได้โดยไม่ผิดเพี้ยน อีกทั้งบทวิเคราะห์ฐานอำนาจการเมืองที่จ้าวเฉินฟงเขียนสรุปไว้ล้วนแม่นยำตรงประเด็น เสิ่นฟงอี้ถึงได้ตระหนักว่าตำแหน่งรัชทายาทไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เพราะจ้าวเฉินฟงพยายามฝึกฝนตัวเองอย่างหนัก เหลาตัวเองให้แหลมคมและเน้นฟังมากกว่าพูดออกไป ตัวเสิ่นฟงอี้เองต่างหากที่โง่แต่อวดฉลาด ทำเอาใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความอับอาย
“ไท่จื่อ”
เสิ่นฟงอี้ยอมเรียกเขาว่าไท่จื่อแล้ว
“ที่ผ่านมากระหม่อมขอขมาต่อท่าน กระหม่อมถือตัวว่าเหนือกว่าใคร อุตส่าห์ได้แต่ร่ำเรียนแต่ไม่รู้จักแยกแยะ มองไม่ทะลุเหตุการณ์ ลงมือฆ่าไก่เอาไข่ทำลายหม้อข้าวของตนเอง ต่อไปนี้ขอให้กระหม่อมได้ทำงานรับใช้ด้วยเถิด”
ในที่สุดเสิ่นฟงอี้ละทิ้งอคติต่อจ้าวเฉินฟงจนหมดสิ้นและขอเข้ามาช่วยงาน จ้าวเฉินฟงจึงให้เขาทำหน้าที่ยกร่างเอกสารสำคัญของราชการ ความใจกว้างของจ้าวเฉินฟงทำให้เขายิ่งตื้นตันใจ ยินดีทำงานถวายชีวิต ลุยน้ำเดือด ลุยกองไฟที่ไหน เสิ่นฟงอี้ยินดีเสนอตัวเป็นคนแรกก่อนเสมอ
ตันหยงสบตานายเหนือหัวของตน ก่อนจะประสานมือแสดงความนับถือโดยไม่พูดอะไร
“ไท่จื่อ” ขันทีคนสนิทนำม้วนข้อความเล็กๆ มาส่ง ร่างสูงใหญ่แกะอ่านทันทีเพราะเป็นข้อความจากหน่วยลับที่เขาส่งไปจับตาดูจวนสกุลหยาง ดวงตาคมกริบกวาดตาอ่านรายงานก่อนจะถอนใจเฮือกใหญ่
“มีเรื่องใดเกิดขึ้นหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่มีอะไรหรอก ไม่ต้องสนใจ” เขาเผาม้วนกระดาษนั้นทิ้งไป ถ้าหยางจิวหรงเอาตัวรอดเองไม่ได้ นางก็ไม่มีค่าให้เขาสนใจ
----------------
เช้าตรู่วันต่อมา
อู๋ซวงกำลังกระสับกระส่ายอยู่ในวิหารวัด ยิ่งพนมมือสวดมนต์อยู่ต่อหน้าพระพุทธรูป จิตใจกลับยิ่งพะว้าพะวัง แค่เงานกบินผ่านหน้าต่าง นางก็ผวาใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แผนการที่เจียวเจียวคิดไว้ก็คือล่อหยางจิวหรงให้มาที่นี่ จากนั้นก็กักตัวไว้แล้วส่งชายฉกรรจ์สักสองสามคนมาทำลายความบริสุทธิ์ของนาง เท่านี้ตัวเสี้ยนหนามก็จะกระเด็นหายไปอย่างรวดเร็วแล้ว
“พี่อู๋ซวง ข้ามาแล้ว เดี๋ยวสวดมนต์เสร็จแล้วเราไปเดินเล่นที่ตลาดกันนะเจ้าคะ” หยางจิวหรงมาตามที่นัดไว้จริงๆ และวิ่งเข้ามากอดพี่สาวอย่างดีใจ ในมือมีตะกร้าขนมมาฝากด้วย อู๋ซวงไม่กล้าสู้หน้าจึงพยายามหลีกเลี่ยง ถามคำตอบคำ
“พี่อู๋ซวงไม่สบายรึเปล่า หน้าตาดูซีดเซียวเหลือเกิน”
“ข้าไม่เป็นอะไร” อู๋ซวงปัดมือของหยางจิวหรงออกไปแล้วฝืนยิ้ม “ข้าคงจะรู้สึกเวียนหัว จะขอออกไปสูดอากาศข้างนอกสักพัก เจ้าอยู่ที่นี่อย่าเพิ่งไปไหนนะ เดี๋ยวข้ากลับมา”
“ได้ ข้าจะรอที่นี่นะ”
อู๋ซวงรีบให้สาวใช้ประคองออกไปด้วยสีหน้าสับสน นางกับหยางจิวหรงเติบโตมาด้วยกัน ร่ำเรียนเขียนอ่านและบรรเลงพิณพร้อมกัน แม้แต่ชุดที่นางใส่ อู๋ซวงก็เป็นคนช่วยเลือกลายผ้าให้ นางเป็นน้องสาวที่น่ารักและไม่เคยมีพิษมีภัยต่อใคร แต่ชีวิตหยางจิวหรงทั้งชีวิตกำลังถูกทำลายเพราะความเห็นแก่ตัว อู๋ซวงจึงยกชายเสื้อขึ้นปิดบังน้ำตาพลางพึมพำขอโทษ