ในขณะเดียวกัน เจียวเจียวพร้อมคนงานชายในบ้านกำลังนัดแนะกันอยู่ไม่ไกลจากวิหาร นางโยนเงินให้ก้อนโตพลางกำชับว่าต้องจัดการให้สำเร็จ
“นางมีสาวใช้ติดตามมาแค่สองคน หลังจากพวกเจ้าเข้าไปแล้วสักครึ่งชั่วยาม ข้าก็จะตามเข้าไป ทำทีว่าเพิ่งมาแล้วเห็นเหตุการณ์ พวกเจ้าจงรีบวิ่งหนีไปให้ไกล อย่าให้ถูกจับได้เด็ดขาดแล้วข้าจะให้เงินก้อนโตกว่านี้อีกสามเท่า อยากลืมทำลายโฉมของมันด้วย”
“ขอรับ” พวกคนงานปลอมตัวเป็นกุลีแบกหาม แต่งกายหยาบปอน พกเชือกและมีดพร้อมลงมือ “รับรองขอรับคุณหนู วันนี้มีวาสนาได้กินเนื้อหงส์ฟ้า พวกข้าน้อยย่อมบรรจงกิน”
“ดีมาก งั้นก็เข้าไปเลย”
“ยอดเยี่ยมมาก” เสียงปรบมือดังขึ้นจากด้านหลัง เจียวเจียวจึงหันขวับไปอย่างหงุดหงิด เมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใด นางกับคนงานทั้งสามก็เข่าอ่อนทรุดตัวลงคำนับ
“องค์ชาย... องค์ชายฟังหม่อมฉันอธิบายก่อน เรื่องนี้เป็นเพราะ...”
“หุบปาก” จ้าวลู่ยืนประสานมือไพล่หลัง ท่วงท่าองอาจมีราศี เยื้องไปด้านหลังมีหยางกงและซือหม่าจิ้งติดตามใกล้ชิด เมื่อเช้าจ้าวลู่ทนกระสับกระส่ายคิดถึงคุณหนูคนงามไม่ไหวจึงไปเยือนสกุลหยาง เมื่อทราบว่านางออกมาสวดมนต์ไหว้พระจึงตามมาพบที่วัด นึกไม่ถึงว่าจะบังเอิญทำลายแผนร้ายได้ทันก่อนเกิดเรื่อง เจียวเจียวจึงยิ่งก้มหน้าไม่กล้าสบตาบิดาแม้แต่น้อย นางคิดว่าตนเองต้องถูกลงโทษสถานหนักแน่ แต่จ้าวลู่กลับหัวเราะ
“อีกไม่กี่วันนางก็กำลังจะแต่งงาน เจ้าคิดจะทำลายพรหมจรรย์ของคุณหนูหยาง นับว่าร้ายกาจจริงๆ”
“หม่อมฉันสำนึกผิดแล้วเพคะ ขอทรงอภัยให้หม่อมฉันด้วย” เจียวเจียวสะอึกสะอื้น
“เป็นแค่มดแมลงคิดชิมหงส์ฟ้า ช่างบังอาจไม่รู้จักเจียม” จ้าวลู่โบกมือเพียงครั้งเดียว ทหารองครักษ์ก็ชักกระบี่เชือดคอคนงานทั้งสามตายในวัด เจียวเจียวยิ่งตัวสั่นเทา สะอื้นไห้สติแตก
“หุบปาก! นังลูกไม่รักดี”
เจียวเจียวถูกบิดาตวาดครั้งเดียวก็ขวัญหนีดีฝ่อ หยางกงไม่พอใจมากที่เจียวเจียวคิดร้ายต่อหลานสาว แต่หากคิดแตกหักกับตระกูลซือหม่าก็เหมือนหักกับองค์ชายจ้าวลู่ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายไว้ หยางกงจึงอดทนเก็บอาการไม่ตำหนิเจียวเจียว ซือหม่าจิ้งเห็นว่าหยางกงยอมรักษาหน้าให้จึงยอมลงมือตบหน้าบุตรสาวแล้วเอ่ยขออภัยแทน
“เจียวเจียวยังเด็กและโง่เขลา คิดอะไรไม่รอบคอบ บังอาจคิดร้ายต่อคุณหนูหยาง ข้าจะสั่งสอนและลงโทษนางให้หนัก ขอท่านหยางกงโปรดอภัยเจียวเจียวสักครั้ง”
“อย่าทำร้ายตบตีนางเลย ถ้าผู้หญิงทะเลาะกัน ต่อให้เง็กเซียนเหาะลงมาห้ามก็ปรามไม่อยู่ ข้าเข้าใจว่าเด็กๆ ย่อมมีเรื่องกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นธรรมดา เรื่องนี้ก็ขอให้จบไป รู้กันเพียงเท่านี้ก็พอ”
“ท่านหยางกงช่างเป็นผู้ใหญ่ใจกว้าง ข้าขอนับถือ” องค์ชายจ้าวลู่ยิ้มมุมปากขณะมองไปทางวิหารวัด “หากข้าจะเข้าไปเชยชมหลานสาวของท่าน ท่านจะว่าอย่างไร”
หยางกงสะอึกเพราะคำขอนั่นไม่ให้เกียรติหลานสาวของตนเลยสักนิด แม้จะโกรธแต่หัวสมองคิดคำนวณอย่างรวดเร็ว แผนการลอบปลงพระชนม์ได้ตกลงเจรจากันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากปฏิเสธตอนนี้ย่อมไม่เป็นผลดี
“หากองค์ชายรับปากว่าจิวหรงจะได้เป็นฮองเฮา...”
“แน่นอนอยู่แล้ว ข้าไม่คิดจะยกตำแหน่งนี้ให้ใครนอกจากนาง” เจียวเจียวหมอบคุดคู้เมื่อได้ฟังดังนั้นก็ให้ยิ่งนึกโกรธหยางจิวหรงหนักขึ้น แต่เวลานี้นางไม่มีปัญญาจะขัดขวางได้อีก เมื่อหยางกงยอมอนุญาตให้องค์ชายเข้าไปลงมือ จ้าวลู่จึงสั่งให้คนของตนเฝ้าอยู่รอบนอกห่างๆ ก่อนจะยืดตัวตรงเป็นสง่า เดินเข้าไปด้านในวิหารอย่างย่ามใจ
-------------
ภายในวิหารนั้นตกแต่งอย่างมีรสนิยม เมื่อปิดประตูจึงเหลือเพียงแสงจากตะเกียงน้ำมันวับแวม แต่ที่ทำให้เขาใจเต้นแรงก็คือเงาของหญิงสาวร่างอ้อนแอ้นอรชร นางนอนทอดร่างอยู่ตรงหน้าพระพุทธรูปนั่น ยิ่งมองก็ยิ่งงาม อกเอวโค้งเว้าชวนให้วาบหวิว จ้าวลู่ย่องเข้ามารวบตัวนางไว้ในอ้อมกอด ระดมจูบอย่างร้อนแรง มือไม้ดึงทึ้งเสื้อผ้าและลวนลาม
“อย่า! ใครก็ได้ช่วยข้าด้วย”
นางกรีดร้องด้วยความตกใจกลัว พยายามดิ้นต่อสู้ จ้าวลู่จึงใช้ผ้าปิดหน้านางไว้แล้วลงมือเสพสุข ลิ้มรสพรหมจรรย์ของสาวงามไปทั้งหมดสามครั้งจนอิ่มหนำ เมื่อเห็นร่องรอยพรหมจรรย์บนผ้ายิ่งทำให้เขายิ้มกระหยิ่มใจ
“จิวหรงของข้า เจ้าช่างหวานนุ่มจนข้าถอนตัวไม่ขึ้น คนงามของข้า เจ้าอยากสิ่งใด ข้าจะหามาวางแทบเท้าเจ้า”
จ้าวลู่ลูบไล้ผิวกายเปล่าเปลือยของนางอย่างหลงใหล จุมพิตบนแผ่นหลังปลอบประโลม ทั้งจูบทั้งหอมและโอบนางไว้แนบกาย “ข้าหลงรักเจ้าตั้งแต่แรกพบก็รีบเอ่ยปากขอเจ้าจากหยางกง แต่ยังไม่ทันได้พูดคุยสบตาเจ้าเลยสักครั้ง ไท่จื่อกลับแย่งชิงเจ้าไปจากข้า หัวอกข้าแทบระเบิด ครั้งนี้ข้าใจร้อนชิมหยดน้ำหวานจากเจ้า ข้ารับรองว่าจะดูแลทะนุถนอมเจ้า ข้าจะได้เป็นฮ่องเต้ ส่วนเจ้าเป็นฮองเฮา ดีหรือไม่”
“...”
“อย่ามัวหันหลังให้ข้าอยู่เลย หันหน้ามายิ้มให้ข้าสักนิดเถิดคนงาม”
เขาดึงไหล่นางให้หันมา เมื่อแสงตะเกียงน้ำมันสาดกระทบใบหน้าหญิงสาว จ้าวลู่ก็ผลักนางออกทันที
“เจ้า! อู๋ซวง ทำไมเป็นเจ้า! นี่เป็นแผนของเจ้าสินะ!”
จ้าวลู่ผุดลุกขึ้นใส่เสื้อผ้า ชี้หน้าด่าต่างๆ นานา อู๋ซวงก็เอาแต่กอดตัวเองไว้แล้วร่ำไห้ พอเห็นญาติผู้น้องที่ตนเพิ่งลิ้มลองตกอยู่ในสภาพนี้ จ้าวลู่จึงใจอ่อนวูบขึ้นมา พอคิดดูอีกทีว่าตนไม่ได้ครอบครองหยางจิวหรง เขานึกโมโหจึงโยนเสื้อผ้าให้นางใส่
“ระยำสิ้นดี เจ้าบังอาจยั่วยวนข้า” จ้าวลู่โมโหปึงปังและหยิบผ้าเปื้อนคราบพรหมจรรย์นั้นไปจุดไฟเผาที่ตะเกียงน้ำมัน “รีบๆ ใส่เสื้อผ้าซะ”
“ข้าไม่งามพอ ไม่ดีพอหรือ ท่านถึงได้รังเกียจข้า”
“ถึงเจ้าจะงามแค่ไหนก็เทียบไม่ได้กับจิวหรง นางผู้เดียวที่คู่ควรตำแหน่งฮองเฮาของข้า ท่านลุงจิ้งสั่งให้เจ้ายั่วยวนข้าล่ะสินะ มิน่าท่านลุงถึงได้บอกให้ข้ามาที่วัด หึ! คนแรกก็เจียวเจียว คนที่สองก็เป็นเจ้า รับไม้กันเก่งนักนะ”
“...”
“คนอย่างข้า เกลียดที่สุดก็คือพวกหญิงหน้าด้านไร้อายยาง ข้าไม่ต้องการแต่งกับเจ้า วันนี้เราสองคนพี่น้องแค่มาสวดมนต์ในวิหาร ห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปเป็นอันขาด ถ้าเจ้าคิดจะเอาเรื่องนี้มาผูกมัดข้า เจ้าก็จะได้เป็นแค่นางบำเรอของข้าเท่านั้น จำไว้!”
จ้าวลู่กระแทกประตูแล้วเดินปึงปังออกไป
คนผู้นี้รูปร่างงามสง่า ทั้งยังมีความสามารถแต่ทว่าสวรรค์ช่างตลกร้าย จิตใจของเขานั้นตรงกันข้ามกับรูปโฉม อู๋ซวงซบหน้าลงบนฝ่ามือ ช้ำใจเหลือพรรณนา นางไม่คิดเลยว่าจะเผาตัวแต่ไหม้ไปหมดทั้งตำหนักเช่นนี้ นางก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงโผล่มาอยู่ในวิหาร จำได้เพียงว่าเดินออกไปสูดอากาศด้านนอกกับสาวใช้แล้ว แล้วจู่ๆ มีอะไรบางอย่างฟาดลงมาที่ต้นคอ คนลงมือเงียบกริบแต่หนักหน่วงจนภาพทุกอย่างก็ดับวูบ เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งก็ตื่นตกใจเพราะจ้าวลู่กำลังขึ้นคร่อมกระทำย่ำยี คนที่ย้อนเกล็ดหากไม่ใช่หยางจิวหรงแล้วจะเป็นใคร!
“นังจิวหรง ข้าจะ...”
เจียวเจียวเป็นคนแรกที่โผเข้ามาเพราะหมายจะตบหยางจิวหรงสักครั้งก่อนที่จะไม่มีโอกาส พอเจอน้องสาวของตนนั่งร้องไห้อยู่ในวิหาร ผ้าผ่อนหลุดลุ่ย ดวงตาของเจียวเจียวยิ่งทวีความโกรธแทบจะลุกเป็นไฟ ถลาเข้าไปตบตีอู๋ซวงไม่ยั้ง อู๋ซวงก็ไม่ได้ตอบโต้แต่ประการใด เพียงแต่แววตาเจ็บแค้นจนเจียวเจียวเป็นฝ่ายขนลุก
หยางจิวหรงงามดุจบัวเหนือน้ำ สูงส่งล้ำค่า เสียงใสกังวาน เชี่ยวชาญดนตรี
อู๋ซวงหัวเราะทั้งๆ ที่เลือดกบปาก หากนางยังไม่สิ้นใจ นางก็จะไม่ขออยู่ร่วมโลกกับหยางจิวหรงเป็นอันขาด!