บทที่ 9 ใกล้ชิด 1

1693 Words
บทที่ 9 ใกล้ชิด “โบราณเขาเรียกว่า คนเป็นผู้วางแผน ฟ้าเป็นผู้ลงทัณฑ์” บนหอระฆังสูงขึ้นไปสามชั้น จ้าวเฉินฟงกอดอกขณะทอดสายตามองลงไปที่ความวุ่นวายเบื้องล่าง มุมปากยกยิ้มซึ่งไม่ได้ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกเป็นมิตร แต่มันเป็นรอยยิ้มของปีศาจ หยางจิวหรงเองก็อยู่ตรงนั้นด้วยและเห็นทุกอย่างตั้งแต่ต้น เริ่มตั้งแต่องค์ชายจ้าวลู่หายเงียบเข้าไปด้านในวิหาร ผ่านไปพักใหญ่ถึงได้เดินออกมาในสภาพชุดแต่งกายยับยู่ยี่ จากนั้นเจียวเจียวก็วิ่งเข้าไปแล้วกระแทกเท้าเดินออกมาร้องไห้โวยวายกับบิดา ซือหม่าจิ้งตกใจและขึงโกรธจ้าวลู่ แต่เพื่อผลประโยชน์และอำนาจก็เลือกที่จะทิ้งบุตรสาวแล้วตามหลังองค์ชายไป เมื่อทุกอย่างกลับคืนสู่ความเงียบสงบ อู๋ซวงซึ่งบอบช้ำราวกับนกปีกหักถึงได้ค่อยๆ ลากขาออกมา ต้องให้สาวใช้สองคนช่วยกันประคองกลับขึ้นรถม้า “พี่อู๋ซวง” นางกำลังจะถลาลงบันไดไปหา แต่ถูกจ้าวเฉินฟงฉุดข้อมือนางอย่างรวดเร็ว นางเซปัดๆ เข้ามาซุกในอ้อมแขนอบอุ่น และก่อนจะตั้งตัวว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็ช้อนตัวนางอุ้มในวงแขนแข็งแรง ตัวของนางเบาราวกับขนนกแต่อุ่นราวกับเตาผิงในฤดูหนาว เขาแข็งแรงเหลือเฟือพอที่จะรับน้ำหนักของเด็กสาวได้สบายมากอยู่แล้ว ใบหน้าของหยางจิวหรงเห่อร้อนทันที ริมฝีปากแดงระเรื่อเม้มแน่น คำพูดหายวับไปและตกใจเกินกว่าจะทักท้วง ท่อนแขนของเขาแน่นหนาราวกับปลอกเหล็ก ร่างกายท่อนบนของชายฉกรรจ์ตึงแน่นและร้อนผ่าว กลิ่นของบุรุษเพศปลุกเร้าสิ่งล้ำลึกบางอย่างให้ตื่นขึ้น หยางจิวหรงถึงกับตัวแข็งทื่อ อธิบายไม่ถูกว่าทำไมถึงแก้มแดงจนน่าขบขัน อาจเป็นเพราะจ้าวเฉินฟงสง่างามไร้ที่ติตามแบบฉบับเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง แม้ว่าหยางจิวหรงเคยพบเขาแล้วหลายครั้ง แต่ครั้งนี้เขาทำให้นางรู้สึกสะท้าน “หนูเปี๊ยก ถ้าเจ้าโผล่หน้าไปตอนนี้ นางจะยิ่งโกรธแค้นเจ้า” “ทำไมนางต้องโกรธแค้นหม่อมฉัน พี่อู๋ซวงดีต่อหม่อมฉัน เราโตมาด้วยกัน หม่อมฉันไม่มีวันเชื่อว่านางจะทำร้ายพี่น้อง” “พี่น้อง?” จ้าวเฉินฟงหัวเราะเสียงต่ำเบาจนแทบไม่ได้ยิน ทำให้ใจที่เตลิดของนางกลับมาเป็นปกติ ต้มถั่วเผาเถาเป็นเชื้อไฟ เสียงถั่วในหม้อร้องร่ำไห้ ถั่วเถาเกิดจากหนึ่งสายใย ไฉนเร่งเร้าเผาผลาญกัน[1] ชายหนุ่มร่ายกลอนขึ้นมาบทหนึ่งด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับว่ากลอนบทนี้ได้สถิตฝังอยู่ในหัวใจของเขาตลอดเวลา หยางจิวหรงเงียบ บทกลอนนี้กล่าวถึงการต่อสู้แก่งแย่งของพี่น้อง ต่างเกิดจากรากเดียวกันไยจึงเร่งเข่นฆ่า นางนิ่งและมองตามรถม้าของอู๋ซวงที่ค่อยๆ หายลับไป นางจึงดิ้นลงจากอ้อมแขนของชายหนุ่มซึ่งเขาก็ไม่ยึดยื้อแต่ประการใด “หากข้าไม่ได้ลากเจ้ามาที่นี่ คนที่จะต้องซมซานออกมาจากวิหารจะไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเจ้า” “หม่อมฉันไม่เชื่อ! พี่อู๋ซวงไม่ใช่คนแบบนั้น” คำตอบของนางทำให้เขามีรอยยิ้มเย็นชา “มิตรหรือศัตรูเป็นสิ่งไม่ยั่งยืน ยามใดที่เจ้ามั่งคั่งพร้อมด้วยลาภยศสรรเสริญ เจ้าแยกไม่ออกหรอกเพราะทุกคนจะรักเจ้า แต่ลองเจ้าล้มสิ เจ้าจะได้เห็นอะไรอีกมากมายที่เจ้าไม่เคยเห็นมาก่อน” “ท่านมองโลกในแง่ร้ายเกินไป” “เจ้าอ่อนต่อโลกเกินไป” จ้าวเฉินฟงตอบกลับด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ แต่แววตากลับไม่เป็นเช่นนั้น เครื่องแต่งตัวของหยางจิวหรงวันนี้งามน่ามองไม่แพ้วันก่อนๆ เสื้อสีฟ้าไข่เป็ด ปักเส้นไหมทองและติดกระดุมผ้ารูปผีเสื้อ เรือนผมประดับดอกไม้เล็กๆ ซึ่งทำจากไหม นางไม่ได้แต่งหน้าเหมือนอย่างเคยและประพรมน้ำหอม ดูเพียบพร้อมเป็นกุลสตรีทุกระเบียดนิ้ว แต่ตอนนี้นางกำลังเหยียบๆๆ ขยี้เท้าของเขาอย่างแรง “อธิบายมา” “เรื่องไหนล่ะ” “ทุกเรื่องเพคะ” นางไม่ละสายตาจากเขา จ้องมองพลังอันแข็งแกร่งส่องประกายผ่านดวงตาสีเข้ม สายตาของเขาแน่วแน่ของเขาจับใจคนได้ในชั่วขณะ แต่หยางจิวหรงกลับรู้สึกว่าเขาเหมือนคนที่ได้รับบาดเจ็บและกำลังปรารถนาอิสรภาพอย่างยิ่ง หยางจิวหรงเอาแต่จ้องอยู่อย่างนั้น [1] ประพันธ์โดยโจสิด บุตรโจโฉ โจสิดถูกโจผีพี่ชายหวาดระแวงว่าจะชิงอำนาจ ดังนั้นโจผีจึงสั่งให้เขาแต่งกลอนหัวข้อพี่น้อง แต่ห้ามมีคำว่าพี่น้อง ถ้าแต่งไม่ได้ในเจ็ดก้าวจะถูกประหาร โจสิดเป็นผู้รอบรู้โคลงกลอนจึงแต่งกลอนนี้ในพริบตา ทำให้โจผีนึกละอายใจยอมไว้ชีวิต แต่โจสิดก็ต้องระหกระเหินเร่ร่อน สุดท้ายตายอย่างคับแค้นใจ “ไท่จื่อเลือกหม่อมฉันเพราะอะไรเพคะ ตอบได้ไหม” คำถามนี้ทำให้เกิดความเงียบที่ยาวนาน แต่หยางจิวหรงก็อดทนรอ “เจ้าจะเป็นไท่จื่อเฟยที่แสนวิเศษ อย่ากังวลไปเลย” เขาตอบไม่ตรงคำถาม มีร่องรอยอะไรบางอย่างในแววตาคมกริบคู่นั้น แต่น้อยนิดเสียจนนางไม่ทันสังเกต ตันหยงเฝ้ามองเจ้านายของตนเองรั้งร่างหยางจิวหรงมาประคองกอด เขาถึงกับกลั้นลมหายใจเพราะรู้ดีว่าเป็นเพียงแค่ละครฉากหนึ่ง “ไท่จื่อ โปรดตอบมาตามตรง หม่อมฉันต้องการทราบว่าในสายตาของท่าน ฐานะของหม่อมฉันคืออะไรกันแน่ พระองค์ไม่ได้เลือกหม่อมฉันเพราะความรักใช่หรือไม่” “เจ้าให้ความสำคัญกับความรักงั้นสินะ” ร่างแกร่งกร้าวยิ้มขันราวกับว่าความคิดของนางช่างเด็กน้อยเสียเหลือเกิน หยางจิวหรงจึงขึงตาใส่ “ใช่ ทรงคิดว่าความรักคืออะไร” “ก็คงเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานที่ทำให้มนุษย์อยากมีลูกหลาน” เขาลองนึกถึงความหมายของความรักจากลูกน้องที่แต่งงานแล้ว ซึ่งน้อยคนนักที่จะได้เลือกเมียด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่แล้วบิดามารดาจะจัดการเลือกให้ทั้งนั้น “ความรักมันใกล้เคียงกับตัณหานั่นแหละ ความรักเป็นต้นเหตุของความอ่อนแอ” “ไม่! ความรักคือแรงบันดาลใจที่ทำให้มนุษย์สร้างสรรค์ต่างหาก” หยางจิวหรงมองเขาตาโต สีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “ท่านไม่เคยมีความรักหรือ บิดามารดา พี่น้อง เพื่อนหรือไม่ก็ใครก็ได้” “พ่อแม่แท้ๆ ของข้าสิ้นหลังจากที่ข้าเกิดได้ไม่นาน และข้าก็นับถือฮ่องเต้และฮองเฮาประดุจผู้ให้กำเนิด ซึ่งผู้คนรอบกายข้าล้วนมอบความยำเกรงให้ข้า ความรักไม่ใช่สิ่งจำเป็นต่อชีวิตหรอกนะ เจ้าโตพอที่จะเลิกเชื่อความรักแบบเด็กๆ ได้แล้ว” ดวงตากลมโตของนางมีแววหม่นเศร้าวูบไหว ใจของนางเจ็บปวดขึ้นมาแปลกๆ เมื่อรู้ว่าเขามีชีวิตอยู่โดยไม่รู้จักความรัก และเขาจะไม่มีวันรักนาง “หนูเปี๊ยก เจ้าอาจจะประหม่าที่จู่ๆ ก็ต้องแต่งงานกับข้า แต่ข้ามั่นใจว่าเจ้าเกิดมาเพื่อเป็นของข้า” “...” “คนอื่นไม่สำคัญอะไรสำหรับข้าเลย คนที่ข้าเลือกต่างหากที่สำคัญ สักวันความรักที่เจ้าสนใจก็จะไม่จำเป็นแม้แต่น้อย” เขาโน้มริมฝีปากมาพบริมฝีปากของนาง บดเบียดอย่างอ่อนโยนก่อนจะกระซิบ “ต่อไปภายภาคหน้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขอให้เจ้าเชื่อใจข้า” หยางจิวหรงนิ่ง มองเขาตาแป๋วประหนึ่งจะถามว่า ‘ท่านทำอะไร’ จูบของเขาไม่ทำให้นางหวั่นไหวเลยแม้แต่น้อยนิด ท่าทีผิดคาดของนางทำให้จ้าวเฉินฟงหลุดหัวเราะออกมาชนิดที่ว่าท้องคัดท้องแข็ง มันช่างหยาบคายสิ้นดี นั่นจึงทำให้นางยิ่งหน้ามุ่ย “สิ่งที่หม่อมฉันเกลียดที่สุดคืออะไรรู้ไหมเพคะ” คนไม่จริงใจ... เขามีคำตอบในใจอยู่แล้ว “อะไรล่ะ” “หม่อมฉันเกลียดคนโกหกหลอกลวง” หยางจิวหรงจ้องตาเขาเขม็ง และแน่นอนว่ากำลังเหยียบเท้าเขาซ้ำอีกข้าง “ท่านอาจจะคิดว่า ‘สตรีมีแต่ผมยาวแต่สมองสั้น’ แต่หม่อมฉันดูออกนะว่าการที่ท่านแสดงความรัก ทั้งยังส่งข้าวของสวยๆ งามๆ มาให้มากมายเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง โปรดตอบหม่อมฉัน... ทรงปิดบังอะไรอยู่เพคะ” คำถามนี้ร้ายกาจนัก นางไม่ต้องถามจุกจิก แค่ถามสั้นๆ ว่าปิดบังอะไรอยู่ เท่านี้ก็ลากออกมาทุกคำตอบ จ้าวเฉินฟงนึกชม และวิธีการหลีกเลี่ยงของเขาก็คือการไม่ตอบคำถามที่ไม่ต้องการจะตอบ “เจ้าไม่ชอบของขวัญที่ข้าส่งไปให้งั้นรึ” “ไม่” เขายิ้มเย็นชาและสอดมือเข้าไปใต้เรือนผมยาวสลวย เลื่อนปลายนิ้วขึ้นมาจนพบต้นคอเล็กๆ ของนาง สัญชาตญาณจึงร้องเตือนว่าผู้ชายคนนี้คือไฟ เผาผลาญทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า “ข้าจะส่งของขวัญที่ดีที่สุด งามที่สุดและแพงที่สุดไปให้เจ้าเพิ่มขึ้นอีก นับจากนี้ไป ก่อนถึงวันแต่งงานอย่าได้ออกมาข้างนอก ข้าไม่ว่างมาช่วยเจ้าทุกครั้งหรอกนะ” “หม่อมฉันไม่ได้ขอร้องให้ท่านช่วย! แล้วเลิกส่งของพวกนั้นมา... อื้อ” ฉับพลันริมฝีปากของนางก็ถูกครอบครองอย่างหนักแน่น หยางจิวหรงไม่มีโอกาสปฏิเสธ อันที่จริงแล้วไม่คิดเลยด้วยซ้ำว่าเขาจะกล้า ดวงตาคู่งามเบิกกว้าง อึกอักที่ถูกเขาจูบ เพียงแค่ร่างร้อนแรงของบุรุษวัยฉกรรจ์สัมผัสถูกผิวเนื้อ ร่างกายมันก็ร้อนวูบราวกับจับไข้ ลมหายใจแรงขึ้นจนหอบตัวโยน เป็นจูบแรกที่ทำให้เข้าใจความหมายของจูบ มันช่างแข็งแกร่งและอ่อนโยนยิ่งกว่าสิ่งใดที่นางเคยฝันถึง
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD