บทที่ 1 หยางจิวหรง 3

1650 Words
“เชิญทางนี้พ่ะย่ะค่ะ” “ขอบคุณท่านหยางกง” ท่วงท่าขององค์ชายจ้าวลู่สบายๆ เหมือนเมฆเคลื่อนน้ำไหล เขาเป็นคนรูปหล่อและมีท่าทางน่าเกรงขาม หมอดูตาบอดหลายคนจับใบหน้าของเขาแล้วมักจะบอกตรงกันว่าเขาจะมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ และคำทำนายของหมอดูก็เป็นจริง เพราะในเวลานี้เมื่อใดที่เขากระทืบเท้า เมืองหลวงก็สั่นสะเทือนไปหมด “ท่านหยางหาข้ออ้างพาข้ามานมัสการ คงไม่ใช่เพราะใจบุญหรอกกระมัง บอกข้ามาตามตรงเสียดีกว่า ท่านกำลังมองหาอะไรอยู่” บัลลังก์มังกรอย่างไรเล่า... หยางกงคิด ข้าต้องการบัลลังก์มังกร “กระหม่อมกำลังมองหาผู้เหมาะสม ในแผ่นดินนี้มีผู้มากความสามารถมากมาย จะเอาเกวียนบรรทุกก็มิสิ้น จะเอาถังตวงก็ไม่หมด แต่พวกเขายังด้อยกว่ากระหม่อม” “เพราะอะไร” “เพราะคนพวกนั้นไม่รู้จักเลือกรับใช้เจ้านายให้ถูกต้อง แต่กระหม่อมนั้นรู้จักเลือก” ว่าแล้วหยางกงก็คุกเข่าลงคำนับ เป็นการประกาศว่าสกุลหยางยินดีหนุนหลังองค์ชายจ้าวลู่ “แผ่นดินเดียวกันให้กำเนิดทั้งต้นข้าวและวัชพืช แม่น้ำสายเดียวกันมีทั้งเรือมังกรและแพสวะ กระหม่อมมั่นใจแล้วว่าผู้ใดคือเรือมังกร พระองค์คือเลือดเนื้อเชื้อไขโดยแท้ของฝ่าบาท ย่อมมีสิทธิขึ้นครองราชย์โดยชอบธรรม หาใช่คนผู้นั้น” “ตอบได้ดี... ท่านรักษาท่าทีมาตลอด เหตุใดจึงตัดสินใจเลือกข้า” “ฟ้าไม่อาจมีสองตะวัน กระหม่อมเพียงเลือกดวงตะวันที่สว่างโชติช่วงที่สุด ลำพังตัวกระหม่อมเองก็เป็นเพียงเปลวเทียนใกล้ดับ เป็นห่วงก็เพียงลูกหลาน จึงหวังว่าในภายภาคหน้าองค์ชายจะสนับสนุนค้ำชูสกุลหยางต่อไป” “หึ! นับว่าท่านฉลาด ใครอยู่ข้างไท่จื่อก็เหมือนโยนซาลาเปาให้สุนัข” จ้าวลู่ขยับพัดอย่างมีมาด รูปร่างของเขาองอาจผ่าเผย สวมชุดตัดเย็บอย่างประณีต เครื่องประดับไม่ว่าจะเป็นแหวนหยกที่นิ้วโป้งไปจนถึงจี้หยกล้วนเป็นของราคาแพงและหายาก กลิ่นกายหอมจรุงใจอันเป็นเอกลักษณ์เป็นกลิ่นของกำยานผสมกับกลิ่นสุรา หากนับตามสายเลือดแล้ว องค์ชายจ้าวลู่คือพระโอรสองค์โตของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน บวกกับแรงสนับสนุนจากสกุลซือหม่าซึ่งเป็นสกุลเดิมของฉีกุ้ยเฟย เขาจึงเป็นตัวเลือกตำแหน่งรัชทายาทอันดับต้นๆ แต่น่าเสียดายที่เขาไม่มีวาสนาจะได้ครองตำแหน่งนี้ “เสด็จพ่อทรงละเลือน ตั้งหลานเป็นใหญ่แทนที่จะตั้งลูก ข้าจะต้องหาทางจัดการเรื่องนี้ให้ได้” “กระหม่อมยินดีช่วยเหลือองค์ชายเต็มความสามารถ” “ดี หากท่านรักษาคำพูด ข้าก็ย่อมตอบแทนผลงานของท่านอย่างสมน้ำสมเนื้อเช่นกัน” หยางกงรักษาท่าทีต่อองค์ชายผู้นี้ในฐานะขุนนาง และประเมินในใจแล้วว่าองค์ชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ผู้นี้มีดีให้สนับสนุน เขาจึงให้เกียรติเชื้อเชิญพาองค์ชายจ้าวลู่ขึ้นเขามาด้วยตนเอง เหลืออีกไม่กี่สิบก้าวก็จะขึ้นไปถึงวิหารแล้ว แต่ทว่ามีบุคคลผู้หนึ่ง ‘บังเอิญ’ พบทั้งคู่เสียก่อน “ท่านลุงจิ้ง” “คำนับองค์ชาย ช่างบังเอิญยิ่งนัก กระหม่อมเองก็มาสวดมนต์ไหว้พระเช่นกัน พระสนมฉีสบายดีกระมัง” “เสด็จแม่สบายดี ท่านลุงเองก็มานมัสการที่นี่ด้วยหรือ” จ้าวลู่ประสานมือคำนับพอเป็นพิธี ฉีกุ้ยเฟยเป็นน้องสาวของซือหม่าจิ้ง เขาจึงมีศักดิ์เป็นลุงแท้ๆ ขององค์ชายและคอยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้ด้วย บุคคลผู้นี้เป็นขุนนางชั้นสูง ดูภายนอกมีรอยยิ้มแสนจะสุภาพอ่อนโยนและดูน่าเชื่อถือ หน้าที่การงานกินตำแหน่งถึงไท่ผู่[1] แต่ภายในเป็นคนใจแคบและขี้ระแวงอย่างยิ่ง “องค์ชายอยู่ที่ไหน ข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์อย่างกระหม่อมย่อมต้องอยู่ที่นั่นเพื่อดูแลความปลอดภัยพ่ะย่ะค่ะ ท่านหยางกง ดูท่าว่าข้าจะต้องปรับเหล้าท่านสามจอก โทษฐานพาองค์ชายมาเที่ยวแล้วไม่ชวนข้า” “ข้าเห็นว่าท่านกำลังยุ่งจึงมิได้ชวน คราวหน้าจะต้องชวนท่านมาด้วยแน่นอน” หยางกงยิ้มมีไมตรีแต่ในใจตรงกันข้าม น้องสาวของซือหม่าจิ้งเป็นลูกสะใภ้ของหยางกง แรกเริ่มซือหม่าจิ้งจึงเคารพหยางกงในฐานะญาติอาวุโส ฝ่ายหยางกงเองก็นับถืออีกฝ่ายในฐานะลูกหลานตระกูลขุนนางเก่าแก่ จนเมื่อฮ่องเต้แต่งตั้งคนของตระกูลซือหม่าเป็นขุนนางใหญ่ ลดทอนอำนาจของฝ่ายหยางกง หนำซ้ำซือหม่าจิ้งยังคอยทูลแนะนำให้ฮ่องเต้เตะโด่งหยางกงไปเป็นราชครูซึ่งไร้อำนาจ ทั้งสองฝ่ายจึงขัดแย้งกันรุนแรงขึ้นทุกที แย่งชิงอำนาจให้ฝ่ายตนเองอย่างดุเดือด ตระกูลซือหม่ากับตระกูลหยางขับเคี่ยวแย่งอำนาจกันมานาน การปรากฏตัวในวันนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการบอกหยางกงอ้อมๆ ว่าตระกูลซือหม่ารู้ทันความคิดของหยางกง อย่าได้คิดยืมดอกบัวถวายพระ[2] ขณะเดียวกันตระกูลซือหม่าเองก็ยังต้องการฐานอำนาจของหยางกงเพื่อสนับสนุนองค์ชายจ้าวลู่ขึ้นครองบัลลังก์ หากหมดความจำเป็นต้องใช้งูเห่าอย่างหยางกงเมื่อไร ตระกูลหยางก็จะต้องถูกเก็บทั้งตระกูลเช่นกัน ทั้งสองฝ่ายมองตากัน ต่างฝ่ายต่างเก็บซ่อนดาบไว้ใต้รอยยิ้ม ก่อนจะหัวเราะราวกับเป็นเพื่อนกันมานาน [1] ผู้ดูแลรถทรง ม้าทรง บังคับบัญชาการสร้างอาวุธ รถทรงและม้าพระที่นั่ง [2] ยืมดาบฆ่าคน “ท่านหยางกงไม่ค่อยยอมมาร่วมกินโต๊ะกับองค์ชาย ข้าก็นึกว่าท่านจะชอบกินโต๊ะของไท่จื่อมากกว่าเสียอีก” “ข้าเป็นขุนนางแก่ๆ จะทำอะไรก็กลัวคำครหาจึงอดทนนิ่งเฉยมาตลอด ไท่จื่อผู้นี้มีแต่ชื่อแต่หามีความคิดไม่ ข้าไม่อยากจะเอ่ยให้เสียปาก หากเราสองฝ่ายทะเลาะเบาะแว้ง สุดท้ายก็ต้องบาดเจ็บด้วยกันทั้งคู่ รังแต่จะทำให้ฝ่ายไท่จื่อได้เปรียบมากขึ้น สู้เราร่วมมือกันโค่นล้มรัชทายาท ชูองค์ชายจ้าวลู่ขึ้นเป็นใหญ่ นี่สิถึงจะถูกต้อง” “ใช่แล้ว ท่านหยางกงพูดได้ตรงใจข้ายิ่งนัก” ซือหม่าจิ้งเองก็เป็นจิ้งจอก มีหรือจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายไร้ความจริงใจ แต่เพื่อผลประโยชน์ก็ตกลงเออออไปก่อน หยางกงจึงเร่งลงมือตามแผน ใช้หลานสาวเป็นเครื่องมือควบคุมองค์ชายจ้าวลู่ ขอเพียงองค์ชายลุ่มหลงในตัวนาง มีดอ่อน[1]ย่อมเชือดคนให้ตายดิ้นได้ หยางกงผลักประตูวิหาร นำทางชายผู้สูงศักดิ์เข้าไปพบหญิงงามด้วยสีหน้าผู้ชนะ แต่เบาะนั่งสำหรับสวดมนต์กลับว่างเปล่า จิวหรงหายไปไหน?! ขุนนางเฒ่าขึงตาดุ สาวใช้ที่รับหน้าที่เฝ้าคุณหนูกลัวความผิด พวกนางจึงชี้ไปที่หน้าต่างวิหารแล้วทรุดลงหมอบตัวสั่นอยู่เช่นนั้น ถ้าหลานสาวคนงามไม่อยู่ แผนการที่หยางกงวางไว้ก็ล่มไม่เป็นท่า ความผิดพลาดที่ไม่น่าให้อภัยนี้ทำให้หยางกงโกรธจนหนวดกระดิก แต่ระงับอารมณ์ไว้เพราะเกรงว่าจะทำให้องค์ชายจ้าวลู่สงสัย “ดูเหมือนท่านหยางกงอยากให้องค์ชายพบใครบางคน พอจะบอกได้หรือไม่” ซือหม่าจิ้งยิ้มเยาะ และมีหญิงงามผู้หนึ่งเดินก้มหน้าเข้ามาในวิหารทางประตูอีกด้านหนึ่งอย่างรู้จังหวะ นัยน์ตาของนางสีดำสนิท สวยนอกอ่อนใน รูปร่างอวบอั๋น แต่งกายด้วยชุดสีเขียวดูสบายตา เรือนผมมีกลิ่นหอมของกำยานปรุงแต่งเข้ากับกลิ่นกุหลาบ ส่งกลิ่นหอมอบอวลยามบ่ายคล้อย นางคือเจียวเจียว บุตรสาวของซือหม่าจิ้ง “ขออภัยด้วยเจ้าค่ะท่านพ่อ ลูกไม่ทราบว่าท่านพ่อมีแขก” เจียวเจียวย่อกายอย่างชดช้อย ปีนี้นางอายุสิบแปดถือว่าอยู่ในวัยอ่อนเยาว์เปล่งปลั่ง นางสบตาจ้าวลู่แวบหนึ่งแล้วก้มหน้างุด พวงแก้มแดงระเรื่อด้วยความเขินอายสายตาญาติผู้พี่ ซึ่งนับว่าเป็นจริตที่ถูกต้องตามประเพณีมากที่สุด องค์ชายหนุ่มมองเจียวเจียวตาไม่กะพริบ ซือหม่าจิ้งแทนที่จะเรียกบุตรสาวให้เข้ามาทักทายองค์ชาย กลับโบกมือไล่ให้ออกไป นางจึงย่อกายอีกครั้งแล้วหมุนตัวกลับโดยที่มีสาวใช้ช่วยประคอง ความงามเย้ายวนตาทำให้จ้าวลู่มองตาไม่กะพริบ ท่วงท่าของนางขณะก้าวข้ามธรณีประตูจะต้องดึงชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นกางเกงที่ขลิบด้วยไหมทองสีเดียวกับชุด และเปิดให้เห็นข้อเท้าเล็กๆ น่ารักที่ซ่อนอยู่ในรองเท้าผ้าต่วนฉลุลายงดงาม “น้องเจียวเจียวโตขึ้นจนข้าจำแทบไม่ได้ ดวงตาใสแวววาว หน้าตาสะสวยเหมือนดอกไม้แรกแย้ม” “นางยังเป็นเด็กไม่รู้ความเหมือนเดิมนั่นแหละพ่ะย่ะค่ะ วันนี้นางเสียมารยาท ขอองค์ชายทรงอภัยด้วย” “ท่านลุงอย่าได้ตำหนินางเด็ดขาด ข้าไม่อยากให้นางพานโกรธข้า ได้ยินว่านางมีฝีมือด้านดนตรี พรุ่งนี้ข้าจะนำขลุ่ยขวางไปมอบให้ด้วยตนเอง” “ขอบพระทัยที่ทรงเอ็นดูเจียวเจียว กระหม่อมจะสั่งให้คนจัดเตรียมสุราอาหาร ฟังเสียงขลุ่ยใต้ต้นท้อ ท่านหยางกงให้เกียรติมาร่วมสังสรรค์ด้วยเถิด” ซือหม่าจิ้งจงใจหัวเราะเสียงดังเกินควร หยางกงจึงเอ่ยรับปากตามมารยาท แต่ในใจเดือดดาลใหญ่หลวง น่าโมโหนัก! [1] หมายถึงการใช้ผู้หญิงเป็นเครื่องมือบ่อนทำลายฝ่ายตรงข้าม
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD