บทที่ 2 วาสนาพานพบ 2

1705 Words
“คนอะไรใจดำ เสียมารยาทที่สุด” “เจ้าต่างหากที่เสียมารยาทต่อข้าก่อน ไม่เคยมีกุลสตรีคนไหนคิดปีนป่ายกำแพงวัดแล้วใช้ขาเกี่ยวผู้ชายอย่างเจ้าหรอกนะ” “ไม่เคยมีก็มีแล้วนี่ ถ้าท่านช่วยอุ้มข้าตั้งแต่แรกก็เรียบร้อยไปนานแล้ว เห็นผู้เดือดร้อนแล้วไม่ช่วยเหลือ ไม่สมควรได้ชื่อว่าเป็นผู้ชายหรอกนะเจ้าคะ!” “เจ้าทำตัวเจ้าเอง เหตุใดจึงกล่าวโทษข้า” เขาสบตาด้วยท่าทีเฉยชา แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเผลอมองริมฝีปากจิ้มลิ้มของนาง จมูกเล็กโด่ง คิ้วเรียวยาวและผิวขาวดุจหยกหิมะ ผสมกับวาจาฉาดฉานไร้ความหวาดหวั่นและแววตาเป็นประกายกล้า ทำให้เขามองออกว่านางไม่ใช่ผู้หญิงประเภทขวัญอ่อนสงบเสงี่ยมขี้อายแน่ แต่เป็นลูกแมวน้อยที่จะเติบโตเป็นนางเสือ “บิดามารดาของเจ้าจะจับเจ้าบวชชีงั้นหรือ ถึงได้ปีนกำแพงวัดหนีออกมาเช่นนี้” “เปล่านะเจ้าคะ” “แต่ข้าคิดว่าใช่ ลุกขึ้นมา ข้าจะไปส่งเจ้าเข้าพิธีบวชชี” มือแกร่งฉวยข้อมือนางแล้วฉุดขึ้น มือของเขาหยาบกร้านบ่งบอกว่าคนผู้นี้จับดาบมากกว่าพู่กัน หยางจิวหรงหน้างอง้ำจนปากแทบจะพับถึงหน้าผาก สะบัดข้อมือของตนเองออก ไม่ยอมให้เขาช่วย “ตามใจ” ใบหน้าของเขาดุดันและไม่บ่งบอกพื้นอารมณ์ใดๆ และเขาไม่จำเป็นต้องเสียเวลาอยู่ตรงนี้อีกแล้ว ร่างสูงสง่าจึงก้าวขึ้นบันไดหินต่อไป “หยุดนะ! ข้าคือหยางจิวหรง ยังไม่รีบขอโทษข้าอีกหรือ รีบบอกชื่อของท่านมาเดี๋ยวนี้ ข้าจะฟ้องท่านปู่แน่” หยางจิวหรงตวาดแว้ด นางไม่รู้ว่าเขาเป็นใครจึงเชิดหน้าเป็นคุณหนูใส่ด้วยกิริยาไม่น่ารัก หยางจิวหรงรู้ว่าตนเองผิดนั่นแหละ แต่มันอดยืมบารมีท่านปู่มาเบ่งไม่ได้จริงๆ “หยางจิวหรง?” เขาหยุดกึกพลางหันหน้ากลับมา ท่วงท่าเต็มไปด้วยประจุพลังงาน สัญชาตญาณของหยางจิวหรงรับรู้ได้ในทันทีว่าเขามาที่นี่เพราะนางโดยเฉพาะ ถึงแม้ว่าหยางจิวหรงจะไม่รู้จักผู้ชายคนนี้ แต่เด็กสาวกลับไม่รู้สึกกลัวเลยสักนิด “ท่านปู่ของเจ้าคือหยางกงใช่หรือไม่” “ใช่แล้ว” หยางจิวหรงเชิดคางขึ้นสูงกว่าเดิมจนคอตั้งบ่า เหตุผลหนึ่งก็เพื่อแสดงออกว่านางไม่ยอมถูกใครรังแกง่ายๆ และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือบอกให้เขารู้ว่าต่อให้นางนั่งกองจมฝุ่นอยู่ที่พื้นจนแก่ตาย นางก็จะไม่เอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากเขาอีกเป็นอันขาด จ้าวเฉินฟงจ้องมองนางและใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว สายตากวาดมองเพื่อประเมินเด็กสาวตรงหน้า แม้ว่าดวงตาของเขาจะดุ แต่มีรอยยิ้มอันตรายแต้มริมฝีปากอยู่ “ที่แท้เจ้าก็คือคุณหนูหยางที่เขาลือกันว่างามเลิศ แต่ข้าคิดว่าเจ้าเหมือนหมูป่าไม่มีผิด” “หมูป่า?” “เวลาที่หมูป่าเจอศัตรู รู้ไหมว่ามันจะทำอย่างไร มันก็ทำตัวพองๆ ตะกุยขาแล้วก็ขู่ฟอดๆ” หยางจิวหรงอ้าปากค้าง สีหน้าเหมือนโลกใบนี้พังพินาศและก็ยังอุตส่าห์หน้าแดงขึ้นมาจนได้ นั่นยิ่งทำให้เขายิ้มมุมปาก ริมฝีปากขยับเป็นคลื่น “เจ้าจะดูมีราคากว่านี้หากไม่ทำตัวเป็นจิ้งจอกอ้างบารมีเสือ แต่ข้าจะจดจำชื่อของเจ้าไว้ และเราจะได้พบกันอีกเร็วๆ นี้” ร่างสูงสง่ากางร่มแล้วเดินลงบันไดจากไป ไม่เสียเวลาขึ้นไปบนวัดแล้ว เขาทิ้งหยางจิวหรงให้มึนงงอยู่กับคำว่าหมูป่า มันเจ็บจี๊ดซึมลึกเข้าไปถึงทรวง ถ้าโดนด่าแล้วแสบร้อนแบบนี้สู้เป็นตะคริวตายคากำแพงไปเลยเสียจะดีกว่า นางรวบรวมกำลังจะลุกแต่ลุกไม่ขึ้น จึงนั่งแหง่กอยู่แบบนั้นจนกระทั่งซือหม่าอู๋ซวง บุตรสาวอีกคนของซือหม่าจิ้งเดินลงบันไดมาพบ “จิวหรง ทำไมเจ้าถึงลงไปนั่งกองที่พื้นแบบนั้นล่ะ” นางรีบสั่งให้สาวใช้เข้าไปช่วยประคอง แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดหน้าเช็ดตาให้ “พี่อู๋ซวง หน้าตาข้าดูเหมือนหมูป่างั้นเหรอ” “เด็กโง่ เจ้าไปเอาคำนี้มาจากไหน เจ้าเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งของเกาซานนะ” อู๋ซวงหัวเราะคิก ขำจนน้ำตาไหล รอยยิ้มของอู๋ซวงสดใสน่ารักและเป็นสาวงามผู้เพียบพร้อมโดดเด่นคนหนึ่งของเมืองหลวง ฝีมือดีดพิณไม่เป็นรองหยางจิวหรงเลย “มีคนล้อเจ้าว่าเหมือนหมูป่างั้นเหรอ ก็อาจจะเหมือนนะ ตอนเจ้าทำแก้มป่องๆ แล้วแยกเขี้ยวไง หน้ากลมเหมือนหมูเลย” “พี่อู๋ซวง” “เอาล่ะๆ ข้าไม่ล้อเจ้าแล้วก็ได้ เจ้ามานั่งเจ็บอยู่ตรงนี้คนเดียวแสดงว่าแอบหนีมาเล่นซนอีกแล้วสินะ กลับไปเจ้าโดนท่านน้าตีแน่” “ท่านแม่ไม่ตีข้าหรอก แต่ท่านปู่ก็ไม่แน่” หยางจิวหรงถอนหายใจยาวและพอจะมีแรงเดินแล้ว อู๋ซวงจึงพาลงมาจากเนินเขาเพื่อไปส่งที่จวนสกุลหยาง “พี่อู๋ซวงก็มาสวดมนต์ไหว้พระหรือเจ้าคะ” “เปล่าหรอก แค่มาเป็นตัวสำรองน่ะ” อู๋ซวงเร่งเท้าไปที่แนวระเบียงกันตก “ดูโน่น” เมื่อมองไปตามที่อู๋ซวงชี้ลงไปที่เชิงเขาทางขึ้นวัด เห็นเจียวเจียวกำลังยืนสำรวมอยู่ข้างรถม้า โดยมีซือหม่าจิ้งผู้เป็นบิดาสนทนาอยู่กับชายสูงศักดิ์ท่าทางหยิ่งๆ คนนั้น เจียวเจียวยืนโงนเงน โยกเยกเหมือนจะเป็นลม พวกสาวใช้จะช่วยประคองก็โดนสะบัดออก เจียวเจียวจึงยืนโยกเป็นต้นอ้อต้องลมอยู่เช่นนั้น “เห็นคนที่กำลังคุยกับท่านพ่อข้าไหม คนผู้นั้นคือองค์ชายจ้าวลู่ พระสนมฉีกุ้ยเฟยทรงเป็นท่านอาของข้า องค์ชายก็เลยมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องของข้า รูปหล่อใช่ไหมล่ะ” หยางจิวหรงไม่เข้าใจว่าอู๋ซวงต้องการบอกอะไรจึงจะเอ่ยถาม แต่อู๋ซวงจุปากให้ดูไปเรื่อยๆ ก่อน “กระหม่อมขอน้อมส่งองค์ชาย” ซือหม่าจิ้งคุยธุระเสร็จจึงน้อมส่งองค์ชายจ้าวลู่ขึ้นรถม้า เจียวเจียวเองก็ย่อกายคำนับแช่มช้อยเช่นกัน และจังหวะนั้นเองที่เจียวเจียวเป็นลมเซถลาเข้าอ้อมอกองค์ชาย สีหน้าของนางตกใจระคมเหนียมอาย รีบก้มคำนับขออภัยแล้วเดินหนีขึ้นรถม้าของบิดา ส่วนองค์ชายจ้าวลู่ก็มองตามหลังนางอย่างอ่อนหวาน แม้ตามมารยาทแล้วเขาไม่ได้เอ่ยเรื่องนี้ต่อซือหม่าจิ้ง แต่เป็นที่แน่นอนแล้วว่าองค์ชายทรงประทับใจในตัวเจียวเจียวแล้ว “ตัวจริงเขาทำได้ตามเป้าหมาย ตัวสำรองอย่างข้าเลยรอดตัวไป” อู๋ซวงยักไหล่ หยางจิวหรงทำหน้าเหวอเพราะยังไม่เข้าใจอยู่ดี “พี่เจียวเจียวกับองค์ชาย...” “ดูไม่ออกรึ พี่เจียวเจียวกำลังยั่วองค์ชายอยู่ แล้วก็ทำสำเร็จแล้วด้วย ผู้หญิงย่อมดูมารยาหญิงด้วยกันออก แต่ไม่รู้ทำไมผู้ชายถึงดูไม่ออก” “แล้วท่านลุงจิ้งไม่ดุเอารึ” “ก็ท่านพ่อสั่งให้พวกเราทำเอง แมวสีอะไรไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้ก็พอ พี่เจียวเจียวคงจะได้แต่งเป็นชายาเร็วๆ นี้แหละ ส่วนข้า... ท่านพ่อคงจะเตรียมยกข้าให้ลูกชายแม่ทัพคนไหนสักคน และข้าก็ต้องทำแบบเดียวกับพี่เจียวเจียวเหมือนกัน” อู๋ซวงพูดเนือยๆ เหมือนไม่ใช่เรื่องของตัวเอง “แล้วเจ้าล่ะ ท่านปู่ของเจ้าเล็งใครไว้ให้เจ้า” “ไม่มีหรอก ต้องไม่มีแน่ๆ” “ไม่แน่หรอก บางทีท่านหยางกงอาจจะหมายตาองค์ชายจ้าวลู่ไว้เช่นกัน ถึงได้เรียกเจ้ามาที่วัดนี่ไง” สีหน้าของหยางจิวหรงตื่นตระหนกทันที “ไม่นะพี่อู๋ซวง ข้าไม่อยากแต่งงาน ข้าจะไม่ยอมแต่งงานด้วยวิธีแบบนี้เด็ดขาด” อู๋ซวงส่ายหน้าพลางปลอบอย่างเย็นชา “ข้าเองก็ไม่อยากให้เป็นแบบนี้ แต่เราหมดเวลาคร่ำครวญเป็นเด็กๆ แล้ว นี่เป็นชะตาของลูกสาวตระกูลใหญ่ เจ้าหนีไม่พ้นหรอกจิวหรง ทำใจยอมรับเสียเถอะ แต่งงานกันแล้วก็คงจะรักกันไปเอง” “มันจะง่ายดายเช่นนั้นจริงๆ หรือ แล้วถ้าเขาคนนั้นเป็นคนไม่ดี เป็นคนขี้ขลาดเห็นแก่ตัว ไม่รักครอบครัวเอาแต่กินเหล้าหาความสำราญ มิกลายเป็นว่าเราตกนรกตลอดชีวิตรึ” “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เราขัดคำสั่งผู้ใหญ่ไม่ได้หรอกนะ” “พี่จะไม่คิดต่อต้านหน่อยหรือ ข้ารู้ที่ผ่านมาพี่เป็นเด็กดีเชื่อฟังผู้ใหญ่มาตลอด แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตของเรานะ” “เจ้าวางใจเถอะ พวกผู้ใหญ่ย่อมต้องคัดเลือกคนดีๆ ให้เราอยู่แล้ว เจ้าอย่าคิดมากไปเลย” หยางจิวหรงนิ่งเงียบไม่ตอบรับหรือปฏิเสธแต่อย่างใด นางเพียงอยากจะเป็นผู้กำหนดชะตาของตนเอง มิใช่ถูกผู้อื่นจับวางตามใจชอบเหมือนตุ๊กตาไร้จิตใจเช่นนี้เลย อู๋ซวงเห็นสีหน้าของญาติผู้น้องไม่สู้ดี จึงเอ่ยปากชวนไปบ้าน “เจ้าคงจะหนีท่านหยางกงมาล่ะสิ ถ้ากลัวถูกตี มาหลบที่บ้านข้าก่อนก็ได้นะ พรุ่งนี้เช้าค่อยกลับ ข้าจะให้เสี่ยวจูไปแจ้งทางบ้านเจ้าเอง” “แต่ว่าข้าไม่ควร...” “ไม่ต้องสนใจคนอื่นหรอก สองสามวันก่อนท่านปู่ก็บ่นคิดถึงเจ้า เจ้าเป็นลูกหลานก็ควรจะกตัญญูถึงจะถูก ท่านหยางกงไม่ว่าหรอก” “ก็ดีเหมือนกัน ข้าไม่ได้พบท่านตานานแล้ว”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD