จวนสกุลซือหม่าอยู่ทางทิศเหนือของเมืองและอยู่ใกล้วังหลวงมากที่สุด นั่นเพราะหากลองนับย้อนบรรพบุรุษของตระกูลซือหม่าขึ้นไปสิบรุ่นก็ล้วนมีชื่อบันทึกในฐานะขุนนางคนสำคัญของแคว้นจ้าวทั้งสิ้น
ในเวลานี้ประมุขของจวนแห่งนี้ก็คือซือหม่าจ้าว มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาคนสนิทของฮ่องเต้และเป็นผู้ผลักดันเรื่ององค์ชายจ้าวลู่มาตลอด เขาเป็นนักวางแผนชั้นยอด สนมที่ฮ่องเต้รักมากที่สุดอย่างเสียนเฟยก็คือคนที่เขาถวาย
ซือหม่าจ้าวอายุล่วงเข้าเจ็ดสิบแล้วแต่แววตายังคงมีประกายคมกล้า หนวดเคราสีขาวโพลนยาวถึงเอว เรือนใหญ่ที่ซือหม่าจ้าวอยู่ไม่ค่อยมีสาวใช้พลุ่กพล่านมากนักเพราะเขาไม่ชอบ เครื่องเรือนภายในเรือนใหญ่ทุกชิ้นเก่าแก่นับอายุได้เป็นร้อยปี พวกบ่าวขัดถูกันจนขึ้นเงา ห้องส่วนใหญ่จะปิดเงียบและไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปโดยพลการ พวกเด็กๆ จะเกรงกลัวที่นี่เพราะได้รับการบอกเล่าว่าซือหม่าจ้าวเป็นคนดุมาก
“หลานจอมดื้อคำนับท่านตาเจ้าค่ะ”
“จิวหรง ไม่มาหาตาตั้งนานเลย”
ซือหม่าจ้าวเห็นหลานคนโปรดก็ดีใจยิ่งนัก รีบผุดลุกจากเก้าอี้เอนหลัง แม้ว่าซือหม่าจ้าวจะระวังท่าทีของหยางกง แต่สำหรับหยางจิวหรงแล้ว นางช่างซักช่างถามและชอบอ้อนให้ท่านตาเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ฟัง นางอ่านหนังสือเก่ง จะต่อกลอนหรือแต่งกวีก็ทำได้ยอดเยี่ยม คนแก่คุยด้วยแล้วสนุก ซือหม่าจ้าวจึงรักหลานสาวคนนี้มาก รีบสั่งให้สาวใช้ไปหาขนมมาเยอะๆ หยางจิวหรงคุกเข่าคำนับและอวดหน้ากากสวยๆ ที่ซื้อมาจากตลาดให้ดู นางร้องเพลงที่คนขายใช้เรียกลูกค้าให้ฟัง ได้เสียงหัวเราะจากท่านตาไปหลายคำ
“อะไรนะ มีคนบ้าหาว่าหลานตาหน้าเหมือนหมูป่างั้นรึ ว๊ากฮ่าๆ”
“ท่านตา ท่านต้องโกรธแทนข้าสิเจ้าคะ”
“เออ ก็โกรธอยู่นี่ไง ไอ้บ้าคนนั้นเป็นใคร ไปเรียกมันมา ตาจะให้รางวัล”
“ท่านตาใจร้าย!” หยางจิวหรงทำแก้มป่องแล้วจิ้มนิ้วชี้ดันปลายจมูกให้เหมือนหมู “เห็นไหมเจ้าคะ ไม่เห็นเหมือนเลย”
“ฮ่าๆ” ซือหม่าจ้าวเอ่ยชมไม่ขาดปากว่านางสดใสเหมือนยายที่ล่วงลับไปแล้วไม่มีผิด เจียวเจียวเพิ่งกลับมาจากวัดพร้อมบิดา ได้ยินเสียงหัวเราะของท่านปู่ นางก็รู้ทันทีว่าหลานสายนอกมาฉอเลาะขอสมบัติท่านปู่อีกแล้ว
“พี่เจียวเจียวจะไม่เข้าไปทักจิวหรงหน่อยเหรอ” อู๋ซวงร้องทักพี่สาว
“ไม่หรอก เชิญเจ้าช่วยนางประจบท่านปู่ตามสบายเถิด เป็นแค่หลานสายนอกไม่รู้จะเสนอหน้ามาทำไมบ่อยๆ หนวกหูน่ารำคาญ เห็นแล้วอยากจะอาเจียน”
“นางก็เป็นหลานท่านปู่เหมือนกัน นางจะมาเยี่ยมท่านปู่ที่นี่บ้างก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร ท่านปู่ไม่ค่อยยิ้ม นางทำให้ท่านปู่หัวเราะได้ พี่เจียวเจียวต้องขอบใจนางถึงจะถูก”
เจียวเจียวเบะปากแล้วสะบัดหน้ากลับเรือน อู๋ซวงก็ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงด้วยจึงสั่งให้คนตั้งโต๊ะสำรับแล้วกินมื้อเย็นกับท่านปู่ คืนนี้เป็นคืนวันเพ็ญ ท้องฟ้าใสสว่างได้บรรยากาศเหมาะสำหรับฟังดนตรีอย่างยิ่ง หลังจากทานอาหารกันแล้ว หลานปู่และหลานตาจึงชวนซือหม่าจ้าวไปนั่งเล่นที่เฉลียงเพื่อฟังหลานสาวทั้งสองดีดพิณ ซือหม่าจ้าวมีความสุขมากแม้กระทั่งตอนเข้านอนแล้วก็ยังอมยิ้ม
“จิวหรงเองรึ มิน่าเสียงพิณดังหนวกหูไปถึงทางโน้น”
เสียงหนึ่งดังขึ้น เป็นเสียงของน้าหลัน หรือซือหม่าหลัน แค่นางปรากฏตัว หยางจิวหรงซึ่งกำลังเดินหัวเราะหยอกเย้ากับอู๋ซวงตรงทางระเบียงถึงกับชะงัก
ซือหม่าจ้าวแต่งงานแล้วมีบุตรสี่คน นั่นคือคนแรกซือหม่าจิ้ง คนที่สองซือหม่าเจินซึ่งถวายตัวเข้าวังได้รับการแต่งตั้งเป็นฉีกุ้ยเฟย คนที่สามซือหม่าเซียง มารดาของหยางจิวหรง และคนสุดท้องซือหม่าหลัน สาวเทื้อผู้ครองตัวเป็นโสดเพราะมองว่าผู้ชายล้วนคิดจะเข้ามาปอกลอกเงินทอง อายุของนางล่วงเข้าวัยกลางคนแล้วแต่ดูแลรูปร่าง ผิวพรรณสวยผ่อง ชุดเครื่องทรงสง่างามไร้ที่ติและอบกลิ่นกำยานหอมฉุน นางมองหยางจิวหรงอย่างไร้ปรานีก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“แม่เจ้าใช้ให้มาทวงสมบัติล่ะสิ”
“มิได้เจ้าค่ะ หลานเพียงมาเยี่ยมท่านตา”
“ให้มันจริงเถอะ ข้าเจอมาเยอะแล้วพวกปากบอกไม่อยากได้ แต่ตาจ้องเป็นมัน” ซือหม่าหลันแสยะยิ้มแล้วพูดต่อ “แม่เจ้าก็น่าจะรู้ ลูกสาวแต่งงานออกไปแล้วก็เหมือนสาดน้ำทิ้ง จะกลับมาวอแวเงินทองของที่บ้านอีกไม่ได้ คิดจะส่งตัวแทนมาฉอเลาะขอแบ่งสมบัติเพิ่ม ข้ารู้ทันหรอกน่ะ”
หยางจิวหรงมองว่าท่านน้าหลันผู้นี้น่ากลัว เพราะนางวางตัวเหนือใครและเป็นผู้มีสิทธิ์ขาดในทรัพย์สมบัติที่ได้รับสืบทอดจากมารดาผู้ล่วงลับเพียงคนเดียว ว่ากันว่าสมบัติส่วนนี้มีจำนวนมากโข ในเมื่อพี่น้องผู้หญิงต่างแต่งงานไปกันหมดแล้ว จึงเหลือนางเพียงผู้เดียวที่ยังใช้แซ่เดิม ดังนั้นสมบัติทุกชิ้นจึงตกเป็นของซือหม่าหลันเพียงผู้เดียวไม่คิดแบ่งให้ใคร แม้แต่การดูแลบัญชีค่าใช้จ่าย ซือหม่าหลันก็ยึดหน้าที่ไปปกครองโดยเด็ดขาด ไม่ยอมให้พี่สะใภ้เข้ามายุ่งเพราะเกรงว่าเงินทองของสกุลซือหม่าจะถูกยักยอก
ซือหม่าหลันสูบยากล้อง ด้ามจับทำจากงาช้าง นางเคาะเถ้ายาร้อนๆ ลงบนพื้นแล้วใช้กล้องยาสูบชี้หน้า
“บ้านของตัวเองไม่มีอยู่รึ ถึงต้องมานอนค้างคืนที่นี่”
หยางจิวหรงนิ่งเงียบ นึกในใจว่าอยากจะไปให้พ้นๆ คำค่อนขอด เมื่อก่อนมารดาของนางพามาที่นี่แทบจะทุกเดือน แต่หลายปีมานี้มีคำประชดประชันลอยมาตลอด มารดาของนางไม่อยากมีปัญหาจึงติดต่อบ้านเดิมของตนเท่าที่จำเป็นและสั่งหยางจิวหรงว่าอย่ามารบกวนที่นี่อีก อู๋ซวงวิ่งเล่นกับหยางจิวหรงมาตั้งแต่เด็ก รู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร นางจึงออกหน้าปกป้อง
“ท่านอาหลัน ข้าเป็นคนชวนนางมาเอง ทางน้าเซียงก็รับรู้ ท่านปู่ก็อนุญาต ตอนนี้มืดค่ำแล้วเดินทางไม่สะดวก ท่านอาหลันอย่าไล่นางเลยเจ้าค่ะ”
“เฮ้อ วาจาของเจ้ามันลูกแม่เสียจริงๆ น่าจะฉลาดได้สักครึ่งของเจียวเจียวบ้าง ข้าก็แค่ถามเล่นๆ ใครจะกล้าแตะต้องหลานท่านหยางกงกันเล่า แล้วหลานรักของข้าจะมาอยู่ที่นี่กี่วันล่ะ คงจะไม่คิดอยู่ผลาญเงินทองของบ้านนี้ไปเรื่อยๆ ไม่มีกำหนดกลับใช่ไหม”
ซือหม่าหลันจิกกัดไม่ไว้หน้า หยางจิวหรงก็อดทนไม่โต้เถียงเพราะแก่มารดา
“สกุลหยางก็ร่ำรวยไม่แพ้เรา ไยท่านอาจึงกล่าวราวกับว่านางเป็นขอทานเช่นนั้นเล่า”
“คุยอะไรกันอยู่หรือ” ในตอนนั้นเองที่ชายหนุ่มร่างแข็งแรงกำยำ หน้าตาคมเข้ม ได้สัดส่วนไปหมดทั้งดวงตา สันจมูกและริมฝีปาก เขาประคองหมวกขุนนางสำนักตุลาการไว้ในมือขณะเดินตัวตรงกลับมาจากที่ทำงาน บรรดาสาวใช้กับคนงานในจวนต่างหยุดค้อมคำนับและมองตามหลังเขาอย่างชื่นชม
“พี่เทียนสง”
อู๋ซวงยิ้มทันทีเมื่อพี่ชายกลับมาได้จังหวะเหมาะ ซือหม่าเทียนสงเป็นคนตรงไปตรงมาและเอ็นดูหยางจิวหรง เขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของซือหม่าจิ้ง ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรับสืบทอดตระกูล ซือหม่าหลันจึงยิ่งมองหยางจิวหรงตาขวางเพราะเกรงว่าจะแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้แล้วชุบมือเปิบทุกสิ่งทุกอย่างไป
“สมบัติทุกชิ้นของท่านย่าเจ้า ต้องตกเป็นของเจ้าทั้งนั้น ที่น้าไม่ยอมแต่งงานก็เพื่อรักษาสมบัติไว้ไม่ให้ตกหล่นไปเป็นของคนแซ่อื่น พวกเจ้าดูไม่ออกรึว่านางกำลังวางแผนฮุบสมบัติท่านปู่เจ้า หน้าโง่กันทั้งนั้น”
“นางก็เป็นลูกหลานของท่านปู่คนหนึ่ง หากนางจะได้ในส่วนที่มารดาของนางพึงได้ก็สมควรแล้วไม่ใช่หรือ”
“ไม่สมควร พี่เซียงแต่งงานออกไปแล้ว ไม่มีสิทธิ์อะไรในบ้านนี้อีก”
“ท่านพ่อเคยเล่าให้ข้าฟังว่าตอนที่ท่านอาเซียงแต่งงานไปอยู่สกุลหยาง ท่านย่าเตรียมสินส่วนตัวไว้ให้แต่ท่านย่าล้มป่วยสิ้นชีวิตไปเสียก่อน สินส่วนตัวของท่านอาเซียงจึงยังไม่ได้ส่งไป ไม่ทราบว่าท่านอาหลันทราบเรื่องนี้หรือไม่”
ซือหม่าหลันหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ เมื่อเถียงไม่ได้จึงสะบัดหน้ากลับเรือนของตนเอง อู๋ซวงถึงกับยกนิ้วซูฮกให้พี่ชาย ส่วนหยางจิวหรงปรบมือให้แบบไม่มีเสียง ซือหม่าเทียนสงจึงเอื้อมมือคว้าหน้ากากตัวตลกที่นางซื้อมาจากตลาดไป
“ค่าแรง” เขาพูดแค่นั้นแล้วหาวหวอดใหญ่เพราะทำงานหนักจนอดนอนมาสองวันแล้ว วันนี้เพิ่งจะได้กลับมาพักผ่อน “พรุ่งนี้เช้าให้คนมาเรียกข้าด้วย ข้าจะไปกินข้าวเช้ากับท่านปู่”
“เจ้าค่ะ”
“นี่” อู๋ซวงรีบกระทุ้งศอกใส่หยางจิวหรงทันทีที่พี่ชายเดินผ่านไป “เจ้ามองพี่เทียนสงตาไม่กะพริบเลยนะ แอบคิดอะไรใช่รึเปล่า”
“อืม คิดสิ”
“ตายแล้ว ไหนบอกข้ามาเร็ว”
“หน้ากากตัวตลกอันนั้นสวยที่สุดในแผง ราคาตั้งสิบห้าอีแปะ กว่าจะข้าต่อเหลือห้าอีแปะก็เหนื่อยอยู่นาน ข้าเสียดายน่ะสิ พี่เทียนสงชอบแย่งของเล่นของข้าอยู่เรื่อย”
อู๋ซวงฟังคำตอบของสาวงามที่ไม่รู้จักโต นางก็ปวดหัวยิ่งนัก ซื่อบื้อจริง!